ฝ่ามือที่ฟาดลงมาทำเอาอวิ๋นอี้ป๋อเจ็บจนต้องสูดปากร้องซี้ด ขบกรามกรอดเข้าหากันแน่น การตบตีอย่างแรงเยี่ยงนี้คือวิถีการแสดงความรักในแบบฉบับของมารดาเขา และที่สำคัญคือ มารดาของเขานั้นมือหนักไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว
เมื่อทอดพระเนตรเห็นสีหน้าเ็ปของอวิ๋นอี้ป๋อ เจาหยวนฮองเฮาก็ทรงรู้สึกปวดพระทัยขึ้นมาเล็กน้อย นางลูบศีรษะของเขาอย่างแ่เบา "โธ่ลูกแม่ เ้าอย่าได้กลัวไปเลย เสด็จพ่อของเ้าตรัสเอาไว้แล้วว่าตอนนี้เ้ายังเด็กนัก แม้จะได้รับการแต่งตั้งเป็อ๋องแล้ว ทว่าก็ยังให้พำนักอยู่ในวังหลวงต่อไปก่อน ต้องรอจนกว่าเ้าจะโตขึ้นอีกสักหน่อย ผ่านพิธีสวมกวานเสียก่อน ค่อยอนุญาตให้ย้ายออกไปตั้งจวนนอกวังหลวงได้"
คำกล่าวนั้นราวกับมีน้ำเย็นจัดสาดโครมลงมาดับฝัน หัวใจของอวิ๋นอี้ป๋อพลันเย็นเฉียบไปค่อนดวง
การได้ออกไปอยู่คนเดียวมันดีจะตายไป! เขาไม่ได้กลัวสักนิด เขาอยากออกไปตั้งจวนอยู่เองต่างหากเล่า!
"เอาล่ะ ๆ เ้าเร่งไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยเถิด แล้วอย่าลืมนำของล้ำค่าติดมือไปเยี่ยมเยียนน้องสาวของเ้าด้วยล่ะ ครั้งนี้ต้องถือว่าเป็เพราะบารมีขององค์หญิงน้อยโดยแท้ มิเช่นนั้น ชาตินี้ตัวแม่เองก็คงไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากเป็แน่"
ภายในวังหลังแห่งนี้ แม้นางจะทรงเป็ผู้ที่มีตำแหน่งศักดิ์ฐานะสูงส่งที่สุดในหมู่สนมชายา ทว่าหากเทียบเื่รูปโฉม นางก็ไม่อาจสู้เฉินเฟยได้ หากเทียบเื่ชาติตระกูล ก็ยังเป็รองเต๋อเฟย และหากกล่าวถึงความรู้ความสามารถ ยิ่งไม่อาจเทียบเคียงพระสนมองค์อื่น ๆ ได้เลย
มาบัดนี้ โอรสของนางได้ดิบได้ดีและได้รับความไว้วางพระทัยจากฮ่องเต้แล้ว สำหรับนางนี่จึงนับเป็เื่มงคลที่ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด
เจาหยวนฮองเฮาทรงถูมือไปมาด้วยความตื่นเต้นยินดี ก่อนจะรีบเสด็จกลับไปยังตำหนักบรรทม รื้อค้นกล่องเครื่องประดับบนโต๊ะเครื่องพระพักตร์ เพื่อควานหาเครื่องประดับรูปแบบที่กำลังเป็ที่นิยมที่สุดในเมืองหลวงยามนี้
ที่ตำหนักเฝ่ยชุ่ย ท่วงทำนองเสียงบรรเลงฉินที่แว่วดังออกมานั้นช่างไพเราะพลิ้วไหว แตกต่างจากบทเพลงอันยั่วยวนของหอนางโลมในเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง ท่วงทำนองนี้ช่างใสกระจ่างและสดชื่น ประดุจสายน้ำพุเย็นฉ่ำที่ชโลมพรมใบหน้า
ครั้นบรรเลงต่อไป จังหวะดนตรีก็ค่อย ๆ หนักแน่นและดุดันขึ้น ราวกับมีกองทัพทหารม้านับหมื่นนับพันกำลังควบทะยานเข้าใส่ เป็ท่วงทำนองที่สั่นะเืไปถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง
ทว่าเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากหน้าประตู เฉินเฟยก็ทรงหยุดมือที่กำลังกรีดกรายลงบนสายฉิน นางกดสายฉินให้หยุดสั่นไหว ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าที่วางอยู่บนมุมโต๊ะขึ้นมาซับปลายนิ้วมือเรียวงามดุจหยกอย่างเชื่องช้า จากนั้นจึงลุกขึ้นเสด็จไปประทับนั่งยังด้านข้าง
"สืบได้ความว่าอย่างไรบ้าง?" เฉินเฟยตรัสถามด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน
"ทูลพระสนม หม่อมฉันสืบรู้มาแล้วเพคะ วันนี้ภายในวัง องค์ชายใหญ่และองค์ชายสามก็ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็ชินอ๋องห้าไข่มุกเช่นเดียวกันเพคะ"
"ข้ารู้อยู่แล้วเชียว ว่าต่อให้จ้งเอ๋อร์ของข้าจะโดดเด่นเพียงใด ฝ่าาก็ไม่เคยทอดพระเนตรเห็นความดีความชอบเลยสักครั้ง"
เฉินเฟยผู้นี้คือพระมารดาขององค์ชายรองอวิ๋นอี้จ้ง นางทรงมีรูปโฉมงดงามหาใดเปรียบ ไม่ว่าจะเป็จมูก ดวงตา เรียวคิ้ว หรือริมฝีปาก ล้วนงดงามสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ยิ่งไปกว่านั้น ทรวดทรงองเอวก็ยังอรชรอ้อนแอ้นเย้ายวนราวกับ์ประทานพรมาให้
เรือนร่างงดงามนั้นสวมอาภรณ์กันหนาวตัวสั้นประดับขนสัตว์สีสันสดใส ปักลวดลายบุปผาเป็กลมเกลียวงดงามวิจิตร บนข้อมือสวมกำไลหยกแดงสลักลาย ใบหูประดับด้วยต่างหูพลอยกุหลาบหยดทอง ลำคอระหงทรงสวมสร้อยมุกเม็ดงาม ริมฝีปากแดงระเรื่อ ประกอบกับแววตาที่หวานหยาดเยิ้ม
ยามทอดสายตามองดูแล้ว นางงดงามประดุจมวลบุปผาแห่งความมั่งคั่งที่กำลังบานสะพรั่งอยู่บนโลกมนุษย์ก็มิปาน
"ข้ากลับไม่เคยรู้เื่นี้เลย ว่าจ้งเอ๋อร์แอบไปที่ตำหนักโซ่วชางั้แ่เมื่อใด แล้วไปช่วยองค์หญิงน้อยเอาไว้ตอนไหนกัน" เฉินเฟยทรงขยับตัวนั่งหลังตรง พลันฉุกคิดได้ว่าพระโอรสของตนเริ่มแอบซ่อนความลับ และออกไปทำเื่ราวต่าง ๆ โดยปิดบังตนเองั้แ่เมื่อใดกัน?
"หม่อมฉันสมควรตายเพคะ! หม่อมฉันดูแลองค์ชายรองไม่ดีพอ!" นางกำนัลผู้นั้นใกลัวจนต้องรีบคุกเข่าดังตุบลงกับพื้น
เฉินเฟยเพียงปรายพระเนตรมองนางกำนัลที่คุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้นด้วยสายตาอันเ็า
ในยามที่เฉินเฟยเพิ่งก้าวเท้าเข้าสู่วังหลวง องค์ชายใหญ่ก็ประสูติออกมาก่อนแล้ว นางจึงใช้กลอุบายสารพัดเพื่อเปิดทางให้ตนเอง หลังจากเข้าวังมาได้ไม่ถึงสามเดือน นางก็ตั้งครรภ์ั และเมื่อให้กำเนิดอวิ๋นอี้จ้ง นางจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็ถึง 'เฉินเฟย'
ในสายตาของนางนั้น แม้องค์ชายใหญ่จะสถานะโอรสสายตรง ทว่าหากมาวัดกันที่สติปัญญาเชิงบุ๋น วรยุทธ์เชิงบู๊ หรือแม้แต่ศาสตร์แห่งการปกครองบ้านเมือง องค์ชายใหญ่กลับไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงโอรสของนางได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ดังนั้น หากมีเหตุให้ฮ่องเต้ทรงรู้สึกรังเกียจองค์ชายใหญ่ หรือหากองค์ชายใหญ่พลาดพลั้งก่อความผิดร้ายแรงจนไม่อาจให้อภัยได้ เมื่อนั้น โอรสของนางย่อมสามารถก้าวขึ้นเป็องค์รัชทายาท
"ลุกขึ้นเถอะ" เฉินเฟยตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบเบา ๆ
"ชาเย็นชืดหมดแล้ว" นางทรงขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้ววางถ้วยชากลับลงบนโต๊ะ
"หม่อมฉันสมควรตาย! หม่อมฉันจะรีบไปชงชาถ้วยใหม่มาถวายพระสนมเดี๋ยวนี้เพคะ!" นางกำนัลผู้นั้นลนลานยกถ้วยชาขึ้น ก้มหน้างุดแล้วรีบจ้ำอ้าวออกไปจากห้องทันที
เมื่อภายในตำหนักเฝ่ยชุ่ยเหลือเพียงเฉินเฟยเพียงคนเดียว นางก็ทรงประสานมือเข้าด้วยกัน แล้วหลับตาลงเพื่อจมอยู่กับห้วงความคิดของตนเอง
เพียงเพราะองค์ชายทั้งสามพระองค์บังเอิญไปช่วยชีวิตองค์หญิงน้อยเอาไว้ ฝ่าาถึงกับยอมแต่งตั้งให้ทั้งสามเป็ถึงชินอ๋องห้าไข่มุก เห็นได้ชัดเลยว่าองค์หญิงน้อยผู้นี้สลักสำคัญอยู่ในพระทัยของฝ่าามากเพียงใด
เช่นนั้น หากองค์ชายใหญ่เกิดพลาดพลั้งทำร้ายองค์หญิงน้อยขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เื่นี้ก็ย่อมกลายเป็สิ่งที่ไปลูบเกล็ดย้อนั และทำให้ฝ่าาทรงกริ้วหนักเป็แน่แท้
คิดได้ดังนั้น เฉินเฟยก็ทรงกระตุกมุมปากขึ้นเป็รอยยิ้ม แววตาของนางทอประกายเหี้ยมเกรียม เมื่อแผนการร้ายเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
"เสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ!" จู่ ๆ เสียงของอวิ๋นอี้จ้งก็ดังขึ้นมาจากหน้าประตู
เรียวคิ้วของเฉินเฟยกระตุกเพียงเล็กน้อย ก่อนที่สีหน้าแววตาจะแปรเปลี่ยนกลับมาเป็พระมารดาผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาและอ่อนโยนในพริบตา
"เสด็จแม่ทรงทราบข่าวหรือยังพ่ะย่ะค่ะ? ลูก เสด็จพี่ใหญ่ และน้องสาม ล้วนได้รับการแต่งตั้งให้เป็ชินอ๋องห้าไข่มุกกันหมดเลยพ่ะย่ะค่ะ!" อวิ๋นอี้จ้งรีบเสด็จมาหาผู้เป็มารดาด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดี
"แม่ได้ยินมาแล้วล่ะจ้งเอ๋อร์ แม่เองก็รู้สึกยินดีกับเ้าด้วยใจจริง ทว่าความปีติยินดีนี้ เ้าจะนำมาเขียนแปะเอาไว้บนใบหน้าไม่ได้เด็ดขาด เ้าต้องรู้จักสงวนท่าทีและสุขุมให้มากกว่านี้ เข้าใจหรือไม่?" เฉินเฟยเอ่ยพลางยกผ้าขึ้นซับหยาดเหงื่อบนหน้าผากให้แก่อวิ๋นอี้จ้ง
"วันข้างหน้า ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น เ้าอย่าได้ทำตัวลุกลี้ลุกลนเยี่ยงนี้อีก การกระทำสิ่งใดในวังหลังแห่งนี้ล้วนต้องสุขุมรอบคอบให้มาก" เฉินเฟยพร่ำสอนพระโอรส ในเมื่อภายภาคหน้า เขาจะต้องก้าวขึ้นเป็ถึงองค์รัชทายาท ความน่าเกรงขามและบารมีเช่นนี้ ย่อมต้องรีบสร้างสมเอาไว้ั้แ่เนิ่น ๆ
"พ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ ลูกจะจดจำเอาไว้" อวิ๋นอี้จ้งหุบรอยยิ้มลง สีหน้ากลับมาเรียบเฉยเยือกเย็นดังเดิม
"ช่างว่าง่ายเสียนี่กระไร เ้ารีบไปที่ห้องเครื่องหลวง สั่งให้คนเตรียมขนมสักหน่อย จากนั้นก็นำไปถวายเพื่อขอบพระทัยเสด็จพ่อของเ้าเถิด"
"พ่ะย่ะค่ะ ลูกจะรีบไปเดี๋ยวนี้"
เมื่อทอดสายตามองแผ่นหลังของอวิ๋นอี้จ้งที่เดินจากไป เฉินเฟยก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด
นางจะต้องไปเยือนตำหนักโซ่วชางสักครา เพื่อขอดูหน้าองค์หญิงน้อยที่เพิ่งประสูติผู้นั้นเสียหน่อย ว่านางเด็กชั้นต่ำน้อยนั่นมันมีหน้าตาเช่นไร หรือมีมนตร์วิเศษอันใด ถึงได้ทำให้พระโอรสที่เคยเชื่อฟังและสุขุมเยือกเย็นมาโดยตลอดของนาง ถึงกับต้องแอบออกไปหา!
ที่ตำหนักฉางชิว เต๋อเฟยกำลังประทับอยู่ด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด
"ถึงกับประทานชินอ๋องห้าไข่มุกให้กับองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองเชียวหรือ!" นางตบโต๊ะด้วยความกราดเกรี้ยว พลางปัดจานขนมบนโต๊ะตกลงไปแตกกระจายอยู่บนพื้น
"พระสนมเพคะ องค์ชายของพวกเราก็ทรงได้รับเช่นเดียวกันนะเพคะ" นางกำนัลคนสนิทข้างกายเต๋อเฟยเอ่ยเตือนสติด้วยน้ำเสียงแ่เบา หวังจะปลอบโยนผู้เป็นาย
"เื่นั้นข้ารู้ดีอยู่แล้ว!" เต๋อเฟยตวาดลั่น
"แต่เ้าจะไปรู้อะไร! การแต่งตั้งเป็ชินอ๋องน่ะ ไม่ช้าก็เร็วล้วนต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่นี่องค์ชายที่โตแล้วทั้งสามพระองค์กลับได้รับการแต่งตั้งไปพร้อม ๆ กันหมด!" เต๋อเฟยกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรง
"หากมองในมุมนี้ มันก็ไม่ได้นับว่าเป็พระมหากรุณาธิคุณที่พิเศษอันใดเลย มิหนำซ้ำ ยังจะเป็การชักนำความริษยาจากผู้คนในวังหลังให้พุ่งเป้ามาเสียมากกว่า" เต๋อเฟยกำผ้าเช็ดหน้าในมือเอาไว้แน่น ใจเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างหนัก
พระโอรสของนางนั้นมีนิสัยใสซื่อบริสุทธิ์และจิตใจดีงาม ปราศจากเล่ห์เหลี่ยมกลโกงใด ๆ เดิมที สถานการณ์ของพระโอรสในวังหลวงแห่งนี้ก็อยู่ในจุดที่ก้ำกึ่งกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่แล้ว ทว่ายามนี้กลับมาได้รับการปูนบำเหน็จจากฝ่าาอีก สายตาทุกคู่ย่อมต้องจับจ้องมาที่องค์ชายทั้งสามพระองค์เป็แน่
สิ่งที่นางทรงหวาดกลัวที่สุด คือพระโอรสอาจถูกผู้มีเจตนาร้ายหลอกใช้ หรือลอบทำร้ายเอาได้
"นับจากนี้ไป พวกเราคงต้องระมัดระวังตัวกันในทุกฝีก้าวเสียแล้ว"
ชุนฮวา นางกำนัลคนสนิทข้างกายเต๋อเฟยพยักหน้ารับ นางเองก็ตระหนักดีว่าตำแหน่งของผู้เป็นายในวังหลวงแห่งนี้นั้นเป็ดั่งคนอยู่ตรงกลาง กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เบื้องบนสุดมีองค์ชายใหญ่ซึ่งเป็โอรสสายตรงที่ประสูติจากฮองเฮา ถัดลงมาก็ยังมีองค์ชายรองซึ่งเป็โอรสของสนมคนโปรดอย่างเฉินเฟย
แม้องค์ชายใหญ่จะมีฐานันดรศักดิ์สูงส่งในฐานะสายเืแท้ ๆ อันดับหนึ่ง ทว่าฮองเฮาก็เคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่ชนเผ่าซยงหนูมาก่อน จึงไม่อาจนับได้ว่าเป็ชาวเมืองหลวงแต่กำเนิดอย่างแท้จริง
ส่วนทางด้านเฉินเฟยนั้น ไม่เพียงแต่จะงดงามโดดเด่นเหนือใคร ทว่ายังเต็มเปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ยิ่งไปกว่านั้น พระโอรสของนางก็ยังเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง เพียบพร้อมไปด้วยความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊อีกด้วย