เวินจื่อเอ๋อร์ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนตัวอักษรจนเต็มให้กับเวินจื่อซ่าง พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“สองวันนี้ข้าอาการดีขึ้นมากแล้ว เ้าเอากระดาษแผ่นนี้ไปที่หอไฉเวยในตัวอำเภอ ลองถามดูว่ามีงานคัดลอกตำราให้ข้ารับกลับมาทำที่บ้านบ้างหรือไม่”
เวินจื่อซ่างได้ยินดังนั้น ก็มองไปยังเวินจื่อเอ๋อร์ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
เวินจื่อเอ๋อร์เขียนตัวอักษรได้สวยงามมาก เมื่อครั้งที่บิดามารดาของพวกเขาเพิ่งสิ้นใจและฐานะทางบ้านลำบากยากจนแทบจะประคองไม่อยู่ ก็เคยมีคนเสนอให้เวินจื่อเอ๋อร์ไปรับงานคัดลอกตำราเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว
ทว่าอย่างไรเสียเวินจื่อเอ๋อร์ก็เป็ผู้มีการศึกษา ในใจจึงมีความทระนงและดื้อรั้นอยู่บ้าง จึงไม่ยอมตกลง
ทุกคนไม่อาจบังคับเวินจื่อเอ๋อร์ได้ จึงไม่ได้พูดอะไรมาก และต่างคนต่างหาทางหาเงินด้วยวิธีของตนเอง
ส่วนเวินจื่อเอ๋อร์นั้น เนื่องจากไม่สามารถศึกษาในสำนักต่อได้ ่ก่อนหน้านี้จึงเก็บตัวหดหู่ใจอยู่ที่บ้านเป็เวลานาน มีท่าทางเหมือนคนที่ผิดหวังในโชคชะตา
จนกระทั่งครั้งนี้ที่เ้าของร่างเดิมล้มป่วย ดูเหมือนจะทำให้เวินจื่อเอ๋อร์ตื่นจากภวังค์และเปลี่ยนความคิดในที่สุด
เวินจื่อซ่างยิ้มแล้วเก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้ในอก พยักหน้าตอบว่า “ขอรับ ข้าจะระวังให้มาก ไม่ให้เพื่อนร่วมสำนักของท่านเห็น”
“ข้าไม่ได้ลักขโมย ไม่ได้ปล้นชิง หาเงินด้วยความสามารถของตนเอง จะต้องกลัวใครเห็นด้วยเล่า? เ้าก็ไปอย่างสง่าผ่าเผยเถิด” เวินจื่อเอ๋อร์ยิ้มอย่างจนใจ
หลังจากผ่านความเป็ความตายมาแล้ว เวินจื่อเอ๋อร์ก็ปล่อยวางโดยสิ้นเชิง
หน้าตาทางสังคมคืออะไรกัน?
หาเงินได้หรือไม่?
เลี้ยงปากท้องคนในครอบครัวได้หรือไม่?
ทำให้ถงเป่าได้สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ได้หรือไม่?
เวินจื่อซ่างเห็นว่าเวินจื่อเอ๋อร์คิดได้ก็ดีใจจากใจจริง เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่นเพื่อรับคำ จากนั้นก็ไม่ได้รั้งอยู่ต่อ รีบพาเวินจื่อชีจากไปทันที
พอเวินจื่อซ่างและน้องชายจากไป เวินจื่อถงก็สะพายตะกร้าสะพายหลังใบเล็กที่ตนเองสานขึ้นมา แล้วเอ่ยบอกเวินจื่อเอ๋อร์ว่า
“พี่รอง ถงเป่าจะไปขุดผักป่านะเ้าคะ! วันก่อนตรงที่ถงเป่าไปขุดยังมีเหลืออยู่อีกตั้งเยอะ ถงเป่าจะขุดกลับมาให้หมดเลย!”
เวินจื่อเอ๋อร์กำลังสานตะกร้าไม้ไผ่ต่อ เมื่อได้ยินคำพูดของเวินจื่อถงก็เพียงยิ้มบาง ๆ และพยักหน้าว่า
“ตกลง เช่นนั้นเ้าก็ค่อย ๆ เดิน ระวังตัวด้วย และจำไว้ว่าต้องรีบกลับมากินข้าวนะ”
“เ้าค่ะ!”
