ตอนที่ 21
วิกฤตตำหนักอัคคี (3)
เดิม หานเฟิงวิ่งลัดเลาะไปตามทางแยกที่วกวนระหว่างชั้นที่หนึ่งกับสองของตำหนักอัคคี เพื่อสลัดหนีอสรพิษตะวันแดง ที่ไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ กระทั่งที่มันสามารถสลัดพ้นออกมาในที่สุด แต่กลับบังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อในช่องทางเดิน ที่ไม่สมควรปรากฏผู้ใดอื่น กลับมีผู้ใดอื่นปรากฏขึ้นมาอย่างกระทันหัน ทั้งยังปรากฏตัวขึ้นในระยะกระชั้นชนิดที่เรียกว่า เผาขน พาให้หานเฟิงที่บึ่งทะยานมาด้วยความเร็วสูง พุ่งชน จนทั้งสองคนล้มคะมำกันไป…
หานเฟิงััได้ว่าตนกำลังนอนคว่ำ คร่อมทับอยู่บนบางสิ่งที่ให้ความรู้สึกของััที่คล้ายจะคุ้นเคยอยู่บ้าง ส่วนใบหน้าของมัน ฝังลึกลงไปในสิ่ง ที่ให้ััคล้ายกับหมอน มันนุ่มนิ่ม และยืดหยุ่น ทั้งกลิ่นหอมที่สูดเข้านาสิก ก็ชวนให้คิดไปถึงพืชสมุนไพร หอมเย็น ให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย จนมันอยากที่จะฝังหน้าไว้เช่นนี้ทั้งวันคืน กระทั่งที่ถ้อยวาจาประโยคหนึ่งดังขึ้น มันจึงพลันตระหนักได้ว่า เมื่อครู่ ตนพึ่งจะวิ่งชน เข้ากับผู้คน
“ โอ้ย...มึนหัวจัง…” เป็เสียงของหญิงสาว
หากทันทีที่ถ้อยวาจานั้นดังเข้ามากระทบโสต มันก็พลันกระจ่างทราบในทันที ว่าบุคคลที่ตนวิ่งชนเมื่อครู่เป็ผู้ใด มันจึงรีบใช้มือค้ำยันหมอนที่นุ่มนิ่มยืดหยุ่น เพื่อที่จะดันใบหน้าของตัวเองออก ทว่า ทันทีที่สองมือคว้าััลงบน หมอน เสียงของสตรีผู้นั้นก็ดังขึ้นมาอีกครา
“ อ่าาาาห์…” หากเป็เสียงครางกระเส่าที่สุดแสนจะรัญจวน ชนิดที่ว่าบุรุษใดได้ฟังเป็ต้องบังเกิดเพลิงสวาทโหมกระพือ
หากมิใช่กับหานเฟิง มันที่เคยผ่านสมรภูมิสวาทกับสตรีมานับพันหมื่น ย่อมมีภูมิต้านทานที่บุรุษใดไม่อาจเทียบเคียง เสียงครางกระเส่าเพียงเท่านี้ ไหนเลยจะทำให้สมาธิของมันแตกซ่านไป
ปฏิกิริยาของมันไม่หยุดชะงักเพราะเสียงกระเส่า มันกดมือลงแหงนหน้าขึ้น หากกายยังไม่ลุกออกจากสิ่งที่คร่อมทับ ทว่า ภาพเบื่องหน้าที่เห็นกลับพลันให้มันตระหนก เพราะใบหน้าของสตรีที่ว่า กลับอยู่ใกล้จนลมหายใจแทบจะราดรดใส่กัน
สองตาจับจ้องมองประสาน หนึ่งนั้นตื่นตะลึง หากอีกหนึ่งก็ตื่นตระหนกไม่แพ้กัน
หานเฟิงที่ตื่นตะลึงมองดูใบหน้าขาวผ่องได้รูป ใบหน้าที่ประทินโฉมอย่างบางเบาจนแลดูให้ความรู้สึกถึงความสูงสง่างดงาม หากสองแก้มที่บัดนี้กลับแลคล้าายว่าจะแดงเปร่งปรั่งไปอยู่บ้าง มิรู้ว่าเป็เพราะสุขภาพดีหรืออย่างไร ก่อนที่มันจะสังเกตเห็นว่า ริมฝีปากแดงเื่ของนางกำลังเผยอเปิด มองเห็นแนวฟันซี่ขาวเรียงสวยเป็ระเบียบ ก่อนที่ลมปากอุ่นร้อนหอมกรุ่นของนางจะพ่นออกมาเป็ถ้อยวาจาที่ราดรดใส่ใบหน้าของมัน
“ จ จ เ้าคนลามก... จ จ เ้าคนต่ำช้า... รีบลุกออกไปเดี๋ยวนี้…”
หานเฟิงได้ยินนางกล่าวเช่นนั้นก็ยิ่งตระหนก จึงรีบใช้สองมือที่ยังคงกุมกระชับอยู่บนหมอนนุ่มนิ่มดันตัวขึ้น หากที่มันเห็นกลับเป็นางที่ครางกระเส่าออกมา
“ อ่าาาาห์…”
ทั้งยังเห็นอีกว่า ดวงหน้าของนางกลับกลายเป็แดงเืฝาดไปทั้งดวง
แต่เมื่อศีรษะถูกดันออก มุมมองก็กว้างขึ้น จึงเห็นชัดว่า หมอนนุ่มนิ่มที่ตนกุมกระชับทั้งก่อนนี้ยังฝังใบหน้าลงไปคือสิ่งใด..
เป็หน้าอกทรงโตของนาง… ที่แท้มันกลับนอนคร่อมทับอยู่บนร่างของนางนั่นเอง
ฉับพลันที่หานเฟิงตระหนักได้ถึงสถานการณ์อันิ่เหม่ ก็รีบพลิกตัวออกด่านข้าง ก่อนจะลุกขึ้นนั้งพร้อมกับส่งสองแขนเข้าประคองให้นางลุกตามขึ้นมา
“ อ องค์หญิง คงไม่เป็ไรหรอกกระมัง…”
ที่แท้กลับเป็องค์หญิงซินถง ผู้นั้น หากแต่ในชีวิตที่แล้ว มันกับองค์หญิงมิได้มีโชคชะตาที่ต้องพบเจอกันรวดเร็วเช่นนี้ แล้วก็มิใช่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกเช่นนี้ด้วย ที่ได้พบกันในครั้งนั้น เป็ตอนที่มันได้เป็หนึ่งในตัวแทนของอาณาจักร ไปร่วมการแข่งขันในงาน หนึ่งในใต้หล้า งานประลองระหว่างอาณาจักร ที่จะจัดขึ้นในทุกๆสิบห้าปี ซึ่งคราครั้งนั้น เป็มันได้องค์หญิงซินถงผู้นี้ เป็หัวหน้าคณะตัวแทนจากราชวงศ์เมฆคราม นำพาพวกมันไปร่วมงานด้วยตัวเอง มันจึงมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับองค์หญิงผู้นี้อยู่บ้าง ก็ถูกคอกันยิ่ง แม้ไม่ถึงขั้นคบหาเป็สหาย แต่กับนาง ก็นับได้ว่ามีไมตรีต่อกันระดับหนึ่ง ทว่า ในชีวิตนี้ น้ำใจไมตรีที่ว่านั่น คงคล้ายจะกล้ายเป็หมอกควันอันบางเบาไปเสียแล้ว
“ อย่ามาแตะต้องตัวข้า…” นางปฏิเสธน้ำใจของหานเฟิงอย่างไร้เยื่อใย ทั้งยังถลึงตามองมันอย่างขุ่นเคืองโกรธแค้น กระทั่งยังเห็นชัดว่า หน้าอกของนาง หอบสะท้อนขึ้นลงอย่างหนักหน่วง แล้วจึงค่อยเห็นว่านางพยายามชันกายลุกขึ้นนั่งด้วยตัวเอง
“ ข..ข้า ไม่ได้ตั้งใจ ทั้งหมดล้วนเป็อุบัติเหตุ” หานเฟิงกลายเป็อึกอัก จำต้องรีบแก้ต่างอธิบาย
“ ไม่ได้ตั้งใจ?...” นางกระแทกเสียง ทั้งสองตายังคงจดจ้องมองเขม็ง เรียวตาหงห์คู่นั้นบ่งชัดว่าไม่พอใจยิ่ง จ้องมองมันยังกับจะกินเืกินเนื้อก็มิปาน
“ มันเป็อุบัติเหตุ ข้าสาบานได้…”
“ อุบัติเหตุ?... ที่วิ่งชนข้าเป็อุบัติเหตุละก็ใช่ แต่ที่เ้ามาคร่อมทับข้า ทั้งยัง…” พอกล่าวถึงตรงนี้นางก็เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโห กระทั่งใบหน้าที่แดงเรื่อยังลามไปถึงต้นคอ
“ ข ข้า ผิดไปแล้ว”
“ ผิด?...เ้าเองก็รู้ตัวว่าผิด? เช่นนั้น การที่เ้ากระทำความผิดต่อข้าที่เป็ถึงองค์หญิง เ้า สมควรได้รับโทษทัณฑ์สถานใด?”
หานเฟิงยิ้มแหย สถานการณ์ตอนนี้ของมันไม่ดียิ่ง นางที่เป็ถึงองค์หญิง หากขุ่นข้องหมองใจขึ้นมา เส้นทางชีวิตของมันต่อจากนี้ก็คงไม่ราบรื่นเท่าใดแล้ว
“ เช่นนั้นก็ตามที่ท่านเห็นสมควรเถอะ...” หานเฟิงกล่าวคำอย่างทอดถอนใจ
“ ตามที่ข้าเห็นสมควร?...” หยุนซินถงหลี่ตามองหานเฟิงอย่างอย่างแน่วนิ่ง ก่อนที่ริมฝีปากแดงเรื่อจะคลี่ออกเป็รอยยิ้มเย็นเหยียบ แล้วจึงค่อยเผยอขึ้นกล่าวออกมาเป็คำว่า
“ เ้า ที่กล้าล่วงเกินข้าที่เป็ถึงองค์หญิง เรือนร่างอันบริสุทธิ์ของข้า กลับต้องถูกเ้าทำให้แปดเปื้อน...”
หานเฟิงฟังมาถึงตรงนี้ ในใจก็ลอบคร่ำครวญขึ้นมาว่า ‘ ...เพ่ย เป็เ้ามีสามีแล้ว ยังจะมีบริสุทธิ์แปดเปื้อนอันใดอีก ถึงผู้อื่นไม่รู้ แต่ข้ารู้ อย่าได้คิดใช้ไม้นี้มาหลอกลวงข้าแล้ว’
หากคำกล่าวของนางยังไม่จบ ซึ่งพอหานเฟิงฟังจบ สีหน้าแววตาของมันก็พลันแปรเปลี่ยนกลับกลายไปในทันที
“...เช่นนั้นก็ให้ปะาทั้งตระกูล” ใบหน้าของหยุนซินถงแต้มแต่งไว้ด้วยรอยยิ้มหยันของผู้ที่อยู่เหนือกว่า หากชั่วพริบตา รอยยิ้มนั้นก็พลันเป็แข็งค้าง ทั้งสองตาก็เบิกกว้างสั่นสะท้านหวาดกลัว
...เป็สำนึกฆ่าฟัน
สำนึกฆ่าฟันแผ่พุ่งออกมาจากร่างของหานเฟิง คุกคามนางจนใบหน้าซีดเผือด แผ่นหลังหลั่งเหงื่อกาฬเย็นเหยียบ หากชั่วพริบตาสำนึกฆ่าฟันนั้นก็หายไป ที่นางมองเห็นคือใบหน้าของชายหนุ่มที่ราบเรียบสงบนิ่ง สองตาคมกล้าจ้องสบมองกับนางอย่างไม่หวาดเกรง หากยังมิทันที่นางจะได้กล่าวพูดอันใด ก็มองเห็นว่า ชายหนุ่มเบื้องหน้าขยับริมฝีปากกล่าวขึ้นก่อนแล้ว
“ ข้ารู้ ว่าด้วยนิสัยของท่าน จะไม่มีทางทำเช่นนั้น...” มันกล่าวอย่างสงบ ที่กล่าวคือความจริง มันทราบว่าหยุนซินถงเพียงกล่าว เพื่อ้าให้มันหวาดกลัว แต่ว่ามันไม่ชอบ ครอบครัวคือเกล็ดย้อนของมัน
“ ...แต่ ข้าขอเตือนท่าน ข้า มิชอบให้ผู้ใดยื่นมือมาแตะััคนของข้า เพราะถ้าข้ามีกำลังเพียงพอที่จะสับสังหารคนผู้นั้น ข้า ก็จะกระทำอย่างไม่ลังเล”
หยุนซินถงที่ยังคงตื่นตระหนก กลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ นางััได้ว่าหัวใจของตนเต้นถี่แรงจนแทบจะกระดอนออกจากอก นางไม่เคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน นาง ที่ปกติจะถูกอารักขาอยู่ท่ามกลางความปลอดภัย ภยันตรายใดๆล้วนไม่อาจแผ้วพานเข้าใกล้ หากครั้งนี้นางไม่ใช่ นางอยู่ตัวคนเดียว ทั้งบุคคลเบื้องหน้า ก็คล้ายจะไม่เห็นนางที่มีศักดิ์ฐานะเป็ถึงองค์หญิงอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย ส่วนที่นางกล่าวพูดไปเมื่อครู่ ล้วนเป็เพียง้าให้คนผู้นี้รู้สึกตระหนกกลัว นางหาได้คิดกระทำเช่นนั้นจริง แต่จะอย่างไร นางก็คาดคิดไม่ถึงจริงๆว่า จะมีคนผู้หนึ่ง ที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินของนาง หากแต่กลับไม่เห็นหัวของนางอยู่ในสายตา
“...แต่ครั้งนี้ข้าจะยกให้ ถือเสียว่าท่านไม่รู้” หานเฟิงกล่าวขึ้นต่ออย่างสงบ มันย่อมไม่หวาดเกรงต่อองค์หญิงผู้นี้ เป็เพราะ มันล่วงรู้ถึงบุคลิกนิสัยส่วนตัวของหยุนซินถงเป็อย่างดี หากมิเช่นนั้นแล้ว คำกล่าวของนางก่อนหน้า อาจทำให้มันเสียสติจนไม่คิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา บั่นคอนางจนศีรษะหลุดกระเด็น
ส่วนที่ว่าทำไม มันจึงกล้ากล่าวอ้างว่าล่วงรู้ถึงนิสัยของนาง เป็เพราะ ตัวมันในอดีต มันมีความสนใจฉันท์สตรีบุรุษต่อองค์หญิงที่สง่างามผู้นี้ มัน หลังจากที่จบการแข่งขันในงาน หนึ่งในใต้หล้า ก็ได้กลายเป็ศิษย์ของนิกายเพลิง์ จึงกล่าวได้ว่า มันมีฐานะอำนาจทัดเทียมได้กับนาง มันที่ใคร่สนใจในตัวนาง จึงลอบตรวจสอบปูมหลังและนิสัยความชอบส่วนตัว กระทั่ง ได้พบเข้ากับเื่ราวความลับบางประการ ที่ท้ายที่สุดก็ทำให้มันเลือกถอนตัวจากไป เป็เื่ที่นาง เคยถูกบังคับให้นางต้องแต่งไปยังอาณาจักรนภาทมิฬ...
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มที่เบื้องหน้าไม่คล้ายจะกล่าวสิ่งใดต่อแล้ว หยุนซินถงที่พึ่งจะรวบรวมความกล้าขึ้นมาได้ จึงเปิดปากกล่าวขึ้น
“ เป็เราคิดหลอกลวงเ้าให้หวาดกลัว หาได้คิดกระทำเช่นที่กล่าวจริง”
นางกล่าวได้อย่างสงบ ไร้ความตระหนกกลัวเช่นคราแรก หานเฟิงชมดูยังต้องลอบพยักหน้า สมแล้วกับที่เป็ถึงองค์หญิง แม้ในยามที่ต้องเผชิญหน้าต่อภยันตรายที่กล้ำกรายมาถึงชีวิต ก็ยังไม่ลืมเลือนคำสอนที่สืบต่อกันมา
...คน ที่อยู่ในฐานะตำแหน่งเ้าชีวิต ไม่ว่าสถานการณ์เช่นไร ก็ไม่อาจแสดงออกซึ่งท่าทีที่อ่อนแอ... นี่จึงเป็คำสอน และข้อปฏิบัติของบรรดาเชื้อพระวงศ์
...จากคำกล่าวของหยุนซิงถง หานเฟิงเพียงพยักหน้ารับคำอย่างสงบ มันเองก็ไม่คิดถือโทษโกรธเคืองอันใดต่อนางอีก อย่างน้อยๆ ก็คิดเสียว่า เห็นแก่น้ำใจไมตรีเก่าก่อนในชีวิตที่แล้วของมัน “ ส่วนเื่ที่ก่อนนี้ได้ล่วงเกินท่าน จะอย่างไรก็ต้องขออภัย”
หยุนซินถงเพียงพยักหน้ารับ นางเองก็ไม่คิดจะถามไถ่ความรับผิดชอบอันใดจากมันอีก
หานเฟิงเห็นนางไม่คิดติดใจเองเื่ ในใจก็ลอบยินดี มันลุกยืนขึ้น แล้วจึงเหลียวมองกลับไปทางด้านหลังอย่างระแวดระวัง หากในใจก็ขบคิดไปว่า
‘ ใช่สลัดหลุดแล้วจริงหรือไม่?...’
หยุนซินถงที่ลุกตามขึ้นมาเห็นการกระทำของชายหนุ่มก็บังเกิดความสงสัย จึงกล่าวขึ้น “ เป็เมื่อครู่เ้าวิ่งหนีสิ่งใดมา?”
“ ผู้พิทักษ์” หานเฟิงกล่าวตอบเพียงสั้นๆไม่ได้อธิบายเื่ราว ส่วนหยุนซินถงที่ได้ฟังก็มิได้กล่าวถามสิ่งใดขึ้นต่อ เพราะนางเข้าใจไปว่า มันหนีออกมาจากโถงที่เกิดการต่อสู้กับผู้พิทักษ์ ไม่ได้คาดคิดไปถึงเื่ราวที่ผู้พิทักษ์จะติดตามคนผู้หนึ่งออกมาจากโถงแต่อย่างใด
“ ยังคงเป็ข้าที่ต้องถามท่าน ไฉนจึงมาเดินอยู่ที่นี่ตัวคนเดียว?” หานเฟิงกล่าวถามขึ้นบ้าง มันเองก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าเส้นทางแยกย่อยอันวกวนเหล่านี้ ที่ปกติจะไม่มีผู้ใดเข้ามาเดิน หากไฉนครั้งนี้ จึงได้ปรากฏนางเข้ามาเดินแล้ว ทั้งยังเดินอยู่ผู้เดียว เป็อะไรที่ผิดวิสัยของคนเป็องค์หญิงยิ่ง
“ ข้าเผอิญััถูกกลไกมิติเคลื่อนย้ายเข้า จึงถูกนำตัวส่งเข้ามา”
“ กลไกมิติเคลื่อนย้าย” หานเฟิงทวนคำ ขบคิดว่ามีอยู่จริง แต่ก็น้อยเป็อย่างยิ่ง นี่ใยมิใช่เรียกว่านางโชคดีแบบสุดๆแล้ว “ เส้นทางอันวกวนนี้มากไปด้วยภยันตราย ระดับพลังเพียงขอบเขตปราณบาดาลขั้นที่หนึ่งท่าน ต่อให้พัดหลงก็ไม่ควรออกมาเดินเปะปะวุ่นวาย สมควรรอให้หมดเวลาสิบสองชั่วยาม หรือไม่ก็รอให้ทหารอารักษ์ของท่านมาพบเจอ”
กล่าวถึงระดับพลัง หยุนซินถงที่แม้จะเป็ถึงองค์หญิงแห่งอาณาจักร หากทว่า ระดับพลังของนางกลับอ่อนแอยิ่ง ที่เป็เช่นนั้น สาเหตุมาจากลมปราณที่เพาะบ่มอยู่ในร่าง เพราะว่านางบ่มเพาะทั้งวารีและอัคคีที่ต่างก็เป็ธาตุขั้วตรงข้ามกัน นั่นจึงกลายเป็อุปสรรค์ใหญ่ของการยกระดับพลังของนาง ส่วนที่ว่าทำไม นางจึงได้เลือกบ่มเพาะปราณอัคคีแทนที่จะเป็วายุเหมือนผู้อื่นในอาณาจักร ซึ่งคำตอบก็คือ นางเป็ผู้ฝึกตนสายการผลิต นาง เป็นักกลั่นโอสถผู้หนึ่ง นั่นคือความชอบส่วนตัวของนาง ส่วนที่ว่า ทำไมนางยังคงเลือกบ่มเพาะปราณวารี ซึ่งคำตอบที่ได้ อาจเป็เพราะ วารี จึงทำให้นางหวนคิดไปถึงมารดาที่จากไป ปราณวารีที่เคยร่ำเรียนตอนเป็เด็ก ล้วนเป็มารดาสั่งสอนด้วยตัวเองทั้งสิ้น ด้วยเหตุนั้น นางจึงไม่อาจละทิ้งปราณวารี เช่นกันกับการเป็นักกลั่นโอสถที่นางชมชอบ ไม่ว่าสิ่งใด ก็ล้วนไม่อาจสละทิ้งไป...
...กลับมาที่คำกล่าวเมื่อครู่ของหานเฟิง หยุนซินถงที่ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นก็พลันสลดลง นางทราบดี ถึงวิธีการรับมือต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้น หากนางเลือกที่จะไม่กระทำ เพราะ… “ ข้ากลัวที่จะต้องอยู่ตัวคนเดียว”
หานเฟิงที่ได้ยินคำตอบก็ส่ายศีรษะอย่างขบขัน ไหนเลยที่นิสัยข้อนี้ของนางมันจะไม่ทราบ “ เช่นนั้นท่านมาจากเส้นทางใด?”
“ เส้นทางวิหก”
“ วิหก!! พวกท่านบุกฝ่าเส้นทางวิหก?” หานเฟิงรู้สึกแปลกใจ เพราะเท่าที่มันทราบ เส้นทางมัจฉาและวิหก ล้วนไม่มีผู้ใดไปเยือน ซึ่งเส้นทางมัจฉานั้นเป็เพราะว่าผู้พิทักษ์แฝงตัวอยู่ในทะเลหินหนืด จึงยากที่จะต่อสู้ แต่สำหรับเส้นทางวิหกนั้น สมควรกล่าวว่า วิหก เป็ผู้พิทักษ์ที่รับมือได้ยากเป็ที่สุด เพราะหนึ่งนั้นมันบินได้ และสอง มันมีสติปัญญาสูงล้ำกว่าผู้พิทักษ์ตนใด
“ ใช่ พวกข้าเลือกฝ่าเส้นทางวิหก เพราะวิหก เป็ผู้พิทักษ์ที่มีพลังชีวิตน้อยที่สุด”
“ เื่นั้นข้าก็ทราบ แต่…” มิทันให้มันได้พูดจบ นางก็กล่าวแทรกขึ้นมาก่อน
“ เพราะมีนางอยู่ด้วย ทุกสิ่งอย่างจึงสะดวกดาย”
“ นาง?” หานเฟิงทวนคำว่า นาง จากนั้นก็พลันนึกไปถึงสตรีชุดขาวที่เดินเคียงอยู่กับหยุนซินถงบนทุ่งหญ้า ซึ่งแรกเห็นสตรีชุดขาวผู้นั้น ก็ทำให้มันนึกไปถึงเสวี่ยเอ๋อร์
“ นางเรียกเทพธิดาเหมันต์ มู่เสวี่ยหลัน จากตำหนักสีฤดู”
“ ตำหนักสี่ฤดู เทพธิดาเหมันต์!!” หานเฟิงทวนคำอย่างแปลกใจ ในชีวิตที่แล้ว มันไม่เคยได้ยินฉายานามอะไรเช่นนี้มาก่อน
“ ใช่ นางแซ่มู่ นามเสวี่ยหลัน เป็นางมาขอเข้าร่วมการเปิดตำหนักอัคคีในครั้งนี้กับวังยุทธ์เรา”
“ ปกติต้องไม่เปิดให้คนนอกเข้าร่วมมิใช่หรือ?”
“ ใช่ หากเป็นางถือคำสั่งมาจากตำหนักนางเซียน”
หานเฟิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ตำหนักนางเซียน จะอย่างไรก็เป็สี่แดนผู้พิทักษ์ ไม่ว่าราชวงศ์ของอาณาจักรใด ก็ล้วนแต่ต้องยอมอ่อนให้อยู่หลายส่วน แม่จะรู้สึกแปลกใจในตัวตน และเป้าหมายของสตรีผู้นั้น แต่จะขบคิดต่อไปก็คล้ายจะไม่ได้อันใดขึ้นมา จึงเลือกที่จะละวางไปก่อน
“ จะกลับไปยังเส้นทางวิหกหรือไม่ เข้าจะไปส่ง” จะอย่างไรมันก็ต้องหาเส้นทางบุกฝ่าไปให้ถึงผู้พิทักษ์ชั้นห้า ก่อนแยกตัวเข้าไปเข้าไปในเส้นทางแยกอันวกวันระหว่างชั้นที่ห้าและหก
“ ไปส่ง!!! เ้ารู้ทาง?”
หานเฟิงชะงัก เป็เมื่อครู่มันพลั้งเผลอกล่าวออกไป “ หาเส้นทางหลักสักเส้น เดินย้อนกลับขึ้นไปยังโถงเริ่มต้น ก็คงไม่ยากกระมัง”
นางพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะเห็นว่าชายหนุ่มสาวเท้าก้าวเดินออกไปแล้ว “ ด เดี๋ยว รอข้าด้วย ข้าเดินไม่ค่อยสะดวก”
หานเฟิงหยุดเท้าหันตัวกลับมามองนางด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ มันก็เห็นว่านางลุกขึ้นยืนเองได้ ไม่คล้ายว่าจะาเ็อันใด ก่อนจะเห็นว่า นางเลิกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย จนมองเห็นข้อเท้าขาวใสเรียวเล็กทั้งสองข้างของนาง หากที่ข้อเท้าข้างขวา กลับเห็นมีอักขระสีดำเล็กละเอียดเรียงตัวกันเป็แถว ดูคล้ายแถบผ้าสีดำที่ม้วนพันอยู่ตรงข้อเท้า
“ เป็ข้าถูกกับดัก ต้องคำสาปพันธนาการ จึงไม่อาจขยับเยื่อนได้ดั่งใจ”
หานเฟิงเห็นนางก้าวเดินอย่างยากลำบากเข้ามาใกล้จึงกล่าวขึ้น “ ท่านมิได้ตระเตรียม หยาดวารีเก้าฟ้า ไว้แก้คำสาปบ้างหรือ?”
“ เตรียมมา แต่ข้าเปิดแหวนมิติไม่ได้”
หานเฟิงเลิกคิ้วมองนางอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะได้ยินคำตอบกลับมาว่า “ เป็ข้ายังต้องคำสาปสะกดปราณ”
หานเฟิงเบิกตากว้างอย่างแปลกใจ ก่อนที่สายตาจะหลุบต่ำมองลงไปยังท้องน้อยของนาง
“ อันนี้ไม่เปิดให้เ้าดู” นางรีบยกสองมือขึ้นปิดกุมท้องน้อย ส่วนที่กล่าวว่าไม่เปิดให้มันชมดู ก็คือคำสาปสะกดปราณ เพราะคำสาปสะกดปราณจะมีลายอักขระคำสาปขึ้นตรงตำแหน่งตันเถียนของผู้ต้องสาป ซึ่งก็คือบริเวณท้องน้อย
ได้ยินนางกล่าวคำ หานเฟิงก็เงยหน้ามองนางอย่างขบขัน “ แล้วท่านคิดว่าข้าอยากดู?”
หยุดซินถงได้ยินคำตอบของชายหนุ่มก็คล้ายจะอับอายหรืออย่างไรไม่ทราบ เตรียมจะเปิดปากโต้วาจา หากกลับพลันมีเสียงคำรามดังก้องมาจากทิศทางเื้ั
“ โฮกกกก…”
หานเฟิงได้ยินเข้าก็ขมวดคิ้วมุ่น เหลียวมองไปยังทิศทางของเสียง แม้จะมองไม่เห็นสิ่งใดแต่ยังคงทราบว่า มัน กำลังมาแล้ว ทว่า หยุนซินถง ไม่ทราบเื่ราว นางจึงกลายเป็ตระหนกกลัว จนต้องกล่าวขึ้นด้วยเสียงที่สั่นสะท้าน
“ น นั่นเสียงอะไร!!!...?”
“ ผู้พิทักษ์ เป็มันไล่ตามข้ามา...”