"ต้นไม้ไม่พูด แต่ต้นไม้จำทุกอย่าง สิ่งที่เ้าคิดว่าลืมไปแล้ว
จริงๆ แล้วฝังอยู่ในวงปีของต้นไม้บางต้น หนึ่งวง คือหนึ่งปี หนึ่งวงคือชื่อหนึ่งชื่อที่เ้าไม่เคยพูดออกมา"
ว่ากันว่า อักขระที่เขียนด้วยการลืม อักษรที่เก่าแก่ที่สุดไม่ได้เขียนด้วยพู่กัน แต่แกะสลักด้วยการลืม ทุกครั้งที่คนลืมบางสิ่ง โลกก็มีตัวอักษรเพิ่มขึ้นหนึ่งตัวและป่านั้น คือสถานที่ที่มีอักษรมากที่สุดในโลก
รวมถึง เสียงกระซิบที่รู้ชื่อ ลมในป่านั้นไม่ใช่ลม แต่คือความทรงจำที่ถูกลืมหาทางกลับไม่ได้ จึงกลายเป็เสียง ล่องลอยระหว่างซอกต้นไม้ และเสียงเ่าั้จำหน้าได้เพราะในนั้น มีบางส่วนที่เป็ของคนคนนั้น"
เว่ยซานเป็หมู่บ้านที่ล้อมรอบสามด้านด้วยป่าป่าที่เก่าแก่และหนาแน่นในแบบที่บอกว่าดูแลตัวเองมาหลายร้อยปีโดยไม่้ามนุษย์ต้นไม้ใหญ่ที่โคนบางต้นหนาจนคนสองคนโอบไม่รอบใบที่ซ้อนชั้นกันหนาจนแสงแดดผ่านลงมาถึงพื้นป่าเป็แค่จุดเล็ก ๆ กระจายห่างกัน
ชาวบ้านที่นำทางเข้าป่าเดินอย่างระวังในแบบที่บอกว่าพวกเขาไม่แน่ใจว่าป่านั้นยังปลอดภัยหรือเปล่า
"เสียงมาจากต้นนั้น" เขาพูดเสียงเงียบชี้ไปที่ต้นไม้ั์ที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าสัก
อี้เหยียนหยุดฟัง
ในความเงียบของป่าที่ไม่มีลมไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงแมลง มีเสียงหนึ่งที่ลอยมาจากทิศที่ชาวบ้านชี้
เป็เสียงร้องเพลงไม่ดัง ไม่เบาจนเกิน แค่พอที่จะได้ยินในระยะสิบก้าวเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกว่าคุ้นเคยในแบบที่อี้เหยียนไม่แน่ใจว่าเคยได้ยินจริงหรือเพียงแต่รู้สึกว่าควรจะได้ยิน
"ได้ยินไหม?" อี้เหยียนถามจางเว่ย
"ได้ยิน" เขาพูดเสียงนิ่งมือจับปากกาบันทึกที่ถืออยู่แน่นขึ้นเล็กน้อย "เป็เพลงที่แม่ข้าร้องให้ฟังตอนเด็ก"
อี้เหยียนมองเขาสักวินาทีแล้วก็มองเซินเหมย
"เ้าล่ะ?"
"เป็เพลงที่ข้าร้องเมื่อตอนเด็กคนเดียวในห้อง" เซินเหมยพูดเสียงเบา "ข้าไม่รู้ว่าเรียนจากใครแต่ร้องอยู่นาน"
"เพลงคนละเพลง" อี้เหยียนพูด "แต่ทุกคนได้ยินเพลงที่ตัวเองจำได้"
"ต้นไม้อ่านความทรงจำของคนที่เข้ามาใกล้และร้องเพลงจากมัน?" ซวินฮัวถามเสียงแห้ง
"ไม่ใช่ต้นไม้ทำ" อี้เหยียนพูดเดินเข้าไปหาต้นไม้ั์ "ต้นไม้เป็แค่แหล่งกระจายเสียงมีบางอย่างฝังอยู่ที่รากของมัน"
โคนต้นไม้ั์...........
ต้นไม้ั์นั้นอายุมากจริงตามที่รายงานบอกเปลือกของมันหนาและขรุขระในแบบที่เวลาหลายร้อยปีจะทำรากที่โผล่ขึ้นมาจากดินนั้นใหญ่บางรากเท่าต้นขาของคนผู้ใหญ่
เมียวกิบินวนรอบต้นไม้สามรอบแล้วลงเกาะที่รากที่ใหญ่ที่สุดด้านทิศเหนือ
อี้เหยียนเดินไปที่รากนั้นนั่งลงตรวจดู
ระหว่างรากสองเส้นที่พันกันอยู่มีสิ่งเล็ก ๆ ที่สีของมันกลืนไปกับสีดินจนมองไม่เห็นถ้าไม่รู้ว่ามี
อี้เหยียนหยิบออกมาด้วยมือเปล่า
เป็แผ่นหินบางรูปทรงไม่แน่นอน ขนาดเท่าฝ่ามือ บนผิวของมันมีรอยแกะสลักที่ละเอียดมากเล็กจนต้องถือใกล้ดวงตามากจึงจะเห็น
"อักษรเสียง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"อักษรเสียง?" จางเว่ยเข้ามาดู
"อักษรโบราณชนิดหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อบันทึกเสียง ไม่ใช่คำพูดแต่บันทึกคลื่นเสียงในรูปแบบสัญลักษณ์" อี้เหยียนอธิบาย "เมื่อมันัักับพลังงานชีวิตของคนที่อยู่ใกล้มันจะอ่านความถี่ของพลังงานชีวิตนั้นซึ่งมีรูปแบบเฉพาะตัวแล้วแปลกลับออกมาเป็เสียงที่สอดคล้องกับความทรงจำที่ลึกที่สุดของคนนั้น"
"ฟังดูซับซ้อนมาก" ซวินฮัวพูดเสียงระวัง
"เป็เทคนิคที่เก่ามาก" อี้เหยียนพูด "ข้าอ่านเจอในบันทึกโบราณแค่ครั้งเดียวแต่ไม่เคยเห็นของจริง ความรู้นี้ควรจะสูญไปนานแล้ว"
"แต่สำนักเมฆาดำมีอยู่" จางเว่ยพูดเสียงขรึม
"คนที่อยู่เื้ัสำนักนั้นมี" อี้เหยียนแก้ "และเขาใช้มันทดสอบว่าพลังงานความทรงจำนั้นทำงานกับต้นไม้ได้ไหม"
"เพื่อ?"
อี้เหยียนมองแผ่นหินในมือดวงตาสีทองคิดอยู่
"เพื่อหาวิธีดึงความทรงจำออกจากคนโดยไม่ต้องให้พวกเขาสมัครใจ" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "ถ้าสามารถดึงความทรงจำออกจากคนได้ในแบบที่พวกเขาไม่รู้ตัวก็สามารถรู้ทุกอย่างที่คนนั้นรู้ได้"
"ข้อมูล" จางเว่ยพูด "สำนักเมฆาดำ้าข้อมูล"
"และประตูที่พวกเขา้าเปิดนั้นอาจ้าข้อมูลบางอย่างที่ยังไม่มี" อี้เหยียนสรุป
อี้เหยียนทำลายแผ่นหินอักษรเสียงด้วยสถูปแผ่นหินแตกออกเป็สองชิ้นในมือของเขาแล้วก็แตกเป็ผงสีเทาที่หลุดออกจากมือในลมเบาๆ
เสียงร้องเพลงในป่าหยุดลงในทันที
ป่าที่ว่างจากเสียงนั้นกลับมามีเสียงนกร้องเสียงแมลง เสียงลมในใบไม้ ในแบบที่ป่าปกติจะมี
จดหมายมาถึงและเวลาที่หมดลง......
วันที่สี่หลังกลับจากเว่ยซานตำหนักเมฆาหล่น
รายงานจากเทียนจวินและหลี่เซียนที่ไปเหอหยวนกลับมาก่อนที่พวกเขาตัวจริงจะกลับรายงานบอกว่าบ่อน้ำเงินในเหอหยวนนั้นมีกลไกคล้ายกันกับแผ่นหินอักษรเสียงในเว่ยซานแต่ซับซ้อนกว่า ฝังอยู่ที่ก้นบ่อโดยใช้น้ำเป็ตัวกลางในการส่งสัญญาณทำลายได้ยากกว่าเพราะน้ำกระจายพลังงาน ต้องใช้เวลาสามวันจึงจะทำลายได้อย่างสมบูรณ์
รายงานนั้นมาพร้อมโน้ตสั้นๆ จากเทียนจวินที่เขียนด้วยลายมือเขาเอง
"พบเส้นทางของสำนักเมฆาดำในเหอหยวน มีคนกลุ่มหนึ่งที่ดูแลอุปกรณ์เหล่านี้และมีชื่อที่ซ้ำกันในรายงานหลายฉบับ ชื่อว่า 'เหวยหลิงเฟิน'จะอธิบายเมื่อกลับมา กลับในอีกสองวัน"
อี้เหยียนอ่านโน้ตนั้นสองรอบ
ชื่อเดียวกับที่อยู่ในกระจก
และในเช้าของวันเดียวกัน
นกส่งสารสีดำมาถึงตำหนักเมฆาหล่นไม่ใช่นกธรรมดา แต่เป็นกที่มีพลังงานพิเศษ นกที่ส่งข้อความในแบบที่เฉพาะบางคนใช้
จดหมายที่มากับนกนั้นเขียนด้วยลายมือที่อี้เหยียนเคยเห็นมาสองครั้ง
เสี่ยวอวิ๋นจื่อ
อี้เหยียนเปิดอ่านจดหมายในห้องคัมภีร์คนเดียวเมียวกิบนไหล่ซ้ายนิ่งผิดปกติ
"ท่านองค์เมียวจิ
ข้าตัดพันธะกับสำนักเมฆาดำได้แล้วเมื่อสามวันก่อนวิธีที่ข้าพบนั้น้าราคา ไม่ใช่ราคาที่เ็ปแต่เป็ราคาที่ทำให้สำนักเมฆาดำรู้ทันทีว่าพันธะนั้นถูกตัด และรู้ว่าใครตัด
ข้าออกจากหลงเฉิงแล้วแต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนที่ปลอดภัยเพราะสำนักเมฆาดำรู้ทุกที่ที่ข้าเคยอยู่ในชาตินี้
สิ่งที่ข้า้าบอกท่านมีสองเื่
เื่แรก— สำนักเมฆาดำรู้ว่าตำหนักเมฆาหล่นเป็อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดสำหรับแผนของพวกเขาหลังจากที่ท่านทำลายสถูปกลับด้านในหลงเฉิงและเมล็ดพันธุ์ฝันในฉางิพวกเขาเปลี่ยนกลยุทธ์ พวกเขาจะไม่รอให้แผนสมบูรณ์อีกต่อไป แต่จะมาโดยตรง
เื่ที่สอง— คนที่อยู่เื้ัสำนักเมฆาดำนั้น ข้ารู้จักเขารู้จักในแบบที่ลึกกว่าที่ข้าบอกท่านที่หลงเฉิงเหวยหลิงเฟินนั้นไม่ใช่คนในชาตินี้ที่สร้างสำนักเมฆาดำขึ้นมาเขาเป็ิญญาที่กลับชาติมาเพื่อทำสิ่งที่เขาตั้งใจมาั้แ่ชาติก่อน ในชาติที่สี่เหวยหลิงเฟินคือคนที่เซี่ยิรัก คนที่ราคาถ่ายโอนนั้นจ่ายแทนแต่สิ่งที่ท่านยังไม่รู้คือ ในชาติที่สี่นั้นเมื่อเซี่ยิสิ้นชีวิตจากราคาที่จ่ายแทน เหวยหลิงเฟินไม่ได้รู้สึกขอบคุณเขารู้สึกโกรธ โกรธว่าทำไมเซี่ยิตัดสินใจแทนเขา โกรธว่าทำไมถึงไม่ถามเขาก่อนและความโกรธนั้นกลายเป็สิ่งที่เขาแบกมาทุกชาติ ในแบบที่ต่างจากความเ็ปของข้าเขาไม่ได้รู้สึกผิด เขาโกรธ และความโกรธนั้นในชาตินี้กลายเป็สำนักเมฆาดำ
จงระวังตัวท่านองค์เมียวจิ เขารู้จักท่านดีกว่าที่ท่านรู้จักเขา
เสี่ยวอวิ๋นจื่อ"
อี้เหยียนอ่านจดหมายสองรอบวางลงบนโต๊ะ มองออกไปที่หน้าต่าง
เมียวกิส่งเสียงร้องเบาๆ
"ข้ารู้" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
สองวันต่อมาเมื่อคณะกลับมาครบ........
เทียนจวินและหลี่เซียนกลับมาตอนบ่ายของวันที่สองพร้อมกับข้อมูลจากเหอหยวนและใบหน้าที่บอกว่าสองวันที่ผ่านมาไม่ได้ง่าย
เมื่ออ่านจดหมายจากเสี่ยวอวิ๋นจื่อเสร็จเทียนจวินวางจดหมายลงเงียบ ๆ
ทุกคนในห้องโถงนั่งอยู่รอบโต๊ะบรรยากาศหนักในแบบที่บรรยากาศหนักเมื่อทุกคนรับรู้บางอย่างที่ใหญ่กว่าที่คาด
"เหวยหลิงเฟินโกรธเซี่ยิที่ตัดสินใจแทนเขา" จางเว่ยพูดเสียงขรึม "และใช้ชาตินี้เพื่อทำบางอย่างกับสิ่งที่เขาโกรธ"
"ไม่ใช่แค่โกรธ" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "เขา้าพิสูจน์ว่าตัวเองมีพลังงานมากพอที่ไม่้าการช่วยเหลือจากใครประตูที่เขา้าเปิดนั้นไม่ใช่เพื่ออำนาจ มันเพื่อพิสูจน์บางอย่าง"
"พิสูจน์ว่าเขาสามารถทำได้เองโดยไม่ต้องมีใครจ่ายราคาแทน" เทียนจวินพูดเสียงเบา
"และถ้าเปิดประตูนั้นได้ เขาจะมีพลังงานที่ไม่มีขีดจำกัด" อี้เหยียนพูดต่อ "ไม่ต้องพึ่งพาใครไม่ต้องขอบคุณใคร"
"ความโกรธนั้นลึกมาก" เซินเหมยพูดเสียงเบา
"ลึกพอที่จะแบกมาหลายชาติ" อี้เหยียนยืนยัน
"แล้วเขามีพันธะกับเราสองคนอย่างไร?" เทียนจวินถาม
"ในชาติที่สี่ เขารักเซี่ยิ" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "และเซี่ยิรักเขาแต่คนที่เซี่ยิรักในชาติที่สี่ไม่ใช่แค่เหวยหลิงเฟิน มันซับซ้อนกว่านั้น"
อี้เหยียนหยุดมองเทียนจวิน
"บันทึกจากเฉินเหวินบอกข้าว่ามีิญญาที่ตามเซี่ยิมาทุกชาติิญญาที่ยืนอยู่นอกวงกลมในวันที่เซี่ยิจ่ายราคา" อี้เหยียนพูด
"ข้า" เทียนจวินพูดเสียงเงียบ
"ในชาติที่สี่ เซี่ยิรักสองคน" อี้เหยียนพูดตรง "เหวยหลิงเฟินซึ่งเธอรักในแบบหนึ่งและเธอเลือกจ่ายราคาแทน และ—"
อี้เหยียนหยุดสักวินาที
"และคนที่เธอรักในแบบที่ลึกกว่าแต่ยังไม่รู้ว่ารักในวันที่เลือกจ่ายราคา"
ห้องเงียบ
เทียนจวินมองอี้เหยียนดวงตาของเขาในแสงบ่ายนั้นอ่านทุกอย่างที่อีกฝ่ายพูดและสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมา
"เหวยหลิงเฟินรู้เื่นั้น" เขาพูดเสียงเบา
"เขารู้ทุกอย่าง" อี้เหยียนพูด "รู้ว่าเซี่ยิรักใครด้วยชั้นไหนของใจรู้ว่าิญญาที่ตามมาทุกชาตินั้นคือใครรู้ว่าพันธะระหว่างอี้เหยียนและเทียนจวินในชาตินี้นั้นแข็งแกร่งแค่ไหน"
"และนั้นคือเหตุผลที่เขา้าสถูปของเ้า" เทียนจวินพูด
"พลังงานที่เขา้าเปิดประตูนั้น ไม่ใช่แค่พลังงานในสถูป" อี้เหยียนพูดช้า ๆ "มันคือพลังงานที่เกิดจากพันธะพลังงานตรงกลางที่เราสองคนสร้างขึ้นเมื่ออยู่ด้วยกันเขา้าใช้มันเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองมีพลังงานที่มาจากตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใครในความขัดแย้งแบบที่เ็ปที่สุดโดยการใช้พลังงานของคนที่เซี่ยิรักในแบบที่ลึกกว่าเขา"
จางเว่ยวางปากกาลงช้าๆ
"เขา้าทำลายทั้งสองท่านพร้อมกับเปิดประตู" เขาพูดเสียงเงียบ
"เขา้าพิสูจน์ว่าเขาไม่้าใคร" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "และวิธีที่ดีที่สุดในการพิสูจน์คือการใช้สิ่งที่คนอื่นมีและเขาไม่มีแล้วทำลายมัน"
ห้องเงียบยาว
เทียนจวินลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินมายืนข้างๆ อี้เหยียน
"เขาจะมา" เขาพูดเสียงเงียบและมั่นคง
"จะมา" อี้เหยียนยืนยัน
"และเราจะรับมือ" เขาพูด ไม่ใช่คำถาม ไม่ใช่การปลอบใจแต่เป็การยืนยันที่มาจากสิ่งที่เขาตัดสินใจแล้ว
อี้เหยียนมองเขาสักพักในดวงตาสีทองของอี้เหยียนนั้นรับสิ่งที่เขาพูดในแบบที่อีกฝ่ายรับทุกสิ่งที่มาจากเขา
"เราจะรับมือ" อี้เหยียนพูดซ้ำ
ค่ำคืนของวันนั้นระเบียง......
หลังทุกคนแยกย้ายไปเตรียมตัวและเตรียมแผนอี้เหยียนออกมาที่ระเบียงหลังตำหนักในตอนดึก
เทียนจวินตามมาในไม่นานชาสองถ้วยในมือ นั่งลงข้างๆ ในแบบที่เขามาเสมอ
ทั้งสองนั่งเงียบในแสงดาวของคืนที่ท้องฟ้าใส
"เ้ากลัว?" เขาถามเสียงเบา
"กลัว" อี้เหยียนตอบตรง "ไม่ใช่กลัวเหวยหลิงเฟินแต่กลัวว่าสิ่งที่เขา้าใช้นั้น—" อี้เหยียนหยุด
"พลังงานระหว่างเรา" เขาพูดต่อ เสียงเงียบ รับรู้ว่าอี้เหยียนพูดยากตรงไหน
"ถ้าเขาใช้มันได้" อี้เหยียนพูด "มันหมายความว่าสิ่งที่เราเป็ต่อกันนั้นกลายเป็อาวุธในมือของเขา"
"หรือหมายความว่าสิ่งที่เราเป็ต่อกันนั้นแข็งแกร่งพอที่ทำให้เขา้ามันขนาดนั้น" เทียนจวินพูดเสียงเบา
อี้เหยียนนิ่งอยู่กับสิ่งที่เขาพูด
"เ้ามองในแง่ดีเสมอ" อี้เหยียนพูดเสียงเบา
"ข้ามองในแง่ที่เป็ความจริงในส่วนนั้น" เขาพูด "เหวยหลิงเฟินกลัวสิ่งที่เราเป็ต่อกันถ้าเขาไม่กลัว เขาจะไม่้ามัน"
อี้เหยียนมองออกไปที่สวนสมุนไพรในแสงดาวต้นไม้ที่ตัวเขาเองปลูกและดูแล ดินที่เขารู้จักทุกส่วน
"เทียนจวิน"
"อะไร"
"ถ้าในการเผชิญหน้ากับเขา ราคาออกมาหนัก—"
"เราคุยเื่นั้นเมื่อถึงเวลา" เขาพูดตัดเบา ๆ "ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าราคาจะเป็อย่างไรและการคิดถึงราคาที่ยังไม่รู้นั้นไม่มีประโยชน์"
"แต่ถ้า—"
"อี้เหยียน" เขาพูดชื่ออี้เหยียนเสียงเงียบ
อี้เหยียนหยุด
"ข้าอยู่ที่นี่" เขาพูดสั้น ๆ แต่หนักในแบบที่คำสั้น ๆบางคำหนักกว่าคำยาวหลายบรรทัด
อี้เหยียนมองเขาในแสงดาวรับสิ่งที่เขาพูดในแบบที่เขารับมาตลอด
แล้วก็ขยับมาพิงไหล่ของเทียนจวินในแบบที่ตัวเขาทำเมื่อเขา้าบอกบางอย่างโดยไม่ต้องพูดออกมา
เขาไม่ขยับยืนให้อีกฝ่ายในแบบที่เขายืนให้เสมอ
"ข้ารู้ว่าเ้าอยู่ที่นี่" อี้เหยียนพูดเสียงเบามาก
เมียวกิบนกิ่งไม้เหนือหัวหลับตาลงในแบบที่พอใจในแบบที่สิ่งที่รู้ว่าควรเป็เป็เหมือนที่ควรเป็
"อักษรเ่าั้สลักอยู่บนต้นไม้ อักษรเ่าั้ไม่มีใครอ่านออกยกเว้นคนที่ ทิ้งความทรงจำไว้ที่นี่
และคนนั้น ลืมไปแล้ว ว่าตัวเองเป็คนเขียน"
"ในที่สุดป่านั้นก็เงียบลง ไม่ใช่เพราะไม่มีเสียง แต่เพราะคนที่เข้าใจทุกเสียงไม่้าหูเพื่อฟังอีกต่อไปแล้ว
ความทรงจำขโมยได้ แต่คนที่จำได้ว่าเ้าคือใคร ขโมยไม่ได้
เพราะคนนั้น ไม่ได้อยู่ในความทรงจำ แต่อยู่ในการที่ ตอนชงชาตอนเช้า โดยไม่ต้องคิดก็นึกถึงเ้า อยู่ในการกระทำนั้น"
..สุสาส์นราคะ..