จินลี่หยางและเหอผิงฟังซุนเฉิงเล่าตำนานของภูเขาลูกนั้นอย่างออกรสมาตลอดทาง จนตอนนี้เหอผิงเริ่มกล้าๆกลัวๆ มิอยากจะขึ้นไปบนเขาแล้วแต่เมื่อเห็นสายตาของหัวหน้าเข้าก็รู้สึกกลัวผีน้อยลงตอนนี้กลัวหัวหน้าจะสั่งลงโทษตนเองมากกว่า
“เจ้าก็ช่างเล่าได้เหมาะสมกับเวลาเหลือเกินนะซุนเฉิง”เหอผิงเอียงหน้ากระซิบกับซุนเฉิงขณะอยู่บนหลังม้า
ซุนเฉิงเติบโตในเมืองซุนฉือมาแต่เล็กเรื่องตำนานอะไรต่างๆ ในเมืองนี้ล้วนได้ยินผู้ใหญ่บอกเล่าให้ฟังมาตั้งแต่เด็กแม้แต่ตัวเขาเองก็มิเคยขึ้นไปบนเขาฝั่งตะวันตกอย่างจริงจังเคยตามผู้ใหญ่ขึ้นไปได้เพียงสองลี้ก็ถอยกลับลงมาแล้ว
ไม่รู้ว่าฟังเรื่องเล่ามามากหรือคิดไปเองแต่บรรยากาศมันชวนให้เย็นสันหลังจริงๆ
ทั้งสามคนควบม้าขึ้นเขาไปได้ระยะหนึ่งป่าด้านในก็เริ่ม มืดลง เพราะแสงสว่างส่องลงมาไม่ค่อยถึงพื้น
เนื่องจากไม่ค่อยมีคนใช้เส้นทางนี้เป็นทางสัญจรคนหาของป่าก็ไม่กล้าเข้ามา ป่าฝั่งตะวันตกจึงค่อนข้างรกและมืดครึ้มเพราะต้นไม้มิได้ถูกมนุษย์รบกวนมานานแล้ว
ขี่ม้าเข้ามาได้อีกไม่ไกลนักทั้งสามคนก็ต้องลงเดินและผูกม้าไว้กับต้นไม้ เพราะเส้นทางนี้มีต้นไม้กิ่งไม้หนาแน่นและเป็นพื้นหิน จึงต้องเดินเข้าไปเท่านั้น
เท่าที่สอบถามจากชาวบ้านที่อยู่เชิงเขามาเมื่อขึ้นเขามาได้ประมาณสิบลี้ จะมีถ้ำแห่งหนึ่งอยู่ในเขตป่ารกชัฏซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจะมีโจรหลบหนีอาศัยอยู่
ทั้งสามคนชักดาบออกมาฟันต้นไม้ใบหญ้าไปด้วยขณะลุยเดินเข้าไปแต่ก็ยังไม่พบร่องรอยของคนร้าย
“พี่จินขอรับ แถวนี้รกขนาดนี้ ไม่น่าจะมีใครลุยเข้ามาได้นะขอรับ”เหอผิงกล่าว
“นั่นสิขอรับหัวหน้าจิน ดูแล้วตรงนี้มิเหมือนมีคนเคยมาเลยนะขอรับ”ซุนเฉิงเสริม
จินลี่หยางเองก็คิดเช่นนั้นต้นไม้ กิ่งไม้ ถูกพวกเขาหักพังลุยเข้ามา นอกจากฝีมือพวกเขาแล้ว ก็ไม่มีร่องรอยอื่นอีก
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังจะเดินกลับออกไปก็ได้ยินเสียงเหมือนกิ่งไม้และใบไม้แห้งถูกเหยียบย่ำจินลี่หยางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทั้งสองคนหยุดนิ่งทันทีพลางเงียบฟังทิศทางของเสียง ว่ามาจากทางทิศใด
มีเสียงย่ำบนใบไม้อีกครั้งคราวนี้ทั้งสามคนหันขวับไปในทิศทางเดียวกัน คือเนินหินที่อยู่ทางซ้ายมือซึ่งปกคลุมไปด้วยตะไคร่และพืชเล็กๆ จนเนินหินนั้นกลายเป็นสีเขียวคล้ำ
ทันใดนั้นก็มีเงาดำวูบไหวอยู่ระหว่างต้นไม้บนเนินหินจินลี่หยางขยับเท้าก้าวออกไปทันที
เหอผิงกับซุนเฉิงที่กำลังขยับตัวตามหัวหน้าไปพลันได้ยินเสียงต้นไม้สั่นไหวและเสียงคล้ายเสียงครางต่ำๆ อยู่ด้านหลังเมื่อหันกลับไปก็พบว่าเป็นเงาดำร่างใหญ่ลอยตัวอยู่ระหว่างต้นไม้ที่มีใบรกครึ้ม
“เหวอ!!! ผะ! ผี! ผีหลอก!!!!” ซุนเฉิงแหกปากตาเหลือกเหอผิงยืนตัวแข็งทื่อก้าวขาไม่ออก จินลี่หยางที่วิ่งออกไปไกลแล้ว ได้ยินเสียงซุนเฉิงร้องโวยวายจึงชะงักเท้าและหันกลับไปมองทั้งสองคน
“เหอผิง! ซุนเฉิง! มาทางนี้เร็วเข้า!” จินลี่หยางตะโกน
ขณะที่ทั้งสองคนยืนตัวแข็งอยู่นั่นเองเงาดำที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ ก็ซัดผงอะไรบางอย่างมาทางที่ทั้งสองคนยืนอยู่จินลี่หยางตั้งท่าจะวิ่งกลับมา แต่ก็ถูกมีดสั้นเล่มหนึ่งซัดมาขวางหน้าเขาเอาไว้มันปักเข้ากับต้นไม้ด้านหน้า เฉียดจมูกเขาไปนิดเดียว
จินลี่หยางหันกลับไปทางทิศที่มีดได้ถูกปล่อยมาและถูกผงบางอย่างซัดเข้าที่หน้าเช่นเดียวกันแต่เขาสามารถหลบได้ทันและถอยไปตั้งหลัก มือถือดาบเตรียมพร้อมต่อสู้
เมื่อเห็นว่าจินลี่หยางสามารถหลบเลี่ยงผงพิษของตนเองได้ชายคนนั้นก็ชักอาวุธออกมาและต่อสู้กันจนต้นไม้ใบหญ้าแถบนั้นถูกฟันขาดกระจุย
เฉินอี้กับอาหลิ่งขึ้นเขาฝั่งตะวันตกมาด้วยกันเฉินอี้นั้นค่อนข้างชำนาญทางแล้ว จึงสามารถเดินหลบเลี่ยงส่วนที่เป็นหินมีตะไคร่เกาะได้อย่างคล่องแคล่ว
แต่กว่าจะชำนาญทางได้ขนาดนี้เขาเองก็เจ็บตัวมาไม่น้อยเหมือนกันถึงแม้จะมีอาหลิ่งคอยนำทางให้แต่ก็ยังมีทั้งสะดุดหิน สะดุดรากไม้ ไถลไปตามพื้นลื่นบางครั้งก้มหลบกิ่งไม้ไม่ทัน หัวปูดบ้างก็มี
แต่ทุกแผลทุกรอยถลอก คือประสบการณ์และความทรงจำของเขา ทำให้เขาไม่ก้าวพลาดอีก
เฉินอี้สะพายตะกร้าเก็บสมุนไพรเดินขึ้นเขาฝั่งตะวันตกเมื่อกลับจากอารามผิงจิ้งเพราะนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อตอบรับคำขอบคุณของเขาโดยการขอให้เฉินอี้ช่วยเก็บสมุนไพรที่ต้องใช้ระหว่างเดินทางมาให้เขาในวันรุ่งขึ้นก่อนที่นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อจะเดินทางกลับ
นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อต้องการสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการแก้ไข้หวัดเจ็บคอ แมลงกัดต่อย และสมุนไพรที่ช่วยระบายความร้อนในเลือด และช่วยขับพิษเพื่อพกติดตัวไว้ยามมีเหตุจำเป็น
