*นิยายเื่นี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงและการบังคับขู่เข็ญ ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาไม่ควรลอกเลียนแบบ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ผมเป็เด็กที่ถูกทอดทิ้ง ประมาณห้าขวบได้ไหมนะ จากความทรงจำอันแสนเลือนรางวันนั้นหิมะตกหนัก เป็วันที่อากาศหนาวเหน็บแม่ทิ้งผมไว้ที่หน้าประตูสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า คำพูดสุดท้ายของแม่ช่างสุดแสนจะธรรมดา
“เดี๋ยวแม่มานะ รอตรงนี้อย่าไปไหน เข้าใจไหม”
ตัวผมในตอนนั้นเชื่อคำพูดของแม่อย่างสนิทใจ ผมไม่เคยคิดว่าแม่จะทิ้งผมได้ลงคอผมที่อายุ 5 ขวบ ช่างใสซื่อซะเหลือเกิน
“เ้าหนู ชื่ออะไรน่ะเรา”
ผมปิดปากสนิท ไม่ยอมตอบคำถามใคร เพราะว่าผมกลัวคนแปลกหน้า
ผมที่เติบโตในบ้านเด็กกำพร้าก็ยังคงรอแม่ และยังรอคอยต่อไป
แต่ว่า
“เฮ้อ...”
แม่ก็ไม่มา
ปัญหาไม่ได้มีแค่เื่นั้น ผมตกอยู่ในภาวะเสียการสื่อความ[1] ั้แ่ทำใจยอมรับได้ว่าถูกแม่ทิ้งผมก็กลายเป็แบบนั้น
“ภาวะเสียการสื่อความ? เพราะเป็โรคถึงถูกพ่อแม่ทิ้งสินะ?”
“จากมุมมองของผม เหมือนเป็อาการพิการทางภาษาแค่ระยะหนึ่งซึ่งเกิดจากภาวะช็อค ถ้าได้รับการรักษาก็จะดีขึ้นได้ครับ”
“รักษาอะไรกัน ปล่อยให้พิการไปนั่นแหละ เงินช่วยเหลือจากรัฐจะได้เพิ่มขึ้นอีก”
“แบบนั้นไม่ได้นะครับ”
“อะไรไม่ได้! พูดเองว่ามันพิการทางภาษาก็เป็คนพิการถูกแล้วไง!”
“ผมบอกว่าแค่ระยะนึงไงครับ”
ผู้อำนวยการของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ทะเลาะกับคุณหมอเช่นนั้นแล้วลากผมออกจากโรงพยาบาลไป สุดท้ายผมก็ถูกปล่อยปละละเลยไม่ได้รับการรักษาแต่อย่างใดผมอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แถมยังพูดไม่ได้อีก ไม่สามารถสื่อสารใดๆ ได้เลย
ความรู้สึกเสียใจก่อตัวขึ้น
ผู้อำนวยการตั้งชื่อและแจ้งเกิดให้ผมตามใจตัวเอง ตอนที่ผมยังพูดได้อยู่ทำไมผมถึงไม่บอกชื่อตัวเองไปนะ ยังดีที่อย่างน้อยผมก็ได้มีข้อมูลอยู่ในทะเบียนราษฎร์แต่ว่าชื่อที่ผู้อำนวยการตั้งให้ผมมันไม่ต่างอะไรกับคำดูถูก
ยอมบยองฮัน[2]
เขาเล่าว่าตั้งใจจะเขียนไปว่า ยอมบยองฮัล แต่ตอนนั้นเขาเมาเหล้าเลยเผลอเขียนเป็ชื่อยอมบยองฮัน ดูเหมือนเพราะเขาไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงคนพิการจากผม คงโมโหจนทำเื่แบบนั้นขึ้นเลยใส่คำว่า ยอมบยอง ลงในชื่อของผม
สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าบ้านรอยยิ้ม
คนที่ก่อตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าขึ้นมา ตั้งชื่อนี้ขึ้นเพื่อให้เด็กๆ ไม่สูญเสียรอยยิ้มของพวกเขา แต่ทว่าตอนนี้ความหมายนั้นได้จางหายไป เพราะไม่มีเื่อะไรที่ทำให้ยิ้มได้เลย
