ยามดึกเงียบสงัด ท้องฟ้าดำเข้มดุจสีหมึก
หลังจากงานเลี้ยงฉลอง ทั่วทั้งจวนจมอยู่ในความมืดอันเงียบสงัด สรรพสิ่งไร้เสียง
วันนี้เป็วันดีที่นายท่ายซ่งเฟิงหยางรับอนุภรรยา
อนุภรรยาคนนี้ นามเดิมของนางคือมู่ถงเซียง เป็บุตรสาวของมู่หานจาง เ้าหน้าที่เรียบเรียงเอกสารกรมพิธีการ นายท่านมู่ท่านนี้เป็น้องชายมู่ทรงฮูหยินผู้เฒ่า ซึ่งทั้งสองเป็ลูกพี่ลูกน้องกัน ด้วยมู่ทรงฮูหยินผู้เฒ่ารักน้องชายกับหลานสาวสองคนนี้มาก นางจึงมีความคิดอยากเก็บมู่ถงเซียงไว้ข้างกาย
มู่ถงเซียงรักมั่นต่อซ่งเฟิงหยางั้แ่เด็ก นางเฝ้ารออย่างมั่นคง เดิมคิดว่าหมดหวังแล้ว จนต้นฤดูวสันต์ ซ่งเฟิงหยางสอบได้จอหงวนในการสอบหน้าพระที่นั่ง ฮ่องเต้ทรงพระราชทานตำแหน่งขุนนางขั้นห้า แต่งตั้งเป็รองแม่ทัพปราบวอโคว่ เข้ารับตำแหน่งอีกสองเดือนเดินทางสมทบกองทัพอักษรซุ่น นางจึงดึงดันแต่เข้ามาแม้ซ่งเฟิงหยางจะแต่งภรรยาเอกแล้ว
ถึงจะรู้ว่าวันนี้เขาจะไม่กลับมาแต่นางยังคงเฝ้ารอ “ฮูหยินเข้านอนได้แล้วเ้าค่ะ ท่านนั่งตรงนี้มาสองชั่วยามแล้วนะเ้าคะ” เงียบสนิทไม่มีเสียงตอบรับจากหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านใน ชุนซานหลินได้ยินเสียงประตูห้องนอนใหญ่ปิดลง เธอมองออกไปนอกหน้าต่างคืนนี้ท้องฟ้าดำเข้มปราศจากแสงดาว แววตานางหม่นลง นางย้อนคิดถึงคำคืนที่ได้อยู่ร่วมกับเขา คำคืนยาวนานเสียงเขาดังกังวานเหมือนพึ่งเกิดขึ้น ‘ชั่วชีวิตนี้ข้าจะดีกับเ้า ดูแล ไม่ทอดทิ้งเ้า เ้าจะเป็ภรรยาคนเดียวของข้าซ่งเฟิงหยาง’
ทว่าจวบจนวันนี้ วันที่จวนจอหงวนมีพิธีมงคล นาง'ชุนซางหลิน'ถึงรู้ว่าต้องแบ่งปันชายผู้เป็สามีกับหญิงอื่น ไม่มีบอกกล่าวให้เตรียมตัว ไม่มีคำอธิบาย
ยามอู่หนึ่งเค่อต้นฤดูคิมหันต์อากาศข้างนอกเริ่มร้อนอบอ้าว สาวใช้ในเรือนหลักเปลี่ยนมาสวมชุดสองชั้นผ้าบาง ชุนซางหลิงนั่งเหม่อมองสำรับอาหารที่ถูกส่งมาตรงเวลาทุกมื้อ แต่เนื่องจากนี้อาจเป็สำรับที่แม่ครัวทำไว้ก่อนหน้าหรือสำรับค้างคืนชุนซางหลินยิ่งไม่แน่ใจ กับข้าวสามอย่างน้ำแกงหนึ่งอย่างเย็นชืด นางตักน้ำแกงขึ้นทนกลืนลงไปครึ่งคำ กลับพบว่าอาหารหลายวันมานี้รสชาติกลับตากต่างจากหลายวันก่อน นางยังเคยได้ยินเหล่าชาวใช้พูดกัน ‘ฮูหยินท่านนี้จะทนได้ถึงวันใด ถึงตอนนี้ขนาดแม่ครัวในโรงครัวยังรังแกนางแล้ว’ ‘ใช่ หลายวันก่อนค่าใช้จ่ายภายในเรือนใหญ่มู่ทรงฮูหยินผู้เฒ่าคิดอยากตัดก็ตัดเลย ฮูหยินท่านนี้กลับทำอย่างไรไม่ได้ ได้แต่ก้มหน้าขอบคุณไม่ใช่หรือ’นางยืนอยู่ตรงทางเดินนั้น ฟังเหล่าสาวใช้คุยกันจบ ใช่นางชุนซางหลิงแต่เข้ามาในจวนอย่างเร่งร้อน ครอบครัวเดิมไม่มีอำนาจสนับสนุน แต่งเข้ามาไม่ได้จัดการธุระภายในจวน ถึงตอนนี้นางมีแค่เขาที่ปกป้อง บังแดดบังฝน แต่ตอนนี้เขาเดินทางจากบ้านไปไกล นางจะทำอย่างไรได้
หนึ่งเดือนมานี้ชุนซางหลินใช้ชีวิตดีกว่าสาวใช้ในเรือนขั้นหนึ่ง แต่เมื่อนางยืนอยู่ต่อหน้ามู่ทรงฮูหยินผู้เฒ่าแม้แต่สาวใช้รุ่นใหญ่นางยังเงยหน้าขึ้นมองไม่ถึง
ยามเหม่าชุนซางหลินยืนอยู่หน้าระเบียบทางเดินเรือนมู่ทรงฮูหยินผู้เฒ่ารอนางเรียกเข้าไปปรนนิบัติแสดงความกตัญญู ปกติมู่ทรงฮูหยินผู่เฒ่าตื่นนอนยามซื่อ ชุนซางหลิงยืนรออยู่อย่างน้อยวันละสองชั่วยาม เนื่องจากคำสั่งมู่ทรงฮูหยินผู้เฒ่าหลายวันมานี้ชุนซางหลินเนื่องจากตื่นเช้า โรงครัวยังไม่ถึงเวลาจัดเตรียมสำรับเช้า กว่าจะปรนนิบัติมู่ทรงฮูหยินผู้เฒ่ากินข้าวเช้า กว่าจะถึงเรือนกลับเลยเวลาอาหารเช้า นานวันเข้าร่างกายทางเริ่มทนไม่ไหว
หลังจากผ่านไปหลายวันนางเริ่มล้มป่วย ร่างกายผอมแห้ง ไร้เรียวแรง
หลังจากมู่ถงเซียงกลับจากวัดเสินอัน นางตรงกลับเรือนมู่ทรงฮูหยินผู้เฒ่านางมองฮูหยินผู้เฒ่าด้วยแววตาสับสนปนหวาดกลัว ร่างกายสั่นสะท้าน น้ำตาเอ่อล้นออกจากดวงตาคู่งาม ทำให้คนเห็นแล้วทั้งสงสารทั้งเ็ป “ท่านแม่ วันนี้ข้าไปขอพรให้พี่หญิงหายป่วยเร็วๆ ท่านรู้หรือไมเ้าคะว่าไต่ซือ ทักข้าว่าอย่างไร”
“ไหน เ้าลองพูดให้แม่ฟังสิว่าเื่อะไร ทำให้เซียงเออร์ของเราเป็เช่นนี้”
นางมองฮูหยินผู้เฒ่าในที่สุดนางก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ “ทานไต่ซือ ทรงซุนเฉวียน ทักข้าว่าที่บ้านมีคนป่วยทำให้ฮวงจุ้ยที่บ้านเปลี่ยน เป็ลางร้าย”
มู่ทรงฮูหยินใมองหน้ามู่ถงเซียง “นี้! จะได้อย่างไร ท่านไต่ซือยังว่าอย่าไรอีกหรือไม่ แล้วต้องแก้อย่างไร”
มู่ถงเซียงซ้อนตามอง ด้วยนางรู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าเป็กงวนใจ นอนไม่หลับเสียหลายวัน ั้แ่บุตรชายคนโตเดินทางลงใต้ตามกองทัพ นางจึงพูดต่อว่า “ท่านไต่ซือ ยังบอกอีกว่าฮวงจุ้นที่เปลี่ยนนี้ ส่งผลให้คนที่เดินทางไกลจะถึงคราวเคราะห์ โดยเฉพาะคนในครอบครัวเดินทางลงใต้”
มู่ทรงฮูหยินผู้เฒ่านั่งเหม่อครู่นี้ นางกลัวเหลือเกิน ทุกคืนนางนอนไม่หลับด้วยกังวลกับลูกชายคนโต ยิ่งคิดนางยิ่งกงวล “นี้ จะทำอย่างไรดี” นางถามออกไปอย่างร้อนลน ร่างกายเริ่มสั่นสะท้าน
มู่ถงเซียงมองอาการฮูหยิงผู้เฒ่าที่เป็เช่นนี้แล้วพอใจอย่างยิ่ง “ท่านไต่ซือยังบอกค่าว่ายังพอมีท่างแต่ไขอยู่เ้าค่ะท่านแม่ เพียงแต่”
“เพียงแต่อะไร เ้ารีบพูด!” ในใจยิ่งถามยิ่งร้อนลน
มู่ถงเซียงยื่นมือออกไปจับมือฮูหยินผู้เฒ่าตบหลังมือนางเบาๆ เพื่อปลอบโยน “เื่นี้ข้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดหรือไม่” นางทำหน้าตาหน้าสงสารยิ่ง “ท่านไต่ซือบอกว่า ขอเพียงเราย้ายคนป่วยออกจากจวน เื่นี้ก็ถือว่าช่วยยับยั้งเคราะห์ร้ายครั้งนี้ไว้ชั่วคราว” พูดจบนางซ้อนตาขึ้งมองเห็นสายตาของฮูหยินผู้เฒ่าแสดงความรังเกียจที่ปิดบังไม่มิดออกมาทางสายตา นางพอใจอย่างยิ่ง