เวินจื่อถงขานรับอย่างว่าง่าย จากนั้นจึงเดินออกจากบ้านไป
เวินจื่อถงอยากจะไปที่เขาฉีซานอีกครั้ง แม้ว่าของเล่นสานไม้ไผ่เ่าั้อาจจะทำเงินได้ แต่ก็กินแรงเกินไป
สองวันนี้ มือของพวกพี่ชายถูกไม้ไผ่บาดจนเป็แผลหลายแห่ง นางเห็นแล้วก็รู้สึกปวดใจ
ดังนั้น เวินจื่อถงจึงอยากขึ้นเขาไปดูว่าพอจะเก็บสมุนไพรไปขายได้บ้างหรือไม่ อีกอย่าง ยาที่พี่รองดื่มก็ใกล้จะหมดแล้ว ต้องหามาเพิ่มอีกสักหน่อย
เวินจื่อถงสะพายตะกร้าสะพายหลังใบเล็กเดินไปตามทางเดินเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน เมื่อเจอผู้คนนางก็ทักทายด้วยรอยยิ้มหวาน
ชาวบ้านที่เห็นเวินจื่อถงซึ่งดูเหมือนก้อนแป้งสีชมพูตัวน้อย ๆ ต่างก็รู้สึกเอ็นดู ยิ่งได้ยินเสียงใส ๆ แบบเด็กเล็ก หัวใจของพวกเขาก็แทบจะละลาย
ในขณะนั้นเอง จู่ ๆ ที่ริมทางเดินในหมู่บ้านก็มีเสียงร้องไห้โหยหวนดังขึ้น
“ซานเป่า! ซานเป่า! เ้าตื่นขึ้นมาสิ! อย่าทำให้แม่ใแบบนี้สิ ฮือ ๆ ๆ !”
“เร็วเข้า! รีบไปตามหมอเร็ว!”
“เกิดอะไรขึ้น? เกิดอะไรขึ้นกับเ้าหนูซานเป่า?”
เวินจื่อถงได้ยินเสียงความวุ่นวายจึงเดินเข้าไปดู เห็นหญิงคนหนึ่งกำลังอุ้มเด็กที่อายุไล่เลี่ยกับนาง ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ริมคันนา
ใบหน้าของเด็กคนนั้นกลายเป็สีม่วงคล้ำ ตาเหลือกขึ้น้า ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างติดอยู่ที่ลำคอ
“ท่านย่า ซานเป่าเป็อะไรหรือเ้าคะ?”
เวินจื่อถงเห็นดังนั้นในใจก็พอจะคาดเดาได้ แต่เนื่องจากยังไม่ได้รับการยืนยัน จึงเอ่ยถามหญิงชราที่อยู่ข้าง ๆ อย่างสุภาพ
“เฮ้อ ก็เพราะนางเฉินตามใจลูกชายคนเล็ก ให้กินทุกอย่างที่อยากกิน นี่ไงล่ะ กินพุทราฤดูหนาวเข้าไปลูกหนึ่ง แล้วก็ติดคอ!”
หญิงชราส่ายหน้าอย่างจนใจ ในดวงตามีความเวทนา เมื่อเห็นเด็กคนนั้นลมหายใจรวยริน เกรงว่าคงจะไม่รอดแล้ว
แม้ตอนนี้จะมีคนไปตามหมอ แต่เกรงว่าคงจะรอหมอมาไม่ทัน คนคงสิ้นใจเสียก่อน
“ฮือ ๆ ๆ ซานเป่าของแม่! ซานเป่าของแม่! เ้าอย่าทำให้แม่ในะ!”
นางเฉินร้องไห้น้ำตาอาบแก้ม นางต้องทนลำบากคลอดลูกสาวถึงเจ็ดคน กว่าจะได้ลูกชายคนนี้มาสักคน หากตอนนี้ลูกชายเป็อะไรไป นางคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
เวินจื่อถงมองเด็กที่กำลังจะขาดใจตาย แล้วมองไปยังนางเฉินที่นอกจากร้องไห้แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือเลย นางจึงถอนหายใจเบา ๆ
“ท่านอาเ้าคะ ถงเป่าเคยเห็นวิธีช่วยคนเวลาสิ่งของติดคอในตำราของท่านพ่อเ้าค่ะ”
เสียงใส ๆ ของเวินจื่อถงดังขึ้น แม้จะไม่ดังนัก แต่กลับทำให้สถานการณ์ที่วุ่นวายในขณะนั้นเงียบลงทันที
สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่ก้อนแป้งน้อย ๆ ที่เดินออกจากกลุ่มคน มายืนอยู่ตรงหน้านางเฉินและซานเป่า
เด็กน้อยตัวเล็กนิดเดียว ดวงตากลมโตกระพริบปริบ ๆ เต็มไปด้วยความจริงใจ
แม้แต่นางเฉินก็อดที่จะชะงักไม่ได้ นางมองเวินจื่อถงแล้วถามออกไปตามสัญชาตญาณว่า
“ช่วยอย่างไร?”
ในเวลานี้หากมัวแต่อธิบายเกรงว่าจะไม่ทันการ เวินจื่อถงจึงก้าวเข้าไปดึงตัวซานเป่ามา แล้วโอบกอดเขาจากทางด้านหลัง
“เอ๊ะ? เ้ากำลังทำอะไร? เ้า...” นางเฉินเห็นดังนั้นจึงเพิ่งได้สติ รีบจะดึงตัวเวินจื่อถงออก
แต่เวินจื่อถงหันกลับมามองนางเฉิน ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นเต็มไปด้วยความสุขุมและความมั่นใจซึ่งไม่ควรมีในเด็กวัยนี้ นางเอ่ยกับนางเฉินด้วยน้ำเสียงใสว่า
“ท่านอาเ้าคะ หากท่านยังดึงข้าอยู่ จะช่วยพี่ซานเป่าไม่ทันนะเ้าคะ”
เวินจื่อถงพูดด้วยความจริงจัง ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นเคร่งขรึม ร่างกายเล็กจ้อยกลับแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายที่ดูศักดิ์สิทธิ์
ในชั่วขณะนั้น ทุกคนราวกับเห็นเทพเ้าจุติลงมา ท่าทางเช่นนี้ทำให้นางเฉินถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ส่วนคนอื่น ๆ ไม่รู้ว่าเป็เพราะถูกท่าทางจริงจังของเวินจื่อถงสะกดไว้หรือไม่ จึงก้าวเข้ามาช่วยดึงตัวนางเฉินไว้แล้วกล่าวว่า
“ให้ถงเป่าลองดูเถิด ข้าว่าเด็กคนนี้ไม่น่าจะพูดโกหก”
เมื่อเห็นนางเฉินถูกรั้งไว้ เวินจื่อถงก็ไม่ลังเลอีกต่อไป นางใช้วิธีปฐมพยาบาลไฮม์ลิชทันที *[1] โดยใช้มือเล็ก ๆ สองข้างโอบกอดซานเป่าไว้
นางแอบนึกดีใจที่ซานเป่าเป็เด็กเช่นกัน มิฉะนั้นมือสั้น ๆ ของนางคงเอื้อมไม่ถึง
ทุกคนเห็นเพียงเวินจื่อถงกำหมัดข้างหนึ่งวางไว้ที่หน้าท้องของซานเป่า ส่วนอีกข้างแบเป็ฝ่ามือทับลงบนหลังหมัด จากนั้นจึงออกแรงกดลงบนหน้าท้องของซานเป่าอย่างมีจังหวะ
ทุกคนมองดูวิธีปฐมพยาบาลที่แปลกประหลาดของเวินจื่อถงด้วยความสงสัย แต่ส่วนใหญ่กลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“์ จะมีคนเชื่อจริง ๆ หรือว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แค่นี้จะช่วยคนได้?”
ในตอนนั้นเอง มีเสียงแหลมบาดหูระคนเย้ยหยันดังขึ้น เห็นหญิงคนหนึ่งกอดอกเดินแทรกฝูงชนออกมา มองภาพตรงหน้าแล้วพูดจาประชดประชันว่า
“หากเด็กที่ไม่มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่เช่นนี้ช่วยคนได้ ข้าจะยอมหมอบลงกับพื้นแล้วร้องเหมือนหมูเลยทีเดียว”
เดิมทีชาวบ้านต่างลุ้นระทึกกับการช่วยคนของเวินจื่อถง แต่พอได้ยินเสียงประชดประชันนั้น ทุกคนจึงหันไปมองผู้มาใหม่
คนผู้นี้คือหญิงปากสว่างที่มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่บ้าน ผู้คนเรียกนางว่าหลี่ซานเซ่า และนางสนิทสนมกับจางชุยหลานมาก
นางเฉินเดิมทีเฝ้ามองเวินจื่อถงช่วยลูกด้วยความหวัง แต่พอได้ยินคำพูดของหลี่ซานเซ่า ประกอบกับเห็นว่าเวินจื่อถงกดหน้าท้องซานเป่าอยู่นานแต่ยังไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ จึงเริ่มร้อนรนขึ้นมา
“เ้า... เ้าเด็กน้อย เ้าทำได้จริงหรือเปล่าเนี่ย?”
[1] วิธีปฐมพยาบาลไฮม์ลิช (Heimlich Maneuver) คือการช่วยเหลือผู้ที่กำลังสำลัก หรือมีสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน โดยใช้หลักการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง เพื่อดันสิ่งแปลกปลอมให้ออกมา