อ่า! ต้องยิ้มออกมา
ในทุก ๆ คืน อย่างฝืนใจ
-เพียะ เพียะ
ได้ยินเสียงราวกับบั้นท้ายจะะเิ เด็ก ๆรอให้ถึงคิวของตัวเองด้วยจิตใจที่ร้อนรน
“ไม่เก็บสีหน้าหน่อยรึ เจ็บหรือไง”
“ไม่...ครับ”
“ยิ้มสิ”
พี่ชายคนนั้นนอนหมอบไปกับพื้นตามคำสั่งของผู้อำนวยการ เงยหน้าขึ้นแล้วฉีกยิ้มจนปากจะถึงหู
จอนมินซอง
พี่เขาจะขึ้นชั้นมัธยมต้นในปีนี้ ผู้อำนวยการเลยใช้เหตุผลนั้นเป็ข้ออ้างในการตีเขาหนักกว่าปกติถึงสองเท่า
“ดี สามครั้งสุดท้าย”
-เพียะ เพียะ เพียะ
ทุก ๆ ครั้งที่ไม้ตะบองของผู้อำนวยการฟาดลงไปจะได้ยินเสียงร้องตามออกมาทุกครั้ง แต่ว่าสีหน้านั้น ยังคงต้องรักษารอยยิ้มเอาไว้ให้เหมือนหุ่นยนต์เพราะถ้าไม่ยิ้มหรือแสดงสีหน้าเ็ปขึ้นมาเมื่อใด จะต้องโดนตีแรงกว่าเดิมมากเท่านั้น
“ต่อไป”
เด็ก ๆ หมอบลงตามคำสั่งของผู้อำนวยการพร้อมกับใบหน้ายิ้มแย้ม
-เพียะ เพียะ เพียะ
เด็ก ๆ พยายามเก็บสีหน้าอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้โดนตีเบากว่าเดิม
“ต่อไป”
ถึงตาผมแล้ว
-เพียะ เพียะ เพียะ
ถึงจะโดนตีทุกวันก็ยังไม่ชิน แต่ละครั้งที่โดนตีผมเอาก้นหลบลงทุกที ตอนนี้ผมก็เป็เพียงแค่เด็กอายุแปดขวบ แต่ว่าผู้อำนวยการบ้านั่น ก็ไม่ได้สนใจใยดีอะไรตีผมไม่ยั้งมือ
“ยอมบยอง! อย่าหลบ ตีพลาดขึ้นมาหลังแกแหกแน่ยกก้นขึ้นมา”
ผมพยักหน้า
“สีหน้าล่ะ”
-ฉีกยิ้ม
ผู้อำนวยการฟาดลงมาทันที ผมกัดฟันแน่นเพื่อไม่ให้ส่งเสียงออกมา ถึงบั้นท้ายจะแตกถึงแม้เืจะไหล แต่ว่าผมก็ยังคงอดทน และอดทน เพราะแบบนี้ ร่างกายจึงระบมและช้ำในมีเด็กที่ถูกตีจนไม่สมประกอบ
“เฮ้อ ค่อยสดชื่นหน่อย ไอ้พวกเด็กชั้นต่ำเอ๊ย”
ในที่สุดก็หยุดตี
ผู้อำนวยการถอนหายใจ ไม้ตะบองยังคงโบกไปมาอยู่หน้าผม พอตีครบทุกคนแล้วนั่นหมายความว่าให้ทุกคนออกไปยืนทางด้านข้าง ทุกคนเดินกะเผลกรีบย้ายร่างไปยืนด้านข้างผู้อำนวยการจึงหันกลับไปเพราะว่าผมเป็คนสุดท้ายในแถวของผู้ชาย
ใช่ แถวผู้ชาย
“ไหนดูซิ”
ผู้อำนวยการมองปราดไปทางเด็กผู้หญิง
สายตาหื่นกระหายดั่งอสรพิษ
เด็กผู้หญิงที่โดนสายตาเช่นนั้นลอบมอง ต่างหดตัวถอยหนี
ผู้อำนวยการจึงเอ่ยออกมาอีกครั้ง
“คนที่จะเข้าม.ต้นปีนี้ ยกมือ”
มีห้าคนที่หลับตาปี๋แล้วยกมือขึ้นมา เผยความกลัวผ่านมือสั่น ๆ ที่ชูขึ้น
“ลองเดาดูซี้ ใครจะถูกเลือกกันนะ...”
ทุกครั้งที่แต่ละคำพูดออกมา นิ้วหนา ๆ ก็ชี้ไปทางนั้นทีทางนี้ที และทุกครั้งที่นิ้วชี้ไปพวกผู้หญิงตัวสั่นเกร็งไปหมด
“ปิ๊งป่อง! หึๆ มียอน นี่เอง จริงสิมียอนของพวกเราเป็นักเรียนม.ต้นแล้วสินะ...”
“...!”
พี่สาวที่โดนเลือก ชเวมียอน กลัวจนปากสั่น ไม่สามารถเงยหน้าขึ้นมาได้
“วันนี้เลิกเรียนได้ ปิดไฟนอนซะ ส่วนมียอน มานวดไหล่ให้ผอ.ทีนะ”
“ค่ะ...”
ผู้อำนวยการเอาไม้ตะบองพาดไว้ที่บ่าแล้วเดินเข้าห้องไป เมื่อเหลือแค่พวกเราทุกสายตาต่างจับจ้องไปทางชเวมียอนเพราะรู้ดีว่าไม่ได้ถูกเรียกให้ไปนวดเพียงอย่างเดียว
“ชเวมียอน”
ตอนนั้นพี่สาวที่อายุมากที่สุด ฮันซอลอา ก็เปิดปากพูด
“พาพวกเด็ก ๆ เข้าห้องไป”
เธอเป็พี่สาวที่อายุมากกว่าผมเก้าปี อายุมากที่สุดในบ้านเด็กกำพร้าเป็ดั่งแม่ของพวกเรา เธอคอยกอดปลอบประโลมพวกเด็ก ๆ เพื่อให้พวกเราอดทนต่อไปได้ พวกผู้ใหญ่ที่นี่ต่างเข้าข้างผู้อำนวยการเพราะเลี่ยงไม่ได้
“ทำอะไรอยู่ รีบกลับเข้าห้องไปเร็ว เดี๋ยวพี่จะไปห้องผู้อำนวยการเอง”
“หนู...หนูเองก็ขึ้นม.ต้นแล้ว เดี๋ยวหนูไปเอง”
“อย่าพูดอะไรไร้สาระเลย พากันเข้าห้องไป เร็ว! เดี๋ยวพี่จัดการเอง”
“พี่...ฮึก”
ฮันซอลอากอดชเวมียอนด้วยแววตาสงสาร เพราะถูกผู้อำนวยการเล็งไว้แล้ว สักวันก็ต้องเข้าไปอยู่ดีแต่ว่าเธออยากจะถ่วงเวลาไว้ แค่สักวันนึงก็ยังดี
“พี่ไม่เป็อะไรหรอก มันไม่มีอะไร กลับเข้าห้องกันไปได้แล้ว”
แต่สีหน้าที่แสดงออกมาแตกต่างกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง
มันไม่มีทางที่จะไม่เป็อะไร
ตาที่ปิดแน่นค่อยๆ ลืมขึ้นมา ผมมองไปทางซ้ายทางขวา เห็นเด็กหลายคนนอนพลิกไปพลิกมา
“ทุกคนนอนไม่หลับสินะ”
ไม่มีใครนอนหลับได้ลงหรอก พวกเด็กผู้ชายเจ็บบั้นท้ายส่วนพวกเด็กผู้หญิง ก็รู้สึกว่าอนาคตของตัวเองต้องเหมือนกับฮันซอลอา
“ผ่านมา 30 นาที... ตอนนี้น่าจะเริ่มทำไปแล้ว รอนานกว่านี้ไม่ได้”
ผู้อำนวยการชอบทำอะไรแปลก ๆ ครึ่งชั่วโมงก่อนที่จะเริ่มทำเื่อย่างว่าถ้าตั้งใจจะทำตามแผน ผมต้องไปที่ห้องผู้อำนวยการ ก่อนที่ผู้อำนวยการจะทำเื่อย่างว่าเสร็จ
-พรึ่บ
ผมร่นผ้าห่มลง ยันตัวขึ้นมานั่งแล้วลุกขึ้นเดินไปที่ประตูอย่างเป็ธรรมชาติ
“บยองฮัน จะไปไหน”
ชเวมียอนถามผม ผมชี้นิ้วไปที่ส่วนล่างเป็การบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ
“ทนเอาหน่อย ผู้อำนวยการไม่ให้เดินไปไหนมาไหนในเวลานี้ไม่ใช่เหรอ”
ผมส่ายหน้า
ชเวมียอนเองก็ส่ายหัวของเธอไปมา พร้อมกับยื่นขวดพลาสติกให้ผม
“ไปจัดการเอาที่มุมตรงนู้น”
ผมอึดอัดมากที่พูดไม่ได้ ทำไมต้องเป็โรคบ้านี่ด้วย ช็อกที่ถูกแม่ทิ้งขนาดนั้นเลย?
ไม่
สถานการณ์ที่เจออยู่ทุกวันนี้มันน่าใและน่าหวาดกลัวกว่าอีก แม่ที่แม้แต่หน้าตาก็จำไม่ได้ไร้ซึ่งความรู้สึกผูกพัน ลืมแม้กระทั่งชื่อจริงของตัวเอง เพราะฉะนั้นผมเป็ใครหรือเป็ลูกของใครจึงไม่สำคัญแล้วสิ่งที่สำคัญคือ ต้องออกไปจากนรกขุมนี้ให้ได้
“ผมจะไม่ทนอีกต่อไป ให้มันจบวันนี้แหละ”
ผมส่ายหัวแรง ๆ จับลูกบิดประตู รู้สึกได้ถึงสายตามากมายที่จ้องมองมาแต่ผมไม่สนใจ
“ปวดหนักกว่าฉี่สินะ รีบไปรีบมาล่ะ เข้าใจไหม”
ชเวมียอนเหลือบมองนาฬิกาแล้วพูดกับผม เธอเองก็รู้ว่าตอนที่ผู้อำนวยการทำเื่อย่างว่าสามารถออกไปได้
ผมพยักหน้า ค่อย ๆ เดินอย่างระมัดระวัง
-เอี๊ยดอ๊าด
ทุกก้าวที่ผมเดิน มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังออกมาเพราะพื้นเป็ไม้เก่า ๆ
เสียงดังขึ้นทีไร ใจก็ยิ่งเต้นแรงด้วยความกังวล
“ไม่เป็ไร มันกำลังทำเื่อย่างว่า น่าจะไม่ได้ยิน”
ผมเขย่งเดินบนปลายเท้า แล้วรีบมุ่งหน้าไปทางห้องผู้อำนวยการโดยเร็ว
-เอี๊ยด เอี๊ยด
พอถึงหน้าห้องผู้อำนวยการ ก็ได้ยินเสียงการกระทำแบบนั้นอย่างเลือนราง
เริ่มแล้วสินะ
ผมเอาหน้าไปไว้ใกล้ ๆ กับช่องประตู ถึงจะเป็แค่ช่องเล็ก ๆแต่ก็สามารถส่องเห็นข้างในห้องผู้อำนวยการได้
ตรงกลางมีโซฟารูปตัว C ด้านในสุดมีโต๊ะทำงาน ผนังด้านซ้ายเป็ตู้โชว์ ผู้อำนวยการกับฮันซอลอาอยู่บนโซฟาตัวยาวหน้าตู้โชว์
“โล่งอกไปที”
คราวที่แล้ว ทำกันอยู่ฝั่งตรงข้ามตู้โชว์ เลยขยับมันไม่ได้ วันนี้ดูเหมือนว่าโชคจะเข้าข้างผม
“แฮ่ก ๆๆ”
-เอี๊ยด เอี๊ยด เอี๊ยด
หัวล้านที่มันแผลบของผู้อำนวยการขยับไปข้างหน้าทีข้างหลังทีสะท้อนกับแสงของดวงจันทร์ ผมเงยหน้ามองไป้า มีหินที่วางอยู่ในตู้โชว์หลังโซฟา ได้ยินว่าผู้อำนวยการชอบสะสมหินพวกนั้นที่เรียกว่า ซูซอก[3]ผมจ้องมองหินก้อนใหญ่ขนาดเท่าลูกแตงโม มันถูกวางไว้้าสุดของตู้
“ฝึกมาเยอะแล้ว ต้องทำได้”
ผมมีพลังที่สุดแสนจะพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือพลังในการเคลื่อนย้ายสิ่งของผมลองไปศึกษาดูจนรู้ว่า นั่นคือพลังจิต ในตอนแรกพลังของผมสามารถเคลื่อนย้ายได้แค่มดตัวเล็กๆ เท่านั้น แต่ตอนนี้ต่างออกไปแล้ว ผมแอบฝึกโดยไม่ให้คนอื่นรู้ เพื่อวันนี้
“จงขยับ จงขยับ”
ผมจดจ้องจนลูกตาแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า หลังจากนั้นมันก็เริ่มขยับเล็กน้อย ผลจากการฝึกซ้อมกับก้อนหินที่มีน้ำหนักพอ ๆ กันแสดงผลแล้วผมขยับหินก้อนนั้นมาไว้ที่ริมขอบตู้โชว์แล้วพักหายใจชั่วครู่ หินก้อนนั้นสามารถหล่นลงมาได้ตลอดเวลา แต่ว่าต้องรอจังหวะสำคัญ
“แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก”
-เอี๊ยด เอี๊ยด เอี๊ยด
ต้องให้พอดีกันกับตอนที่ผู้อำนวยการขยับตัวจะได้โดนเต็มท้ายทอย ถ้าหล่นไปโดนไหล่หรือหลังก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกไหม
“หนึ่ง สอง...”
โชคดีที่ผู้อำนวยการขยับตัวไปตามปกติ ด้วยเหตุนี้ จึงหาจังหวะที่เหมาะได้ไม่ยาก
“สาม!”
ก้อนหินก้อนนั้น ตกลงมาเป็เส้นโค้ง ทั้งระยะทางและความเร็วก็กำลังดี
-ตุบ
หล่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต้องขอบคุณร่างกายของผู้อำนวยการที่ทำให้ฮันซอลอาไม่ได้รับาเ็อะไร
“ตะ...ตายแล้วเหรอ ...”
หัวใจผมเต้นอย่างบ้าคลั่งหรือเป็เพราะใช้พลังมากไป ผมหอบหายใจถี่ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการรับรู้ที่เริ่มเลือนราง ตอนนั้นผมบอกให้ตัวเองอดทนไว้จะเป็ลมไปแบบนี้ไม่ได้
“เอ๊ะ อะไรน่ะ”
ผมเห็นบางอย่างส่องแสงวิบวับสะท้อนกับแสงจันทร์ แต่ผมมองไม่ค่อยชัด
-ฉึก
เสียงเหมือนอะไรบางอย่างถูกแทงด้วยของที่แหลมคม ไม่มีเสียงหอบหายใจไม่มีเสียงเอี๊ยดแล้ว แต่เสียงเล็กๆ นั่นดันดังขึ้นกะทันหัน
“แล้วนี่มันเสียงอะไรอีกเนี่ย”
ในระหว่างที่กำลังคิดถึงต้นตอของเสียงที่ว่าก็เห็นฮันซอลอาที่นั่งอยู่บนโซฟากำลังดันตัวผู้อำนวยการออกไปไม่รู้ว่าเป็เพราะผมยุ่ง ๆ ของเธอหรือเปล่าเลยทำให้มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากจมูกและปากของเธอ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของผมก็คือปากที่ค่อย ๆ ยกยิ้มขึ้นมา
“......!”
่เวลาที่ได้เห็นรอยยิ้มนั้น ผมก็สั่นไปทั้งตัว
หัวใจที่เต้นอย่างรุนแรงและการหายใจกลับมาเป็ปกติ สติที่เลือนรางก็กลับมาชัดเจนอีกครั้งรอยยิ้มของเธอยังคงทำหน้าที่คอยบอกผมว่า ไม่เป็ไร นายทำได้ดีแล้ว
“ใช่แล้ว ผมแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำเท่านั้นแหละ”
พวกเราค่อย ๆ เดินออกมาจากห้องผู้อำนวยการตามทางเดินที่มืดสนิทถึงแม้ว่าเสียงเอี๊ยดอ๊าดจะยังคงดังอยู่ทุกก้าวเดิน แต่พวกเราก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะผู้อำนวยการได้ตายไปแล้ว
รสชาติแห่งอิสรภาพ
พอไม่มีภาพของผู้อำนวยการที่เคยบอกพวกเราว่าอย่าวิ่ง อย่าส่งเสียงดังผมก็ยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติ
“ฮ่า ๆๆ”
เอ๋? เมื่อกี้เหมือนจะมีเสียงหัวเราะออกมาเลยนะ
“อา อา”
เสียงเล็ก ๆ ดังออกมาจริง ๆ ผมจับที่คอตัวเองด้วยความตื่นเต้น ฟ้าหลังฝนช่างงดงามจริงๆ ผมรู้สึกเหมือนมันเป็รางวัลสำหรับค่ำคืนนี้
ตอนนั้นผมอายุแปดขวบเป็วันที่ผมก่อเหตุฆาตกรรมเป็ครั้งแรก
[1]ภาวะเสียการสื่อความ (Aphasia) คือ การสูญเสียความสามารถในการใช้หรือเข้าใจคำพูดซึ่งเกิดมาจากความผิดปกติของสมองที่ควบคุมด้านภาษา
[2] ในภาษาเกาหลี 염병하다 [ยอม-บยอง-ฮา-ดา] มักจะสื่อไปความหมายไปในทางที่ไม่ดีเช่น โรคห่า หรือเป็คำสบถ คำหยาบ ส่วนในเนื้อเื่ ยอมบยองฮัน (염병한) กับ ยอมยบองฮัล (염병할) มีความหมายว่าไอ้ควายเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ความหยาบคายยอมบยองฮัน(ไอ้ควาย) กับ ยอมยบองฮัล(ไอ้ฟาย)
[3]ซูซอก คือ หินใต้น้ำ