บทที่20 เจียวเหม่ย
กุนไท่ที่ได้ยินเช่นนี้สีหน้าพลันปรากฏความงุนงงเพราะเขานั้นไม่รู้จักหินจิติญญาเลยแม้แต่น้อยทหารยามที่เห็นสีหน้าของกุนไท่พลันยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายพลางคิดในใจ
หึ หึ เป็อย่างที่ข้าคิดไม่มีผิด! เ้าเด็กนี่ไม่เคยมาเมืองนี้ดูจากอาภรณ์ที่มันสวมใส่แล้วมันน่าจะมีทรัพย์ไม่น้อยเลย
ทหารยามอีกคนก็คิดเช่นเดียวกันมันกล่าวขึ้นมาทำลายความเงียบ
“เ้าคงไม่รู้จักหินจิติญญาสินะ หินจิติญญาเป็เงินตราของเมืองนี้แน่นอนว่าหินก็มีระดับของมันด้วย ต่ำ กลาง และสูง! ภายในหินนั้นเต็มไปด้วยพลังที่สามารถดูดซับได้ทำให้การบ่มเพาะรวดเร็วขึ้น!ยิ่งคุณภาพของหินดีเท่าไหร่ปริมาณที่ได้รับการดูดซับยิ่งได้รับมากขึ้นเท่านั้นเอาอย่างนี้เป็อย่างไร เนื่องจากเ้าเป็ผู้มาใหม่ข้าจะช่วยเ้าเอง! เ้าสามารถนำสิ่งมีค่าที่เท่าเทียมมาแลกเปลี่ยนได้แล้วข้าจะพิจารณาว่าเ้าจะได้หินจิติญญาเท่าไหร่!”
หลังจากที่ฟังจนจบแล้ว กุนไท่ก็ยิ้มเยาะในใจว่าพวกมันคิดว่าข้าเป็หมูอ้วนที่ใกล้ตาย? ที่จะสามารถฆ่าแล้วเอาเนื้อไปได้โดยง่าย?กุนไท่นั้นรู้อยู่แล้วว่ายามพวกนี้้าที่จะหลอกเขา นี่หรือเมืองอี้? ไม่สมกับชื่อเลยแม้แต่น้อย!(เมืองยุติธรรม) แถมพวกมันยังพูดอีกว่าจะช่วยข้า? นี่มันเป็การยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวชัดๆพวกมันจะได้ทั้งสมบัติของข้าและข้ายังกลายเป็ติดหนี้บุญคุณพวกมันเนื่องจากช่วยข้าในการแลกเปลี่ยนอีกด้วย
กุนไท่ยังคงปั่นสีหน้าทำเป็ไร้เดียงสาั์ตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและขอบคุณยามทั้งสองที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มเยาะในใจ ภายในใจของพวกมันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ว่าอีกฝ่ายจะเอาสิ่งล้ำค่าอะไรออกมาให้พวกเขากัน!
“ท่านทั้งสองคิดว่าของสองสิ่งนี้ มีมูลค่าเพียงใด?”
กุนไท่กล่าวจบพลันปรากฏกล่องสีเหลี่ยมขนาดเท่าฝ่ามือออกมามันประดับไปด้วยหยกและมรกตที่ดูล่ำค่าเพียงแค่กล่องเพียงอย่างเดียวยังล่ำค่าขนาดนี้! แล้วของที่อยู่ข้างในจะขนาดไหน!ทหารยามทั้งสองคิดในใจ พวกมันเต็มไปด้วยความตื่นเต็มและตกตะลึง
มือพวกมันสั่นไปด้วยความตื่นเต้นก่อนจะยื่นออกไปเพื่อหวังจะหยิบกล่องนั้นจากมือของกุนไท่ขณะที่กำลังจะหยิบนั้น ปรากฏเสียงใสของสตรีดังขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“หยุดนะ!”
หลังจากที่เสียงนั้นจบลงปรากฏดุรณีน้อยนางหนึ่งอายุราว 17 ปี ผมยาวสีดำขลับของนางสยายไปตามลมั์ตาสีฟ้าใสดุจแม่น้ำจากสรวง์ที่บริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์สีขาวของนางนั้นดูแล้วช่างเหมาะกับนาง ทำให้ดูงดงามวิจิตตระการตามากขึ้นไปอีกแต่ใบหน้าที่งดงามนั้นกลับเต็มไปด้วยความโกธร
“พวกเ้าจะทำให้เมืองนี้เสียชื่อหรืออย่างไรกัน ถึงได้ทำสิ่งที่น่ารังเกียจถึงเพียงนี้!”
เสียงของนางดังอีกครั้งทหารยามทั้งสองที่เห็นนางสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็ความหวาดกลัวและเคร่งเครียดพวกมันรีบคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับคำนับอย่างรวดเร็วพลางกล่าวขึ้นมาว่า
“ยกโทษให้ข้าด้วย ท่านเจียวเหม่ยพวกข้าจะไม่ทำอีกแล้ว!”
“หึ ไสหัวไปซะ!”หญิงสาวที่ชื่อเจียวเหม่ยตอบกลับไปพลางโบกมือไล่
ทหารยามทั้งสองได้เห็นเช่นนั้นก็รีบจากไปอย่างรวดเร็วด้วยความกลัวกุนไท่ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นก็ยิ้มอย่างเป็มิตรพลางคิดในใจว่า นางช่างมีจิตใจดียิ่งนัก! แถมนางอายุเพียง 17 ปี กลับอยู่ระดับเดียวกับข้าแล้ว อายุเพียงเท่านี้นับว่าหาได้ยาก!
กุนไท่พยักหน้าให้นางอย่างขอบคุณ แท้จริงแล้วแม้นางจะไม่ช่วยเขาไว้ ตัวเขาก็สามารถเอาตัวรอดได้เพราะสมบัติในมือของเขานั้นมันไม่มีอยู่จริง!มันเป็แค่ภาพลวงตาที่เขาสร้างขึ้นมาเท่านั้นคนส่วนมากจะไม่ได้สังเกตอะไรมากนักเพราะปรมาจารย์ด้านมายาหาได้ยากยิ่ง ตำแหน่งความพวกเขานั้นสูงส่งเสียยิ่งกว่าปรมาจารย์ด้านโอสถด้านค่ายกล ด้านฝึกสัตว์ และอื่นๆอีกมาก กว่าภาพลวงตาจะหายไปนั้นคงอีก 7 วันเมื่อถึงเวลานั้น เขาคงจากไปไกลเสียแล้ว
“ขอบคุณแม่นางมากที่ช่วยเหลือข้ามิเช่นนั้นข้าคงต้องเสียเปรียบแล้ว!” กุนไท่กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มพลางประสานมือขอบคุณครับ
“ไม่เป็ไรหรอกข้าเพียงแค่ไม่อยากเห็นคนทำชั่วต่อหน้าต่อตาข้าและข้าแค่เอ่ยเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้นไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก”
นางตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นกันนางเวลานี้ดูงดงามมากทำให้ชายหนุ่มที่เดินผ่านไปมารู้สึกหลงรักนาง แต่พวกเขานั้นไม่กล้าเข้าใกล้นางเพราะรู้ถึงสถานะของนางดี
“ถึงอย่างนั้น ท่านก็เป็ผู้ช่วยข้าให้ข้าได้ตอบแทนท่านเถอะ!”
“เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะพาเ้าไปหาที่พักก่อนละกันระหว่างเดินข้าจะอธิบายถึงสิ่งต่างๆให้เ้าฟังก่อนแล้วกัน”
เมื่อนางกล่าวจบนางก็เดินนำเข้าเมืองไปทหารยามที่เหลือนั้นต่างทำความเคารพนาง กุนไท่เดินไปอยู่ข้างๆนางเช่นกันทั้งสองก็ได้แนะนำตัวและนางก็ได้อธิบายในเื่ที่กุนไท่ไม่รู้
นางนั้นเป็บุตรสาวของหัวหน้าตระกูลเจียวตระกูลเจียวนั้นเป็หนึ่งในตระกูลใหญ่ของเมืองอี้ เมืองอี้มีตระกูลใหญ่อยู่ทั้งหมด3 ตระกูล ได้แก่ ตระกูลเจียว ตระกูลซือ และตระกูลหานส่วนผู้ที่ปกครองเมืองที่แท้จริงนั้นคือสำนักัครามซึ่งเ้าสำนักของสำนักัครามนั้นยังเป็เ้าเมืองนี้อีกด้วย ตระกูลใหญ่ทั้ง 3นั้นต่างส่งบุตรหลานของตนเองไปเป็ศิษย์ด้วยกันทั้งนั้นและเจียวเหม่ยเองก็เป็ศิษย์ของสำนักัครามเช่นเดียวกันแต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือสำนักนี้เป็แค่สาขาย่อยเท่านั้นมันบ่งบอกได้เพียงความแข็งแกร่งของสำนักย่อยนั้นยังสามารถปกครองเมืองนี้ได้ แล้วสาขาใหญ่จะแข็งแกร่งขนาดไหน!
นางอธิบายอย่างกระชับเพื่อให้กุนไท่เข้าใจได้โดยง่ายทั้งสองพูดคุยกันจนเริ่มสนิทสนมกันการเรียกขานกันนั้นเปลี่ยนไปอย่างสนิทสนมมากขึ้นทั้งสองไปหาโรงเตี๊ยมมากมายแต่กลับไม่เหลือห้องว่างเลยแม้สักห้องเดียว
“น้องไท่ ไม่มีโรงเตี๊ยมอีกแล้วข้าว่าเ้าต้องไปพักที่ตระกูลข้าแล้ว”
“ถ้าอย่างงั้น ต้องรบกวนพี่เหม่ยด้วย” กุนไท่ตอบกลับไปพลางขอบคุณ
“และอีกอย่าง เ้าเอาสิ่งนี้ไปใช้เถอะ!” เจียวเหม่ยกล่าวพลางโยนแหวนมิติให้วงหนึ่ง
กุนไท่ตรวจสอบข้างในอย่างรวดเร็วแล้วเห็นว่า ข้างในมีหินจิติญญาประมาณ 10ก้อน ทุกก้อนรวดเป็ระดับกลาง หินจิตญาณนั้นคนส่วนมากใช้กันแค่ระดับต่ำมีส่วนน้อยที่มีระดับกลาง ส่วนระดับสูงนั้น มีแค่ตระกูลใหญ่หรือผู้มั่งคั่งเท่านั้นถึงจะมีใช้ได้หินระดับสูงส่วนมากนั้นเอาไว้ใช้เพื่อบ่มเพาะหรือไม่ก็เอาไปแลกของมีค่าที่เท่าเทียมกัน 100 ก้อนระดับต่ำเทียมเท่าระดับกลาง 1ก้อน 100ก้อนระดับกลางเทียมเท่ากับระดับสูง 1 ก้อน!
กุนไท่ที่ได้รับหินจิติญญาระดับกลาง 10 ก้อนจากเจียวเหม่ยได้นั้นอธิบายได้ว่านางนั้นใจกว้างเป็อย่างมาก กุนไท่กำลังจะปฏิเสธแต่เพียงแค่อ้าปากเจียวเหม่ยก็พูดขัดขึ้นมาว่า
“เ้าไม่ต้องเกรงใจข้าเพียงแค่ให้ยืมก่อนเท่านั้น หลังจากที่เ้ามีแล้วค่อยคืนข้าก็ยังมิสายอีกอย่างข้าเป็พี่สาว ข้าต้องช่วยน้องชายเป็ธรรมดาอยู่แล้ว”
กุนไท่ยอมรับน้ำใจนี้อย่างว่าง่ายเพราะคิดๆดูแล้ว หินระดับกลางแค่ 10 ก้อนก็ไม่ได้มีค่าอะไรเขาสามารถเอาโอสถจากในแหวนมิติของเขาออกมาแลกเปลี่ยนได้เขาเก็บโอสถพวกนี้ไว้เพื่อใช้ประโยชน์แล้วโอกาสนี้มันก็มาถึง! โอสถสำหรับเขาไม่มีประโยชน์อะไรเพราะร่างกายของเขาไม่ยอมรับ มันจะทำให้รากฐานเสียหายและกลิ่นอายในร่างกายอาจถึงขั้นสลายหายไป!แต่หินจิติญญานั้นแตกต่างออกไป มันสามารถดูดซับได้โดยตรงเพียงแค่หินจิติญญาระดับสูงแค่ก้อนเดียวเขาสามารถทะลวงไประดับสร้างรากฐานได้ทันที! มูลค่าสิ่งต่างๆในการแลกเปลี่ยนตอนนี้เขาเข้าใจเรียบร้อยแล้วจากการอธิบายของเจียวเหม่ยและแล้วทั้งสองก็มาถึงตระกูลเจียว!