เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 บทที่ 168 หวงห้าม!

        “แข็งแกร่งขึ้น!” บรรดาศิษย์จากนิกายหยุนไห่ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาหลินเฟิงพูดถูก ถ้านิกายหยุนไห่แข็งแกร่งแล้วใครจะสามารถทำลายได้? ถ้าหากพวกเขาแข็งแกร่ง พวกเขาคงไม่ต้องกลายเป็นทาส!

        ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งเพียงสะบัดมือเล็กน้อย ก็สามารถทำลายนิกายหรือแม้กระทั่งอาณาจักรได้นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าสง่างามและสูงส่งเทียมเมฆ ทว่าพวกเขามันอ่อนแอดังนั้นจึงถูกคนอื่นรังแก และบีบบังคับให้กลายเป็นทาสโดยไม่ยินยอม พวกเขาทุกคนถูกกดขี่ข่มเหงเหมือนไม่ใช่คน!!!

        หลินเฟิงมองปฏิกิริยาตอบสนองของทุกคนอย่างพึงพอใจ แต่ละคนต่างกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดหัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกอัปยศ มีเพียงผู้ที่ถูกประทับตราทาสและกลายเป็นทาสเท่านั้นจึงเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่าอัปยศและเข้าใจหลักการปลาใหญ่กินปลาเล็กของโลกใบนี้ ที่แห่งนี้ไม่มีที่ยืนสำหรับคนอ่อนแอพวกเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น! เพื่อยืนหยัดบนโลกใบนี้ให้ได้!!!ปณิธานของพวกเขาพลันลุกโชนรุนแรง

        ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างจ้าขึ้น ก่อนที่เคล็ดวิชาจะปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขาเคล็ดวิชาเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่หลินเฟิงได้รับมาจากวิหารโบราณของนิกายหยุนไห่และตอนนี้หลินเฟิงได้กลายเป็นประมุขแล้ว ดังนั้นเขาจำเป็นต้องช่วยศิษย์เหล่านี้ให้แข็งแกร่งขึ้น

        “ก่อนที่ท่านประมุขหนานกงหลิงจะเสียชีวิตเขาได้แต่งตั้งข้าเป็นประมุขนิกายคนใหม่ เคล็ดวิชาเหล่านี้คือเคล็ดวิชาที่ร้ายกาจและทรงพลังที่สุดของนิกายหยุนไห่พวกมันเป็นเคล็ดวิชาระดับลี้ลับ พวกเจ้าสามารถหาเคล็ดวิชาหรือเทคนิคที่เหมาะสมสำหรับตัวเองและนำกลับไปฝึกฝนเสีย”

        หลินเฟิงวางเคล็ดวิชาและเทคนิคต่างๆ ลงบนพื้น ทำให้ทุกคนต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจเคล็ดวิชาหรือเทคนิคล้วนสามารถดึงดูดใจเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ได้เป็นอย่างดี

        ศิษย์หลายคนวิ่งเข้ามาเพื่อเลือกเคล็ดวิชาหรือเทคนิค แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยืนอยู่กับที่ขณะจ้องมองไปที่หลินเฟิง

        “ถอยไป!” หลินเฟิงก้าวเท้าขึ้นมาขวางขณะที่ปลดปล่อยลมปราณที่เยือกเย็นออกมา ทำให้หลายๆ คนที่กำลังเลือกเคล็ดวิชาหรือเทคนิคทักษะต่างตื่นตกใจและเงยหน้ามองหลินเฟิง

        “ไสหัวออกไป!”

        ดวงตาของหลินเฟิงฉายแววเย็นชาขึ้นมา ทำให้ศิษย์บางคนต่างพากันงุนงงพวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมหลินเฟิงถึงโกรธขนาดนี้ แต่พวกเขาก็ยอมถอยไปแต่โดยดี

        “ท่านประมุข” ศิษย์บางคนที่ไม่ได้วิ่งเข้าไปเลือกเคล็ดวิชาก่อนหน้านี้พลันโค้งคำนับให้หลินเฟิง ทำให้คนอื่นๆ เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา ก่อนที่พวกเขาจะโค้งคำนับหลินเฟิงและกล่าวตามว่า“ท่านประมุข”

        หลินเฟิงกวาดสายตามองทุกคนด้วยสายตาเย็นชา ก่อนกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “พวกเจ้าทุกคนทำให้ข้าผิดหวัง”

