ผู้อำนวยการซุนนิ่งอึ้งไปสักพักก่อนจะยิ้มเจื่อนแล้วกล่าวว่า “ถ้าสวีจือชิงซื้อตั๋วนอนได้ทางเราย่อมให้เบิกอยู่แล้วครับ”
“ถ้าอย่างนั้นคงต้องขอบคุณผู้อำนวยการซุนล่วงหน้าแล้วละค่ะ”
ตกเย็นสวีหว่านหนิงกับหลินเฉวียนกลับบ้านพร้อมกัน
ตอนเดินผ่านฝ่ายคณะใหญ่สวีหว่านหนิงถูกหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่เรียกไว้
“สวีจือชิงวันนี้มีคนจากปักกิ่งโทรหาคุณหลายสาย ผมจดเบอร์เอาไว้หมดแล้วคุณมาดูสิว่าจะโทรกลับไปหรือไม่”
เบอร์โทรศัพท์เหล่านี้สวีหว่านหนิงคุ้นตาทั้งสิ้นสายหนึ่งโทรมาจากห้องทำงานของพี่ใหญ่ อีกสายมาจากหลินอันและสายสุดท้ายคือสายจากผู้อำนวยการจาง
สวีหว่านหนิงเลือกที่จะโทรกลับไปหาผู้อำนวยการจางก่อนเป็นคนแรก
หลังจากทักทายกันสั้นๆผู้อำนวยการจางก็พูดเปิดอกว่า “หว่านหนิง พี่ปรึกษากับทางห้างสรรพสินค้าแล้วพวกเขาต้องการสั่งซื้อลูกท้อในโหลแก้วห้าร้อยใบ แต่จะต้องรับรองคุณภาพให้พวกเขาด้วย”
“พี่จางพี่ช่วยฉันได้มากจริงๆ ค่ะ!วางใจได้นะคะ ลูกท้อในโหลแก้วที่ทางโรงงานสาขาย่อยผลิตแม้จะไม่กล้าโอ้อวดว่าเป็นสินค้าที่ดีที่สุดของประเทศจีนแต่ฉันรับรองได้ว่าคุณภาพของพวกเราจะไม่มีปัญหาค่ะ”
หลังจากวางสายผู้อำนวยการจางสวีหว่านหนิงก็รีบโทรหาพี่ใหญ่
“เรื่องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพี่เตรียมการขั้นต้นไว้หมดแล้วส่วนที่เหลือจำเป็นต้องให้น้องกลับมาดำเนินการที่ปักกิ่งเองน้องจะกลับมาเมื่อไรล่ะ”
“วันนี้ฉันเพิ่งได้สัญญาจากทางโรงงานอาหารชุนหัวสองวันนี้คงต้องสะสางงานที่โรงงานสาขาย่อยก่อนแล้วจะเตรียมตัวออกเดินไปที่ปักกิ่งค่ะ”
สวีหว่านหนิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าน้ำเสียงของพี่ใหญ่ผ่อนคลายขึ้นมาก
“อย่างนั้นก็ดีพวกเราจะรอน้องอยู่ที่ปักกิ่งนะ”
สวีหว่านหนิงโทรหาหลินอันเป็นคนสุดท้าย
เธอรู้ว่าหลินอันใช้โทรศัพท์ตั้งโต๊ะของกองทหารปกติแล้วจะต้องผ่านการประสานงานหลายขั้นตอนกว่าเขาจะมารับสายได้ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะโทรหาเขาเป็นคนสุดท้าย
เธอเตรียมใจรอสายเป็นเวลานานแต่นึกไม่ถึงเลยว่าหลังเสียงสัญญาณดังขึ้นไม่กี่ครั้งก็ต่อสายติด
“หว่านหนิงใช่เธอหรือเปล่า” เสียงที่ดังขึ้นเป็นเสียงของหลินอัน
เพราะเป็นการพูดคุยผ่านสายโทรศัพท์เสียงทุ้มของเขาจึงยิ่งดูทุ้มต่ำกว่าเดิม ทั้งยังเจือไปด้วยความอบอุ่น
“ฉันเองคุณโทรมาตอนนี้เพราะมีเรื่องด่วนหรือเปล่า”
หลังจากพูดจบสวีหว่านหนิงก็อยากจะตบปากตัวเองสักสองครั้ง
เธอเก่งเรื่องจบบทสนทนาเสียจริง
ปลายสายหลินอันนิ่งอึ้งไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเอ่ยว่า “ใช่ ก่อนหน้านี้ฉันเคยบอกไว้ว่าหากโอกาสเหมาะสมแล้วให้พาไต้เหว่ยมาทำงานที่ปักกิ่ง ตอนนี้ถึงเวลาแล้วเธอกลับบ้านไปแล้วลองถามไต้เหว่ยดูว่า อยากจะมาปักกิ่งหรือเปล่า”
“ได้สิฉันกลับไปแล้วจะถามเขาให้นะ หลังจากได้คำตอบแล้วจะโทรไปหาคุณอีกครั้ง”
“ได้”
จากนั้นทั้งคู่ก็เงียบไปเป็นเวลานาน
ผ่านไปสักพักหลินอันถึงถามว่า “แม่กับลูกๆ สบายดีไหม”
“อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้วขาของแม่จึงไม่ได้ปวดมากเหมือนก่อนหน้านี้ และเดินเหินได้คล่องแคล่วขึ้นมาก พวกลูกๆก็เป็นเด็กดี เพียงแต่มักจะคิดถึงคุณอยู่บ่อยๆ”
“ไว้ฉันมีวันหยุดแล้วจะกลับไปเยี่ยมพวกเธอ”
สวีหว่านหนิงมองไม่เห็นสีหน้าของหลินอันให้เธอคุยสัพเพเหระกับเขาแล้วมันรู้สึกตะขิดตะขวงใจไปหมดเพราะฉะนั้นเธอจึงรีบวางสายไป
สวีหว่านหนิงเดินออกจากฝ่ายคณะใหญ่มาแล้วแต่จู่ๆ ก็ฉุกคิดบางอย่างได้จึงวกกลับไปอีกครั้งจากนั้นก็วางธนบัตรสิบหยวนลงตรงหน้านักบัญชีสวี
นักบัญชีสวีกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ดีๆ ก็มีเงินสิบหยวนมาวางตรงหน้า เขานิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะตั้งสติได้
“สวีจือชิงคุณทำอะไร”
“ฝ่ายคณะใหญ่เพิ่งติดตั้งโทรศัพท์ได้เดือนกว่าๆแต่ช่วงนี้ฉันใช้โทรศัพท์ไปไม่น้อยรบกวนนักบัญชีสวีช่วยจดบันทึกเงินสิบหยวนก้อนนี้เอาไว้ด้วยนะคะถ้าฉันใช้โทรศัพท์จนครบจำนวนแล้วรบกวนบอกฉันที แล้วฉันจะมาจ่ายเงินเพิ่มค่ะ”
“สวีจือชิงทำแบบนี้ไม่ได้หรอก คุณช่วยแก้ไขปัญหาให้หมู่บ้านของเราตั้งมากมาย แค่โทรศัพท์ไม่กี่ครั้งผมจะเก็บเงินคุณได้อย่างไร”
“มันเป็นคนละเรื่องกันค่ะฉันสมควรจ่ายค่าโทรศัพท์ ไม่อย่างนั้นหากคนในหมู่บ้านรู้เข้า ไม่ใช่แค่ฉันเท่านั้นพวกหัวหน้าของคุณก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปด้วย”
นักบัญชีสวีตัดสินใจเองไม่ได้จึงต้องหันไปมองหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กับผู้ใหญ่บ้าน
หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ถอนหายใจ“เช่นนั้นก็ทำตามที่สวีจือชิงบอก รับเงินเอาไว้ต่อไปถ้าเธอใช้โทรศัพท์ก็หักค่าใช้จ่ายจากเงินก้อนนี้”
นักบัญชีสวีได้ยินดังนั้นก็เก็บเงินไว้ก่อนจะจดบันทึกลงบนสมุดอย่างตั้งอกตั้งใจ
“เริ่มนับตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉันโทรหาคนที่ปักกิ่งนะคะจดลงไปให้หมดเลย”
“ได้ผมจะทำตามที่สวีจือชิงบอก”
เมื่อเห็นนักบัญชีสวีจดบันทึกค่าโทรศัพท์ทุกสายจนครบถ้วนแล้วสวีหว่านหนิงจึงกลับบ้านไปพร้อมหลินเฉวียน
หลังจากเธอกลับไปผู้ใหญ่บ้านก็อดส่ายหน้าพลางถอนหายใจไม่ได้
“สวีจือชิงเป็นคนปราดเปรื่องวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีจิตใจโอบอ้อมอารีผู้ชายหลายคนยังมองการณ์ไกลสู้เธอไม่ได้ด้วยซ้ำ”
เรื่องนี้ดูผิวเผินแล้วเหมือนจะเป็นแค่เรื่องเงินไม่กี่หยวนแต่เบื้องหลังเชื่อมโยงกับอะไรหลายๆ อย่าง
หมู่บ้านมีคนอาศัยอยู่มากมายหลายคนได้รับการช่วยเหลือจากสวีหว่านหนิง แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่ไม่ได้มีผลประโยชน์เชื่อมโยงกับเธอโดยตรง
ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโทรศัพท์รวมถึงค่าโทรศัพท์ต่างๆ ล้วนเป็นเงินที่หักจากงบประมาณของหมู่บ้าน
สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชาวบ้านทุกคน
เริ่มแรกทุกคนอาจจะไม่พูดอะไรแต่นานวันเข้าคงจะมีคนนินทาลับหลัง ถ้ากลายเป็นเรื่องใหญ่จะส่งผลกระทบกับสวีหว่านหนิงมากกว่าคนอื่นๆ
ถึงอย่างไรเธอก็เป็นคนที่ใช้โทรศัพท์เยอะจริง
แต่ถ้าเธอแสดงจุดยืนตั้งแต่แรกเริ่มต่อให้มีคนอยากจับผิดเธอก็คงหมดโอกาสไปโดยปริยาย
ดังนั้นเขาถึงได้บอกว่าสวีจือชิงคนนี้จะต้องทำการใหญ่ได้อย่างแน่นอน!
“นักบัญชีสวีจำไว้ว่าจะต้องจดบันทึกสายโทรศัพท์ทุกสายที่สวีจือชิงเป็นคนโทรละเอียดถึงขั้นระบุเวลาเลยยิ่งดี”
“ครับผมเข้าใจแล้ว”
อีกด้านสวีหว่านหนิงมองหลิวเฉวียนที่ทำหน้าเหมือนอยากพูดบางอย่างแต่ก็ไม่กล้า จึงถามไปว่า“มีอะไรอยากจะพูดก็พูดมาตรงๆ เถอะ”
หลินเฉวียนมองหน้าเธอนิ่งแล้วถามอย่างระมัดระวังว่า “พี่สะใภ้ พี่ทะเลาะกับพี่ชายฉันหรือเปล่าคะ”
สวีหว่านหนิงทำหน้างง“เปล่า อยู่ดีๆ พวกเราสองคนจะทะเลาะกันทำไมล่ะ”
อีกอย่างเธอกับหลินอันอยู่ไกลกันขนาดนี้ คุยกันผ่านโทรศัพท์ตั้งโต๊ะต่อให้อยากทะเลาะก็คงทำไม่ได้
“แต่ตอนพวกพี่คุยกันบรรยากาศมันแปลกประหลาดมากเลยค่ะ”
จะบอกว่าเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันก็ไม่ค่อยเหมือนมันดูเกรงอกเกรงใจและเหินห่างกันมากกว่า
ดูไม่เหมือนสามีภรรยากันสักนิดแต่เหมือนเพื่อนที่รู้จักกันมานานหลายปี
สวีหว่านหนิงอดตกใจกับความใส่ใจและความรู้สึกที่เฉียบแหลมของหลินเฉวียนไม่ได้
เธอกับหลินอันอยู่ด้วยกันอย่างเกรงใจและเหินห่างจริงๆ
แม้เธอจะรู้ตัวว่าชอบหลินอันและสัมผัสได้เช่นกันว่าหลินอันก็ชอบเธอ
แต่เพราะใช้เวลาอยู่ร่วมกันน้อยเกินไปจะให้สนิทสนมกันอย่างรวดเร็วคงเป็นไปไม่ได้
เรื่องของความรักจำเป็นต้องใช้เวลาจึงจะได้ครอบครอง