บทที่5ปณิธานอันแน่วแน่
อวิ๋นเซ่อจากเหลาสุราแห่งนั้นมาไกลแล้วแต่มันมิได้เดินทางกลับไปยังตระกูลอวิ๋น มันเลือกที่จะไปนั่งอยู่ริมลำธารนอกกำแพงเมืองเกงฉานคนจ้องมองคราบโลหิต มองร่างกายที่แสนจะอ่อนแอและไร้พร์ต่อการฝึกปราณแลบำเพ็ญญาณของตน
“เหตุใดข้าจึงอ่อนแอถึงเพียงนี้….ขืนเป็เช่นนี้ต่อไป แล้วเมื่อไหร่ที่ข้าจะไล่ล่าแก้แค้นให้ครอบครัวตระกูลอวิ๋นสายรองของข้าได้”
อวิ๋นเซ่อพึมพรำกับตนเองอย่างแ่เบาด้วยความเจ็บแค้นใจในร่างกายที่อ่อนแอนี้พร้อมขว้างก้อนหินในมือลงสู่ลำธารจนหมู่มวลมัจฉาแตกตื่นว่ายน้ำหนีไปหมดสิ้น
“ดูท่าเ้าจะมีเื่ทุกข์ใจ”
เสียงของบุรุษผู้หนึ่งส่งให้อวิ๋นเซ่อต้องสะดุ้งโหยงถึงแม้ร่างกายมันจะอ่อนแอไร้พร์ แต่ปฏิกิริยาตอบสนองของมันนั้นรวดเร็ว ทว่าเมื่อครู่มันกลับมิอาจััรับรู้ถึงตัวตนของเ้าของเสียงนี้ได้จนกระทั่งมันมายืนพูดอยู่ข้างกายตน อวิ๋นเซ่อจ้องมองบุรุษผู้มา ที่แท้บุรุษเ้าของเสียงก็คือบุรุษชุดคลุมดำที่มันพบเจอในเหลาสุราเมื่อครู่นั่นเอง
“ท่านติดตามข้ามา?”
“ข้าอยู่ที่นี่ก่อนที่เ้าจะมาเสียอีก”
อวิ๋นเซ่อจ้องมองบุรุษชุดคลุมดำอย่างลึกล้ำแม้มันจะรู้จักพลังธรรมชาติแลพลังญาณเป็อย่างดี แต่มันกลับไม่มีข้อมูลในเื่เพลิงปราณแม้แต่น้อยยิ่งโลกแห่งนี้ใช้เพลิงปราณเป็ตัวชี้วัดความแข็งแกร่ง เช่นนั้นมันจึงมองไม่ออกว่าบุรุษชุดคลุมดำเบื้องหน้าแท้จริงแล้วเป็บุคคลระดับใด
“แต่ท่านคล้ายเจาะจงมาที่ข้า”
บุรุษชุดคลุมดำยกยิ้ม คนจ้องมองอวิ๋นเซ่อราวจะทะลุปรุโปร่งบุรุษเบื้องหน้าเป็ผู้ที่มีร่างกายที่ไร้พร์ เส้นลมปราณหนาจนถึงขั้นตีบตัน ไม่มีคุณสมบัติที่จะฝึกเพลิงปราณแต่หมัดขวาก่อนหน้านั้นคือสิ่งใด? ทั้งปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่ออันตรายนั่นคนที่ไม่เคยฝึกวรยุทธ์มิน่าจะเป็เช่นนี้ แต่ดูจากระดับพลังกายแล้วยิ่งเป็ไปไม่ได้ว่ามันเคยฝึกวรยุทธ์
“บอกกล่าวตามตรง ข้ามีความสงสัยในตัวเ้า”
อวิ๋นเซ่อขมวดคิ้ว “สงสัยในตัวข้า…. เื่ใด”
“หมัดขวานั่น”
อวิ๋นเซ่อถึงกับั์ตากระเพื่อมไหว หรือในโลกแห่งนี้ก็มีคนรู้จักพลังธรรมชาติแต่ชายหนุ่มยังทำไขสือเพื่อดูท่าที
“อย่างไรหรือ”
บุรุษชุดคลุมดำล้วงสร้อยเขี้ยวสัตว์เส้นหนึ่งออกมาอวิ๋นเซ่อเห็นเช่นนั้นต้องขมวดคิ้วเป็ปมแน่น เพราะนอกจากสร้อยเขี้ยวสัตว์เส้นนั้นจะเอ่อล้นไปด้วยพลังธรรมชาติอันมหาศาลแล้วชายหนุ่มยังจดจำสร้อยเส้นนั้นได้เป็อย่างดี สร้อยเขี้ยวสัตว์นี้คือสัญลักษณ์แห่งผู้นำตระกูลอวิ๋นสายรองเมื่อตอนกลับไปเยี่ยมเยือนครอบครัวใน่ไม่กี่วันก่อน มันก็เคยเห็นสร้อยเส้นนั้นสวมอยู่บนคอของผู้นำตระกูลอวิ๋นสายรองของตน
อวิ๋นเซ่อก้มหน้าหงุด “ท่านได้มันมาจากที่ใด”
บุรุษชุดคลุมดำกล่าวตอบ “ตระกูลอวิ๋นสายรอง”
ได้ยินเช่นนั้นมือทั้งสองข้างของอวิ๋นเซ่อพลันกำแน่นจนจิกเข้าไปในฝ่ามือคนกัดฟันกรอดจนแทบแหลกละเอียด บุรุษชุดคลุมดำเห็นท่าทีดังกล่าวของอวิ๋นเซ่อ คนก็คาดเดาเื่ราวได้ทันทีเช่นนั้นมันจึงล้วงแผ่นตราราชวงศ์หลิงสีทองออกมา แล้วกล่าว
“อย่าเข้าใจผิด ข้าคือมือปราบแห่งราชวงศ์หลิงที่สืบหาข้อเท็จจริงของการสังหารหมู่ครั้งนี้ข้าพบสร้อยเส้นนี้จึงเก็บไว้เป็หลักฐานเผื่อสืบเสาะถึงตัวของคนร้าย”
ท่าทีของอวิ๋นเซ่อผ่อนคลายลง “ท่านคือมือปราบ”
“มิผิด… แล้วเ้าก็คงเป็คนของตระกูลอวิ๋นสายรอง”
“ถูกต้อง ข้าคือคนของตระกูลอวิ๋นสายรองแต่ได้มาเป็คนรับใช้ของตระกูลอวิ๋นสายหลักั้แ่เยาว์วัย สร้อยเส้นนั้นเป็ของผู้นำตระกูลข้าเองมิได้เป็ของคนร้ายแต่อย่างใด”
“เป็เช่นนี้…. แล้วเ้าพอจะทราบเื่ราวความบาดหมาง หรือเื่ลับลมคมั์อื่นใดของตระกูลอวิ๋นสายรองหรือเกี่ยวข้องกับสร้อยเส้นนี้หรือไม่”
อวิ๋นเซ่อส่ายศีรษะอย่างไม่ช้าไม่เร็ว “ข้าไม่รู้”
บุรุษชุดคลุมดำจ้องมองสร้อยเขี้ยวสัตว์ในมือตนข้อสงสัยในประเด็นแรกถูกตัดออกไป ส่วนความสงสัยในประเด็นที่สองยังคงอยู่ มันมิรู้ว่าคือสิ่งใดแต่มันรู้สึกว่ามีบางอย่างที่มิธรรมดาจากสร้อยเส้นนี้
ขณะที่บุรุษชุดคลุมดำอยู่ในสีหน้าที่ครุ่นคิดอวิ๋นเซ่อพลันกล่าวถามขึ้น
“ท่านสืบเื่เหล่านี้ไปถึงไหนแล้ว รู้ตัวคนร้ายแล้วหรือไม่”
“ข้ายังไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่เ้ามิต้องห่วงข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ความอยุติธรรมคงอยู่ เหล่าคนตายจะต้องได้รับความเป็ธรรม คนผิดต้องได้รับโทษ”
อวิ๋นเซ่อเคยแต่ได้ยินถึงกิตติศัพท์ในความเที่ยงตรงและความแข็งแกร่งแลเข้มแข็งของเหล่ามือปราบแห่งราชวงศ์หลิงทั้งยังพอได้ยินถึงคำเล่าลือเล่าอ้างเกี่ยวกับท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ มาวันนี้มันได้เห็นมือปราบตัวจริงเสียงจริงได้เห็นแววตาที่เที่ยงธรรม น้ำเสียงที่ยึดมั่น การกระทำที่มุ่งมานะทั้งจากภายในและภายนอกของคนผู้นี้มันก็เกิดความเลื่อมใสจนสุดหัวใจ แล้วความคิดประการหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวสมองของมัน
ในโลกนั้นก่อนตายมันเคยตั้งปณิธานกับตนเองว่าหากมีโอกาสมันจะขอทำความดีให้แก่ผู้อื่นบ้างในโลกนี้ครอบครัวของมันและคนบริสุทธิ์มากมายก็ต้องมาตกตายจากคนชั่วช้าจนเกิดเป็ความแค้นที่ยากปล่อยวางได้เช่นนั้นหนทางที่จะทำให้ปณิธานทั้งสองโลกสำเร็จ คือมันจะต้องเป็มือปราบแห่งราชวงศ์หลิงดั่งเช่นบุรุษชุดคลุมดำเบื้องหน้าให้ได้!
บุรุษชุดคลุมดำเห็นอวิ๋นเซ่อนิ่งเงียบนึกว่ามันกำลังเศร้าเสียใจจากการสูญเสียครอบครัวกอปรกับจากที่สนทนากันไปหลายประโยคเมื่อครู่คิดว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้คงมิทราบสิ่งใดอีกคนจึงตบบ่ามันเบาๆ คราหนึ่งเป็การปลอบใจ ก่อนร่างคนจะเลือนหายไปจากบริเวณดังกล่าวทันที
อวิ๋นเซ่อมิทันที่จะได้เอ่ยปากกล่าวถามประโยคถัดไปบุรุษชุดคลุมดำพลันหายไปแล้ว บุรุษผู้นี้ตอนมาก็รวดเร็วราวกับภูติพราย ตอนไปก็ไร้ซึ่งซุ่มเสียงราวหมอกมายาด้วยระดับฝีมือเช่นนี้ยิ่งสร้างความเลื่อมใสในจิตใจของอวิ๋นเซ่อมากยิ่งขึ้น
“ซักวันข้าจะเป็มือปราบเช่นเดียวกับท่านให้ได้พวกคนชั่วช้าคอยก่อนเถอะ!.... ว่าแต่การจะเป็มือปราบต้องทำเช่นไรกัน”
ยามมู่ซื่อ(่เวลาสลัว)ที่แสนจะวุ่นวายของอวิ๋นเซ่อได้ผ่านพ้นยามเฮ่ยอาน(่เวลามืดมิด)ได้มาเยือน ทุกผู้คนไม่ว่าจะเ้านายหรือคนรับใช้ในตระกูลอวิ๋นได้เข้านอนกันหมดสิ้นแล้วแต่อวิ๋นเซ่อกลับแบกท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากกว่าร่างกายมันถึงเกือบเท่าตัว เดินขึ้นลงบันใดที่มีจำนวนหลายร้อยขั้นบริเวณด้านหลังกำแพงตระกูลอวิ๋นที่ทอดไปยังธารน้ำตกสำหรับใช้ดื่มกินของคนในตระกูลรวมไปถึงผู้คนในเมืองเกงฉานทุกย่างก้าวของชายหนุ่มเป็ไปอย่างยากลำบาก กว่าจะก้าวเดินแต่ละขั้นได้คนต้องเข่ากระแทกพื้นไปแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบจนเข่าฟกซ้ำดำเขียวมีโลหิตไหลซึมออกจนชุ่มขากางเกง แต่นั่นก็มิได้ทำให้ชายหนุ่มย่อท้อแต่อย่างใดมันยังกัดฟันฝืนร่างกายอันโซซัดโซเซแบกท่อนไม้ลงไปถึงจุดหมายจนได้
ตึง! ร่างของอวิ๋นเซ่อล้มนอนแผ่หลาอย่างเหนื่อยล้าริมลำธาร ยามเฮ่ยอานอันมืดมิดนี้มันเพียงแบกท่อนไม้ลงมาได้รอบเดียวเท่านั้นซึ่งถือว่าเป็ขีดจำกัดของร่างกายอันอ่อนแอนี้แล้ว ชั่วขณะที่คนนอนหอบหายใจหนัก เสียงกอบน้ำในลำธารก็ดังขึ้นกลบเสียงน้ำไหลไปสิ้นอวิ๋นเซ่อเกิดความสงสัย ยามเฮ่ยอานที่มืดมิดเช่นนี้ยังมีใครที่มาตักน้ำอยู่อีก คนจึงลองดึงรั้งพลังธรรมชาติที่มีและใช้ออกได้อย่างน้อยนิดมาปิดคลุมที่ร่างกายก่อนมันจะค่อยๆเยื้อย่างไปแอบอยู่ที่โขดหิน
อวิ๋นเซ่อชะโงกใบหน้าผ่านโขดหิน ปรากฏภาพตรงหน้ากลับเป็เรือนร่างอันขาวกระจ่างใสแผ่นหลังที่เรียบเนียน และส่วนโค้งเว้าของสตรีที่งดงามทั้งเย้ายวนนางหนึ่ง สตรีนางนั้นกำลังอาบน้ำในลำธารอย่างอ้อยอิ่งมืออันเรียวงามของนางกอบเอาน้ำขึ้นมาลูบไล้ท่อนแขนอย่างเชื่องช้า ผ่านไปเนิ่นนานสตรีนางนั้นค่อยหันหน้ามาปรากฏให้เห็นส่วนนูนกลมของยอดปทุมถันได้อย่างชัดตา กอปรกับได้เห็นใบหน้าของสตรีนางนั้นส่งให้อวิ๋นเซ่อต้องสะท้านขึ้นเฮือก
เป็อวิ๋นจางลี่!
ชั่วขณะที่ร่างของอวิ๋นเซ่อสะท้านขึ้น พลังธรรมชาติอันน้อยนิดที่ปิดคลุมร่างของมันพลันสะดุดประกายตาที่ส่งออกไปจึงกระทบจิตััของอวิ๋นจางลี่ทันที
“ผู้ใด!” เสียงเจื้อยแจ้วของอวิ๋นจางลี่ดังสะท้านทั่วแผ่นน้ำร่างอันขาวผ่องของนางะโหมุนตัวขึ้นจากลำธาร คนคว้าเอาชุดคลุมหมุนควงปิดลำตัวกลางอากาศพร้อมปลดปล่อยเพลิงปราณสีแดงบริสุทธิ์รูปกระบี่ออกไปทันที!
ตูมมมมม
โขดหินถูกกระบี่เพลิงปราณทำลายจนไม่เหลือชิ้นดีแต่อวิ๋นเซ่อยังดีที่มีปฏิกิริยารวดเร็วจึงล้มตัวกลิ้งไปตามพื้นหลบรอดได้อย่างหวุดหวิดก่อนคนจะกล่าววาจาขึ้นด้วยน้ำเสียงแตกตื่น
“คุณหนูเป็ข้าเอง”
อวิ๋นจางลี่ขมวดคิ้วน้อยๆ “อวิ๋นเซ่อ!...” ก่อนร่างของนางจะพลิ้วกายไปหยุดยืนเบื้องหน้าชายหนุ่ม
“เ้ากล้าดียังไงถึงได้มาแอบดูข้า!”
ด้วยั์ตาที่ปานจะมีเปลวไฟออกมาของอวิ๋นจางลี่ทำให้อวิ๋นเซ่อต้องกลืนน้ำลายอึกคนหนาวเหน็บไปทั้งตัว ทว่าชายหนุ่มยังรักษาความเยือกเย็น คนลุกขึ้นมาปัดเช็ดฝุ่นดินบนร่างแล้วกล่าว
“ข้าแค่จะมาอาบน้ำเท่านั้น มิคิดว่าท่านจะอยู่ที่นี่”
“เ้าพูดจริง!”
“ข้ามิกล้าโกหกคุณหนูแน่นอน”
อวิ๋นจางลี่หลบสายตา ตอนนี้ใบหน้าของนางกลับปรากฏสีเืฝาดบนพวงแก้มทั้งสองข้างแต่เนื่องด้วยตอนนี้เป็่เวลามืดมิดจึงไม่มีใครสังเกตุเห็น “เ้าเห็นอะไรหรือไม่!”
“ข้าไม่เห็นเรือนร่างอันขาวผ่องอมชมพูของท่านแม่แต่น้อย”
ครานี้ใบหน้าของอวิ๋นจางลี่ถึงกับแดงก่ำซึ่งไม่รู้ว่านี่เป็เพราะอารมณ์โกรธหรือเขินอาย “เ้า!” แต่ที่แน่ๆ คือร่างของอวิ๋นเซ่อได้ปลิวกระเด็นลงสู่ลำธารไปแล้ว
ยามมู่ซื่อ(่เวลาสลัว)ของวันใหม่ อวิ๋นเซ่อต้องแบกสังขารอันเหนื่อยล้าจากการแบกท่อนไม้ลงบันไดเมื่อยามเฮ่ยอานที่ผ่านมาทั้งร่างกายที่บอบซ้ำเนื่องจากถูกพลังปราณของอวิ๋นจางลี่ซัดกระเด็นตกลำธาร มาทำความสะอาดที่ตึกพักของโจทก์คนสำคัญที่ทำร้ายมันจนย่ำแย่อวิ๋นเซ่อต้องเช็ดโถใบหนึ่งไปพลางก้มหน้าไปพลางเมื่อพบกับอวิ๋นจางลี่ ด้านอวิ๋นจางลี่ก็ต้องเสหน้าไปทางอื่นแล้วกล่าว
“เ้าไปให้พ้นหน้าข้าจะได้หรือไม่”
อวิ๋นเซ่อมีหรือจะขัดใจนาง คนยิ้มเจื่อนๆแล้วปลีกตัวออกไปทันที
ยามมู่ซื่อของวันนี้ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วอีกวันยามเฮ่ยอานอันมืดมิดก็มาเยือนอีกรอบ อวิ๋นเซ่อมันก็มาแบกท่อนไม้ขนาดใหญ่เดินขึ้นลงบันไดเช่นเดิมวันที่สองนี้มันสามารถแบกท่อนไม้เดินขึ้นลงบันไดได้สองรอบ ยามเฮ่ยอานคืนที่สามมันฝืนร่างกายแบกท่อนไม้ขึ้นลงบันไดได้สามรอบยามเฮ่ยอานคืนที่สี่ชายหนุ่มฝืนยกขึ้นลงบันไดได้ห้ารอบ ทำเช่นนี้จนครบหนึ่งเดือน อวิ๋นเซ่อก็สามารถแบกท่อนไม้ที่มีน้ำหนักมากกว่าตนถึงหนึ่งเท่าเดินขึ้นลงบันไดได้อย่างไม่กินแรงเกินกว่าร้อยรอบพอเข้าเดือนที่สองมันก็สามารถแบกท่อนไม้ขนาดใหญ่นี้วิ่งขึ้นลงบันไดได้อย่างคล่องแคล่วร่างกายของมันก็มีความแข็งแกร่งกำยำ กล้ามเนื้อท่อนแขน ท่อนขา และลำตัวดูแข็งแกร่งปานหินผาไม่เหมือนเก่าก่อนเข้าสู่เดือนที่สาม ชายหนุ่มเริ่มที่จะเอาโลหะที่มีน้ำหนักหนึ่งส่วนสี่ของร่างกายมาผูกติดที่ท่อนขาทั้งสองข้างท่อนแขนทั้งสองข้าง และลำตัวทั้งหน้าแลหลัง พร้อมทั้งเพิ่มน้ำหนักของท่อนไม้ แล้วคนก็ฝืนแบกวิ่งขึ้นลงบันไดเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายมากกว่าเดิม
ตึง! ร่างอันหนักอึ้งและแขนขาที่สั่นพร่าของอวิ๋นเซ่อได้ล้มนอนแผ่หลาเหนื่อยหอบยามเฮ่ยอานคืนนี้มันฝืนร่างกายนำพาท่อนไม้ใหญ่และโลหะที่อยู่บนร่างวิ่งขึ้นลงบันไดมาแล้วเกือบห้าสิบรอบจนคนในตอนนี้มิอาจที่จะลุกยืนได้ชั่วขณะ
“ที่เ้าทำเช่นนี้ ใช่เป็เพราะเื่ฆ่าล้างตระกูลหรือไม่”น้ำเสียงอันเสนาะหูของอวิ๋นจางลี่ดังขึ้น ตลอดสามเดือนที่ผ่านมานางเฝ้ามองความพยายามของมันมาโดยตลอดบุรุษที่แสนจะอ่อนแอแลใจเสาะที่ล้วนไม่ได้เื่ไม่ได้ราวคนก่อน ตอนนี้มันกลับเปลี่ยนแปลงไปเป็อย่างมากหากมิใช่เื่นั้นนางก็คงคิดมิออกว่าเื่ใดที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลงไปเป็คนละคนได้เช่นนี้
อวิ๋นเซ่อค่อยๆ หอบร่างอันเหนื่อยล้าของตนลุกนั่งขึ้นมาแล้วกล่าวตอบ
“ย่อมมีส่วน”
“เ้าคงอยากจะแก้แค้นพวกมัน”
อวิ๋นเซ่อสาดประกายตาที่คมวาวจ้องมองอวิ๋นจางลี่
“นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว”
อวิ๋นจางลี่เห็นประกายตาที่เด็ดเดี่ยวแลมุ่งมั่นของชายหนุ่มนางก็ยกยิ้มแล้วกล่าว
“ให้ข้าช่วยเ้าอีกแรงหรือไม่ แม้เ้าจะไร้พร์ในด้านพลังลมปราณแต่ร่างกายของเ้าในตอนนี้ก็พอฝึกกระบวนยุทธ์ได้บ้าง และข้าก็พอเป็กระบวนยุทธ์อยู่บ้างอาจถ่ายทอดให้เ้าได้ไม่มากก็น้อย”
อวิ๋นเซ่อตาเป็ประกาย มันมิได้ดีใจที่อวิ๋นจางลี่จะฝึกวิชายุทธ์ให้เพราะความทรงจำอีกโลกมันก็เป็กระบวนยุทธ์ถึงระดับขั้นยอดฝีมือก็ว่าได้ เพียงแต่ร่างกายในโลกนี้อ่อนแอจนเกินไปตอนนี้มันจึงจำเป็ต้องฝึกพลังกายให้เข้มแข็งเท่านั้น แต่ที่มันดีใจจนตาเป็ประกายนั่นเพราะมันจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับอวิ๋นจางลี่ต่างหาก
อวิ๋นเซ่อเข้าไปเกาะกุมมืออันขาวผ่องเรียบเนียนของนาง“ท่านพูดจริงหรือ”
อวิ๋นจางลี่ถลึงตาใส่มัน “ข้าเคยล้อเ้าเล่นหรือ…. แล้วหากเ้ามิอยากกลับกลายเป็คนพิการมือด้วนก็จงรีบปล่อยมือข้า!”
“ท่านเป็สตรีที่กินดีเสือดีหมีมาหรือไรเหตุใดจึงดุร้ายนัก เมื่อก่อนท่านมิเคยเป็เช่นนี้”
“ยังปากดีอยู่อีก เมื่อก่อนเ้าก็มิได้เป็เช่นนี้มิใช่หรือ!”
อวิ๋นเซ่อเงียบเสียงลงทันควัน คนเบนหน้าไปทางอื่นทำเป็เปลี่ยนหัวเื่ส่วนอวิ๋นจางลี่มีแวบหนึ่งที่นางเหลียวมองด้านข้างใบหน้าของชายหนุ่ม เห็นแววตาที่วาวโรจน์ใบหน้าที่คมคาย ท่วงท่าที่ทรนง นางก็อดหัวใจเต้นแรงขึ้นมามิได้ เป็เช่นนี้ชั่วอึดใจเสียงของอวิ๋นเซ่อก็ทำให้นางสะดุ้งจากภวังค์
“ข้าก็เป็บุรุษที่น่ามองคนหนึ่งใช่หรือไม่”
อวิ๋นจางลี่เป็ฝ่ายที่เบือนหน้าหนีบ้าง ส่งให้อวิ๋นเซ่อต้องยกยิ้มน้อยๆ ส่วนอวิ๋นจางลี่ต้องกล่าวเสียงแข็ง
“ตกลงเ้ายังอยากให้ข้าสอนอยู่หรือไม่”
“ต้องอยากสิ”
“เช่นนั้นก็อย่ากล่าวให้มากความ มาเริ่มกันเลย”
“เดี๋ยวก่อนคุณหนู ข้ามีหนึ่งเื่ที่อยากถามท่าน”
“อะไร?”
“ทำอย่างไรข้าถึงจะเป็มือปราบแห่งราชวงศ์หลิงได้”