        เมื่อพวกเขาได้ยินหลินเฟิงพูดแบบนี้ หัวใจทุกคนก็สั่นสะท้านขึ้นมา

        “ข้าไม่ได้ต้องการได้ยินพวกเจ้าเรียกข้าว่าท่านประมุข ข้าเพียงอยากทดสอบว่าจะมีพวกเจ้าสักกี่คน ที่สามารถควบคุมตัวเองได้เมื่อเผชิญหน้ากับความโลภคนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ตรงหน้าแล้วพุ่งเข้าใส่โดยไม่แยกแยะสถานการณ์ ไม่มีทางเป็นผู้ที่แข็งแกร่งได้พวกเจ้าบอกว่าอยากแข็งแกร่งขึ้น?! หึ!ดูจากการกระทำของพวกเจ้าแล้ว มันคงเป็นได้แค่ความฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้น!!!”

        หลินเฟิงกล่าววาจาหยาบคาย “ข้าไม่รู้ว่าเพราะพวกเจ้าเป็นทาสมานานเกินไปหรือเปล่า?! จิตใจของพวกเจ้าถึงกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวและทอดทิ้งผู้อื่น หรือมันเป็นกมลสันดานของพวกเจ้าอยู่แล้ว? ข้าช่วยพวกเจ้าออกมา แต่พวกเจ้าก็ตอบแทนข้าด้วยการแย่งชิงของของข้า?! แม้กระทั่งมารยาทขั้นพื้นฐานก็ไม่มีหรือพวกเจ้าคิดว่าเพียงแค่ประจบเอาใจผู้ที่แข็งแกร่งกว่า จะทำให้พวกเจ้ากลายเป็นคนสนิทของประมุข?”

        “พวกเจ้าทุกคนทำให้ข้าผิดหวัง”

        หลินเฟิงย้ำประโยคนี้อีกครั้ง ทำให้ทาสผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดรู้สึกแก้มร้อนผ่าว

        “ข้าติดหนี้พวกเจ้าหรือ? ข้าจ่ายหินหยวนไปตั้งหลายพันก้อนเพื่อนำพวกเจ้าออกมาแต่ดูพวกเจ้าทำสิ? นี่ข้าช่วยพวกมารยาททรามออกมาอย่างนั้นหรือ?! รู้สึกละอายใจบ้างไหม? เพียงเพื่อผลประโยชน์พวกเจ้าก็ลืมบุญคุณกันไปแล้ว? ถ้าข้าเลี้ยงดูพวกเจ้า ในอนาคตหากเพื่อผลประโยชน์แล้ว บางทีพวกเจ้าคงพร้อมขายสหายของตัวเองหรือแม้แต่ขายข้าก็ได้”

        หลินเฟิงจ้องมองทุกคนแล้วพูดต่อไปว่า “แน่นอนว่าบางทีพวกเจ้าอาจลืมตัวไปดังนั้นจงจำเรื่องในวันนี้ไว้ให้ดี ครั้งนี้ข้าจะยกโทษให้ แต่ครั้งหน้าหากมีพบว่าใครมีพฤติกรรมแบบนี้อีกข้าจะไม่ไว้ชีวิตแม้แต่คนเดียว!”

        “จำไว้ว่าข้าไม่ชอบพูดไร้สาระ และที่สำคัญข้าไม่ใช่คนโง่ที่หลงคำยอเล็กๆ น้อยๆพวกนี้” หลินเฟิงพูดอย่างเย็นชา “ถ้าใครไม่พอใจหรืออยากจะไปตอนนี้ก็สามารถพูดได้”

        ทุกคนมองไปที่หลินเฟิงแล้วส่ายหน้า

        “จำไว้ว่าพวกเจ้าเป็นคนตัดสินใจเอง” หลินเฟิงพูดจบก็หันหลังเดินจากไปทันทีพร้อมทิ้งท้ายไว้ว่า “พวกเจ้าสามารถเลือกเคล็ดวิชาและเทคนิคที่อยู่บนพื้นได้ตามสบายพวกเจ้าจะต้องหมั่นฝึกฝนตั้งแต่วันนี้ และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปจากที่นี่ อีกสามเดือนข้างหน้าข้าจะกลับมาใหม่”

        หลินเฟิงเดินจากไปโดยมีอีเสวี่ยและป้าเตาเดินตามหลังเงียบๆ

        “ป้าเตา เจ้าต้องอยู่ที่นี่เหมือนกัน” หลินเฟิงหันมาพูดกับป้าเตาขณะเดียวกันก็ยื่นเคล็ดวิชาเล่มหนึ่งให้กับเขา “เคล็ดวิชาเล่มนี้เหมาะกับเจ้ามากข้าอยากให้เจ้าฝึกมัน อีกอย่างถ้าหากคนพวกนั้นกล้าก้าวเท้าออกจากคฤหาสน์แม้แต่ครึ่งก้าวให้ฆ่าพวกมันซะ!”

        ตอนที่หลินเฟิงพูดคำว่า ‘ฆ่า’ เขาได้ปล่อยจิตสังหารออกมาเล็กน้อยทำให้ป้าเตาและอีเสวี่ยต่างเงยหน้ามองหลินเฟิงด้วยความตระหนก

        สีหน้าของหลินเฟิงดูไร้อารมณ์ ขณะที่หมุนตัวเดินจากไป

        หลินเฟิงจำไว้เสมอว่าโลกใบนี้มันโหดร้ายที่เขายอมเสียหินหยวนไปตั้งมากเพื่อช่วยพวกเขา และยังมอบเคล็ดวิชากับเทคนิคต่างๆ ให้มากมายพร้อมทั้งเลี้ยงดูอย่างดี ทั้งหมดเป็นเพราะนิกายหยุนไห่ 4 คำนี้

        แต่ถ้าหากคนพวกนั้นไม่สำนึกบุญคุณของเขา และเลือกที่จะหนีอย่างไม่ละอายแก่ใจเมื่อถึงตอนนั้นหลินเฟิงก็จะฆ่า! ต่อให้เป็นคนจากนิกายเดียวกันก็ตาม!!!

        ยิ่งไปกว่านั้น หากพวกเขาเลือกที่จะจากไป หลินเฟิงก็ถือว่าพวกเขาไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับนิกายหยุนไห่อีก! คนไร้ยางอายแบบนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนิกายหยุนไห่ จะเสียดายไปทำไม? หากต้องสูญเสียคนแบบนั้นไป ต่อให้พวกมันอยู่แล้วจะมีประโยชน์อะไร? หรือจะให้พวกมันอยู่รอขายข่าวของตัวเองก่อน?

        ศิษย์ที่อยู่ในคฤหาสน์พวกนั้น คือเลือดหยดสุดท้ายของนิกายหยุนไห่ดังนั้นหลินเฟิงจึงไม่อยากทอดทิ้งพวกเขาไป

        ป้าเตายืนนิ่งอยู่กับที่ขณะมองไล่หลังหลินเฟิงไป จากนั้นเขาก็ก้มหน้าลงและพลิกเคล็ดวิชาในมือทันใดนั้นร่างของป้าเตาพลันสั่นสะท้าน

        “คมมีดสังหาร เป็นเคล็ดวิชาระดับพิภพ หลังจากฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุดจะสามารถขัดเกลาเจินชี่ให้แหลมคมดุจมีดและสามารถทำลายล้างทุกอย่างได้”

        “คมมีดสังหาร! เคล็ดวิชาระดับพิภพ!”

        ป้าเตาพึมพำกับตัวเอง เคล็ดวิชาเล่มนี้ราวกับถูกสร้างมาเพื่อเขาโดยเฉพาะและยังเป็นเคล็ดวิชาระดับพิภพที่ทรงพลังอีกด้วย!!!

        ป้าเตาเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของหลินเฟิงอีกครั้ง ความคิดของหลินเฟิงยากจะคาดเดาได้แต่สิ่งเดียวที่เขาแน่ใจก็คือหลินเฟิงเป็นคนที่ฉลาดมาก

        ที่หลินเฟิงมอบเคล็ดวิชาระดับพิภพให้กับเขาอย่างง่ายดายแสดงให้เห็นว่าหลินเฟิงไว้ใจเขามาก เรื่องนี้ทำให้ป้าเตารู้สึกหนักอึ้งในใจเล็กน้อย

        ดูเหมือนว่าเขาจะติดหนี้บุญคุณของหลินเฟิงมากขึ้นทุกที

        …

        เมื่อหลินเฟิงกลับมาที่สำนักเทียนอี้ สิ่งแรกที่เขาทำก็คือพาอีเสวี่ยไปยังหอพักที่ตัวเองอาศัยอยู่จากนั้นเขาก็เดินไปที่สวนท้อ ทันใดนั้นหลินเฟิงก็ได้ยินเสียงพิณบรรเลงอันไพเราะลอยมาตามลม

        ดูเหมือนอาจารย์กำลังบรรเลงเพลงกู่ฉินไม่ไกลจากเขาเท่าไรนักนิ้วมือทั้งสิบของอาจารย์กำลังพลิ้วไหวไปตามทำนอง

         เพียงได้สดับฟัง จิตใจของหลินเฟิงก็สงบยิ่งขึ้น ราวกับจิตใจของเขากำลังถูกชำระล้าง

        หลินเฟิงฟังอาจารย์ดีดเพลงกู่ฉินอยู่ครึ่งวัน ก่อนเดินออกมาจากสวนท้อและตรงไปยังหอฝึกฝน

        เวลาสามเดือนสำหรับผู้ฝึกยุทธ์นั้นไวราวกับดีดนิ้ว หลินเฟิงไม่ลืมว่าตัวเองได้สัญญาอะไรไว้กับเฮยม่อ

        ตอนนี้หลินเฟิงได้ทะลวงผ่านขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 ประกอบกับไพ่ตายจำนวนมากดังนั้นหลินเฟิงจึงมั่นใจว่าเขาสามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่6 ได้

        แต่ความแข็งแกร่งของเฮยม่อนั้น อยู่จุดสูงสุดของขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่6 แม้แต่คนที่อยู่ในระดับเดียวกันก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขากระทั่งคนที่อยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 7 ก็ยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับเฮยม่อเห็นได้ชัดว่าเขาเป็นตัวอันตราย

        เฮยม่อเป็น 1 ใน 10 ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักเทียนอี้นอกจากนี้หากครบสามเดือนตามที่ตกลงกันไว้ จะแน่ใจได้อย่างไร? ว่าการบ่มเพาะของเฮยม่อจะไม่แข็งแกร่งขึ้น?

        ความแข็งแกร่งของหลินเฟิงมันยังไม่เพียงพอ เขายังห่างไกลจากเฮยม่อมาก

        เฮยม่อสามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 7ได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับหลินเฟิงนั้น การจะเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้น7 นั้นถือว่าเป็นเรื่องยาก

        เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภัตตาคาร หากชายชุดเทาไม่ทุ่มกำลังใส่ป้าเตาก็คงไม่มีทางที่จะถูกหลินเฟิงสังหารเพียงครั้งเดียว 

        ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่หลินเฟิงเดินไปยังหอฝึกฝน หลังจากที่ฟังเพลงกู่ฉินในสวนท้อแล้ว

        ครั้งนี้หลินเฟิงไม่ได้ขึ้นไปยังชั้นบนๆ แต่กลับเลือกลงไปชั้นสามแทนเมื่อก้าวเท้าเข้ามา หลินเฟิงก็รู้สึกได้ถึงหยวนชี่ที่หนาแน่นและรุนแรง

        บางคนที่ลงมาชั้นสาม เมื่อเห็นหลินเฟิงยืนเงียบๆ อีกฝั่งหนึ่งราวกับว่ากำลังหาห้องฝึกที่ว่างอยู่ ก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าแปลกใจขึ้นมา

        ไม่รู้ว่าหลินเฟิงเป็นศิษย์สายทหารที่แข็งแกร่งมากจากไหนถึงได้มาเดินหาห้องว่างในชั้นสาม แต่ต้องรู้ว่าห้องชั้นสามล้วนถูกคนจับจองไว้หมดแล้ว

        หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือห้องทุกห้องในชั้นสามได้กลายเป็นห้องส่วนบุคคลไปแล้วถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไป

        ดังนั้นเมื่อหลินเฟิงเห็นว่าบนชั้นสามมีห้องว่างอยู่สองห้อง แต่คนอื่นๆ กลับเดินผ่านขึ้นชั้นบนก็อดแปลกใจไม่ได้ 

        ยิ่งไปกว่านั้น บนประตูของห้องก็มีตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนคำว่า ‘หวงห้าม’ ถัดจากนั้นก็คือชื่อของใครบางคน!

คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน