ตลอดเวลาเกือบหนึ่งอาทิตย์ที่ไป๋หั่วได้อาศัยอยู่ในตำหนักเรเวนทำให้เขาเรียนรู้หลาย ๆ สิ่ง ทั้งการทำความรู้จักผู้คน การเข้าสังคม ตลอดจนการรับภารกิจต่าง ๆ เพื่อหาเงินยังชีพ แต่ภารกิจส่วนมากยังคงต้องทำงานร่วมกับกองพันทหารรับจ้างหลง เพราะส่วนมากภารกิจที่ได้จะเป็นการล่าอสูร ตลอดจนการปราบกบฎต่าง ๆ ซึ่งดูแล้วการทำงานคนเดียวจะเหนื่อยและเสี่ยงเกินไป การเป็นนกน้อยทำรังแต่พออยู่จึงเป็นทางออกที่ดียิ่งนักสำหรับเหตุการแบบนี้“พี่ไป๋ ข้าว่าท่านเรียนรู้ไว้ ท่านจักลองนำคนของเราไปลองทำงานหรือไม่ ?” เรเวนถามขึ้นก่อนจะกอดอก ท่ามกลางห้องประชุมที่ถูกจัดอย่างโอ่อ่า ตรงกลางเป็นแผนที่ของหุบเขารอบ ๆ พร้อมกับม้วนคัมภีร์ภารกิจต่าง ๆ ที่กองอยู่“ข้ามิอาจรู้ว่าผู้ใดสามารถเชื่อใจได้” ไป๋หั่วพูดอย่างนิ่งงันพลางใช้ความคิด เป็นเช่นเขาคิด การเข้ามาในกลุ่มโดยการแนะนำของหัวหน้านั้นมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ เขามิอาจทราบได้เลยว่าใครจะปองร้ายเขาหรือไม่“แน่นอน เมื่อถึงเวลาที่ท่านถูกโจมตี อย่าลังเลจะเก็บมันเสีย ต่อให้ทั้งโลกจะเป็นศัตรูของท่าน แต่เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว เพื่อการทำลายตระกุลอาชาสวรรค์ ข้ามิสนสิ่งใด” เรเวนยิ้มให้ก่อนจะยกมือบีบไหล่แกร่งของไป๋หั่วเบา ๆ เขาได้ลงเรือลำเดียวกับไป๋หั่วแล้ว อีกอย่างแม้จะบอกว่ากองพันทหารรับจ้างหลงนั้นสามารถเชื่อใจกันได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็พูดไม่ได้เต็มปากว่าทุกคนจะภักดี เขาเองรู้ดีกว่าใคร กลิ่นของเงินตรามันหอม ทั้งผู้ยากไร้ ผู้อยากมั่งมี อย่างไรเสียก็ต้องมีสันดานดิบในจิตใจและจิตสำนึก“อืม...” ไป๋หั่วยังคงครุ่นคิดไม่ตกแต่ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า ทำเพียงยืนกอดอกและใช้ความคิดของตนเท่านั้น“อย่ากังวลพี่ไป๋ ข้าจะส่งคนไว้ใจคอยดูห่าง ๆ หากท่านรับมือไม่ไหว แน่นอน มันจักสังหารเจ้าเดรัจฉานที่คิดร้ายกับพวกเราจนสิ้น” เรเวนพูดออกมาพร้อมส่งเสียงทางลมปราณไปยังนักฆ่าสาวในชุดสีดำของมือสังหารก่อนจะพยักหน้า เธอทำเพียงพยักหน้าและจมไปสู่เงาของตนด้วยพลังปราณที่พิลึกพิลั่นนั่น “ขอบใจเจ้ามากเรเวน ข้าหวังว่าข้าจักทำประโยชน์ให้เจ้าได้มิมากก็น้อย” ไป๋หั่วหยิบคัมภีร์ภารกิจปราบอสูรขึ้นมาหนึ่งม้วนอย่างมิคิดจนมันทอแสงสีแดงแสดงถึงระดับความอันตราย“พี่ไป๋แน่ใจรึ ?” เรเวนถามอย่างนิ่งงัน มันเองมิต้องการจักแสดงออกให้ไป๋หั่วเข้าใจว่ามันดูถูก มันเป็นห่วงจากใจจริงเพราะภารกิจระดับแดงนั้น แม้เป็นเมืองเล็กก็นับว่าสาหัสสากันมาก “ไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้าจักทำผลงานให้จงได้ ข้าจักพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าข้าเป็นผู้นำของพวกเขาได้” ไป๋หั่วทำเพียงพยักหน้าให้เรเวนอย่างเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายก่อนจะหันมองคนในห้องประชุม“เป็นเช่นนั้นได้ก็ดียิ่ง เชิญพี่ไป๋เลือกไพร่พลร่วมทีม” เรเวนพูดก่อนจะเดินไปนั่งที่บัลลังค์มังกรของเขาอันโอ่อ่าหรูหรา“ฟังให้ดี ข้าชื่อว่าไป๋หั่วพวกท่านคงรู้แล้วรึไม่ ข้าจักทำภารกิจแดง มีผู้ใดอาสา” ไป๋หั่วยืดแขนขึ้นด้านบนแบมือออกแสดงให้เห็นถึงคัมภีร์ภารกิจสีแดงฉานราวโลหิตต่อสายตายอดยุทธในห้องประชุมฮือฮา เสียงคุยจ้อกแจ้กจอใจดังขึ้นอย่างสนใจก่อนจะมีชายร่างใหญ่คนหนึ่งออกมา“ข้าหลง หลงหวินขออาสาไปกับท่านไป๋หั่ว แม้จักผ่านมารับหลายปีข้ายังจำบุญคุณที่ท่านเคยช่วยลูกสาวข้าไว้ได้ ตอนนี้นางได้เป็นเจ้าของกิจการที่เมืองข้าง ๆ ข้ายิ่งยินดีแล้วใหญ่ แม้กาลเวลาหมุนไปข้าคิดว่านางยังคงจำท่านได้แน่ขอรับ” หลงหวิน ชายแก่ร่างยักษ์เดินออกมาก่อนจะชันเข่าคารวะไป๋หั่ว “ท่านลุงหลงหวินรึ.. ในตอนที่อยู่เกาะพิฆาตข้ามิได้ช่วยท่านมากหรอก จะอย่างไรยินดีกับลูกสาวท่าน ว่าแต่ทำไมจึงไม่ใช้ชีวิตกับลูกสาวรึ แม้ชีวิตของผู้คนจะยืนนานนับปีมิได้แต่การต่อสู้ยังสามารถคร่าชีวิตท่านได้” ไป๋หั่วยิ้มให้กับชายแก่ก่อนจะรับการคารวะนั้น“ข้าคิดว่าชีวิตข้าวันหนึ่งจักต้องได้ตอบแทนท่าน วันนี้ก็มาถึง ที่ข้ามาอยู่ที่นี่เพราะรอท่านไป๋หั่วขอรับ” หลงหวินยิ้มและยืนขึ้นก่อนหญิงสาวที่ถือพิณคนหนึ่งจะเดินเข้ามา“ข้า อิ๋งยี่ ขอติดตามไปทำงานกับท่าน มิใช่เพราะอันใด แต่ข้าแค่มิมีเงินจ่ายค่าเหล้าเจ้าค่ะ” สตรีผู้สวยสดนางหนึ่งเดินเข้ามาก่อนยิ้มให้ไป๋หั่วทำเพียงคารวะเล็ก ๆ นางอายุราว 26 เห็นจะได้ หากแต่ในโลกนี้ผู้ฝึกตนสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างย้อนเวลาไปได้เสมอหากไม่ตรวจสอบคงไม่รู้“ขอบคุณท่านลุงหวินและท่านอิ๋งยี่ มีผู้ใดสนใจอีกรึไม่ ?” ไป๋หั่วถามอีกครั้งในขณะที่เรเวนกำลังยิ้มอยู่บนบัลลังค์ อย่างน้อยครั้งนี้เขาได้รู้ว่าจะได้มีผู้เคารพไป๋หั่วเช่นเขาเพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย นั่นเป็นเรื่องน่ายินดี เขาเองก็เบื่อการนำกองพันเต็มทนแล้ว อยากจะใช้เพียงแรงฟาดฟันกับศัตรูเท่านั้น “หากมิมีข้าขอขอบคุณในน้ำใจพวกท่านที่รับฟัง ข้าจักออกไปทำภารกิจเดี๋ยวนี้ และภายในสองวัน ข้าจะกลับมาพร้อมเศียรงูยักษ์สีชาด !!” ไป๋หั่วกล่าวด้วยเสียงอันดังก่อนจะเดินออกจากห้องประชุมไปรออิ๋งยี่กับหลงหวินที่หน้าตำหนักเพื่อเตรียมตัวท่ามกลางเสียงที่ไม่เชื่อใจนัก ปน ๆ กับเสียงดูถูก“เศียรงูยักษ์สีชาด บ้าไปแล้วชายผู้นี้ มิมีผู้ใดปราบมันได้ !!” เสียงหนึ่งตะโกนขึ้นก่อนจะมีหลาย ๆเสียงตามมา“ข้าคิดเช่นนั้น แต่ข้ามิอาจหยั่งถึงพลังของเขาได้” เสียงหนึ่งตอบ“มันไร้สาระสิ้นดี เขาจะพาแม่นางอิ๋งและท่านหวินไปตาย !” “เขามันจองหอง!”“เขาไร้สาระ !”“ข้าเชื่อว่าเขาทำได้” เสียงทุ้มหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนเขาจะหายไปจากตรงนั้น
หน้าตำหนักกองพันหลงตึก ตึก ตึกเสียงเดินสองเสียงคล้อยหลังตามไป๋หั่วไม่ไกลนักก่อนปรากฏร่างของอิ๋งยี่ในอาภรณ์สีขาวเนียนกลมกลืนกับผิวสวยราวหยกเจียระไนของนาง อีกร่างเป็นหลงหวินที่ถือขวานยักษ์ตามมา“คารวะท่านไป๋ ข้าพร้อมแล้ว” หลงหวินยิ้มให้ก่อนจะเดินไปยังคอกม้า“น้องไป๋หั่ว นี่เจ้าไปทำอะไรไว้นะ ดูเจ้ามีสเน่ห์กับตาลุงหวินและเรเวนจัง” อิ๋งยี่เดินวนรอบไป๋หั่วก่อนจะมองสำรวจรอบตัวด้วยสายตาไม่เข้าใจ“ข้ามิได้ทำอันใด แค่ตอนนั้นข้าพยายามเอาตัวรอดจากเกาะพิฆาตเสียเท่านั้น” ไป๋หั่วส่ายหน้าก่อนจะระบายยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงความทรงจำครั้งยังเยาว์ แม้จะเคยเจ็บปวดที่รู้สึกว่าบิดาไม่ได้รักเขาและไปในทางรังเกียจ แต่เขาก็ดีใจที่ทุกคนที่เขาได้ช่วยเหลือมิคิดร้ายกับเขา“เหรอ..อืม.. นั่นสินะ” อิ๋งยี่ยิ้มออกมาก่อนจะส่ายหน้า แม้นางดูเหมือนจะอ่อนเยาว์แต่มิมีผู้ใดรู้ได้ นางได้มีอายุร่วมหลายพันปีตั้งแต่สงครามกับผู้มาเยือนแล้ว ในครานั้นนางได้รับพลังจากนางเซียนคนหนึ่งที่ร่วงโรยจากสงครามและส่งต่อพลังกับความทรงจำให้นาง“ขอแนะนำตัว ข้าอดีตคนในตระกูลอาชาสวรรค์ไป๋หั่ว ปัจจุบันไร้สกุล” ไป๋หั่วคารวะให้อิ๋งยี่เพราะเขาเองมิรู้ว่านางอายุเท่าใด การผูกมิตรและเคารพไว้จึงดีกว่าการสร้างศัตรู“ข้าอิ๋งยี่ อายุเป็นเพียงตัวเลขเพราะข้าจะไม่บอก แต่รับรองได้ว่าข้าเห็นโลกมานานกว่าเจ้า ฮี่ ๆ” อิ๋งยี่ยิ้มออกมาประจวบเหมาะกับร่างของหลงหวินและม้าสีเปลือกไม้ไหม้ทั้งสามเดินเข้ามาพอดี“เตรียมม้าแล้วขอรับ เพื่อประหยัดลมปราณของพวกท่าน” หลงหวินยิ้มให้ก่อนจะปล่อยม้า พลันหนึ่งมีแรงลมหมุนก่อตัวด้านบนหลังคา ชายหนุ่มกระโดดลงมาช้า ๆ เขามีใบหน้าคล้ายกับไป๋หั่วอยู่เสียสัก 8 ใน 10 ส่วน ต่างเพียงกลิ่นอายที่อยู่ในตัว มันดูอบอุ่นมากกว่าไป๋หั่วที่ดูแห้งเฉา“ข้าเฮยหั่ว ยินดีที่ได้พบลูกพี่ลูกน้อง” ชายหนุ่มคารวะไป๋หั่วหนึ่งทีท่ามกลางความตกตะลึงของไป๋หั่ว แต่หลงหวินและอิ๋งยี่ดูไม่มีอาการอะไรแสดงออกมาเพราะเขารู้อยู่แล้ว “..ลูกพี่ลูกน้อง นี่เจ้าเป็นญาติข้างั้นรึ ?” ไป๋หั่วมึนงงก่อนเฮยหั่วจะหัวเราะออกมา“แน่นอน แม่ของข้าเป็นน้องสาวแม่ของท่าน” เฮยหั่วยิ้มก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา“ฮะ..ละแล้วท่านน้าเป็นอย่างไร.. ? แล้วท่านแม่ข้าอยู่ที่ใด ?” ไป๋หั่วรีบถามจนลืมตัวไปว่าเขาควรจักสุขุมกว่านี้“อยู่ที่เมืองวารีชำระ เดินทางจากนี่ด้วยเรือเหาะที่ท่านมีอย่างน้อยก็ปีหนึ่งเห็นจะได้” เฮยหั่วยิ้มในขณะที่ไป๋หั่วกำลังจะพูดอะไรแต่ก็เก็บมันไว้ เขาจะต้องไปถล่มตระกูลอาชาสวรรค์ก่อนจะกลับไปเจอหน้ามารดาของเขา“หากท่านต้องการไปข้าจักพา...” เฮยหั่วพูดแต่ก็ต้องหยุดลงเมื่อไป๋หั่วยกมือ“ยัง ข้าจักต้องบรรลุเป้าหมายก่อน จัดการพวกตระกูลอาชาสวรรค์ให้มันหมอบกราบท่านแม่ของข้า มันจักต้องชดใช้ที่ไล่นางไป และทำให้ข้าเป็นเช่นนี้” ไป๋หั่วพูด หลงหวิน อิ๋งยี่ และเฮยหั่วพยักหน้าเบา ๆ“เราจะเดินทางได้หรือยังน้องไป๋..” อิ๋งยี่เอ่ยขัดบรรยากาศอันตึงเครียดขึ้นมา“ข้าลืมไปเลย.. ภารกิจของเรามีเวลา 2 วัน เราจะต้องไปถึงวังงูสีชาดใน 1 วัน และสังหารมันใน 1 ชั่วยาม และกลับมาให้ทันใน 2 วัน” ไป๋หั่วพูดรายละเอียดในขณะที่ทั้งสามคนตรงนั้นส่ายหน้าเบา ๆ“ข้าว่ามันยากเกินไปหรือไม่ท่านไป๋..” หลงหวินพูดแต่ไป๋หั่วกลับยิ้มออกมาแล้วพูดเสียงราบเรียบ “แน่นอนมันยาก แต่ข้าจักทำมันให้ทุกคนได้เข้าใจถึงความแกร่งของข้า พวกท่านเองก็ต้องช่วยข้า” ไป๋หั่วกระโดดขึ้นอาชาสีเปลือกไม้ก่อนจะกางแผนที่ดู “แน่นอน ไปกันเถอะ ข้าเชื่อใจน้องไป๋” อิ๋งยี่ระบายยิ้มก่อนนางจะกระโดดขึ้นขี่ม้านั้นแล้วรอไป๋หั่วสั่งการในขณะที่หลงหวินไม่พูดอะไรทำเพียงกระโดดขึ้นม้าตามส่วนเฮยหั่วถอนหายใจออกมา“นี่จะไม่มีใครเอาม้าให้ข้าจริงรึ.. ข้าขี่อินทรีย์ทมิฬก็ได้..” เฮยหั่วส่ายหน้าไปมาก่อนจะหยิบม้วนคัมภีร์สีดำเมี่ยมออกมาแล้วส่งลมปราณร้อนเข้าไปจนสร้างอินทรีย์สีดำมะเมื่อมออกมาลอยอยู่บนอากาศ “ไป !! สู่วังงูสีชาด” ไป๋หั่วควบม้าออกไปก่อนทั้งสามจะตามมา ต้นไม้ข้าง ๆ มีเงาหนึ่งพุ่งตามไปอย่างรวดเร็ว ไป๋หั่วรู้ได้ทันทีว่านั่นคือใครต่างจากทั้งสาม แต่กระนั้นทั้งสามยังคงแสร้งทำเหมือนไม่รู้ขี่ตามไปเพื่อรอพบกับเจ้าของเงาที่ตามพวกเขาไปยังวังงูสีชาด..
______________________________________
กลุ่มเฟซบุ้คของเรามีนะครับชื่อกลุ่ม นิยาย ราชันย์ทวิศาสตร์ กดร่วมเพื่ออ่านได้นะครับ อัพพอ ๆ กับในเว็บนี้ครับ