เฉินอี้จึงขึ้นเขามาหาชวนชินเลี่ยนซึ่งชอบขึ้นอยู่ตามซอกหินที่มีความชื้น
ชวนชินเลี่ยนนั้นเป็นพืชที่ขึ้นง่ายแต่อุณหภูมิต้องเหมาะสม จึงมักไม่ค่อยมีอยู่ในพื้นที่ทั่วๆ ไปต้องขึ้นมาหาที่เขาฝั่งตะวันตกเท่านั้น
เมื่อเก็บชวนชินเลี่ยนได้ในปริมาณที่ต้องการแล้วเฉินอี้ก็อยากจะเดินเข้าไปลึกอีกสักหน่อยเพื่อเก็บโสม
โสมนั้นจะต้องอยู่ในที่ที่อากาศเย็นสม่ำเสมอไกลจากทะเล ดินและน้ำไม่มีมลพิษ โสมร้อยปีนั้นหายากมากคราวก่อนที่เขาเก็บได้ก็มาจากเขาฝั่งตะวันตกนี้
“คราวก่อนข้าจำได้ว่า ยังมีโสมอยู่อีกหลายต้นข้าจะเก็บโสมอายุน้อยไปทำโสมขาวกับโสมแดงและนำไปขายที่ร้านยาไท่อันถังและจะเก็บหนวดโสมไปให้ป้าจาง” เฉินอี้กล่าวแผนที่คิดไว้ในใจให้อาหลิ่งฟัง
หนวดโสมคือรากของโสมที่มีอายุตั้งแต่สองปีขึ้นไปเมื่อเก็บได้ก็นำมาตัดส่วนที่เป็นรากฝอยของโสมออก สามารถนำไปต้มกับน้ำแกง ตุ๋นกับเครื่องยาจีน หรือนำไปดองเหล้าก็ล้วนได้ประโยชน์ทั้งสิ้น
“ท่านอย่ามัวคิดถึงแต่คนอื่น ท่านก็ต้องดูแลตนเองเช่นเดียวกันนะเฉินอี้”อาหลิ่งหันมาพูดกับเฉินอี้และทำหน้าจริงจัง
“ข้ารู้ ข้ารู้ ไยต้องทำหน้าดุปานนั้น”เฉินอี้มองอาหลิ่งและยิ้มประจบให้นาง
“โสมขาว โสมแดงนั่นอีก ท่านทำแล้วก็เก็บไว้บำรุงตนเองบ้างเถิดมิต้องนำไปขายเสียหมดหรอก แค่เงินที่ท่านขายโสมร้อยปีนั่นมาได้ก็มีใช้ไปได้อีกหลายปีแล้ว” อาหลิ่งกล่าวใส่ใบหน้ายิ้มนั่นและแกล้งทำเสียงดุ
“ขอรับ ขอรับ ข้าน้อยจะทำตามที่แม่นางสั่งสอนขอรับ”เฉินอี้หยุดยืนคำนับอาหลิ่ง นางมองเขาทั้งหมั่นไส้ทั้งเอ็นดู
เมื่อเดินพูดคุยกันมาได้อีกไม่ไกลนักทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงราวกับเกิดการต่อสู้กันขึ้นในป่า เฉินอี้ชะงักเท้าและขมวดคิ้ว
อาหลิ่งบอกให้เขายืนรออยู่ที่นี่อย่าได้ไปไหนนางจะเข้าไปดูเอง เฉินอี้จึงพยักหน้า
ผ่านไปไม่กี่อึดใจอาหลิ่งก็กลับมาหาเฉินอี้ที่ยืนรออยู่ที่เดิม แต่นางมีสีหน้าแปลกไปจนเฉินอี้สงสัย
“มีอันใดหรืออาหลิ่ง เกิดอะไรขึ้น”
“ตรงนั้น มีคนสู้กันอยู่…….” แล้วอาหลิ่งก็หยุดพูดไปเฉยๆ
“แล้วมีอันใดอีกหรือไม่ เหตุใดเจ้าจึงดูแปลกๆ ไป”เฉินอี้กล่าวด้วยความเป็นห่วง
“ข้า….ข้าเห็น…วิญญาณผู้พิทักษ์อยู่ที่นั่นด้วย”
“หา!” เฉินอี้ตกใจมาก