ตอนที่ 13 ร้านน้ำชาจื่อถง
หลังจากที่เพ่ยอิงเอ่ยลาท่านปู๋ไป่จ้วนออกมาแล้วก็เดินออกมาจากห้อง ซึ่งเธอก็ได้พบเข้ากับเด็กหนุ่มนามว่าจิ้นหนิงยืนรออยู่หน้าห้อง
“อ้าว พี่ชายจิ้นหนิงยังรออยู่หรือเ้าคะ” เธอเอ่ยถามชายหนุ่มที่ยืนรออยู่หน้าห้องขึ้นมา
“ข้ารอไปส่งเ้า ไปๆ เดี๋ยวข้าไปส่ง” จิ้นหนิงกล่าวพร้อมกับเรียกให้เพ่ยอิงเดินตามตนเองไป
“ได้เ้าค่ะ”
“แล้วเป็อย่างไรบ้างเล่าน้องสาวเพ่ยอิง สมุนไพรกับเห็ดหลินจือที่เ้าเอามาลงประมูลในงานประมูลเมื่อวานข้าได้ข่าวมาว่าราคาสูงมากเลยทีเดียว ข้าควรกลับไปเรียกคุณหนูเพ่ยอิงน่าจะดีกว่า” เป็จิ้นหนิงที่เอ่ยขึ้นมาพร้อมกับทำสีหน้าครุ่นคิด
“พี่ชายจิ้นหนิงก็กล่าวเกินไปเ้าค่ะ”
“จะเกินไปได้อย่างไรข้ากล่าวความจริงทุกอย่าง” จิ้นหนิงยังกล่าวออกมาไม่หยุด
“เดี๋ยวเ้าค่ะ หยุดก่อนพี่ชายจิ้นหนิง” เธอเรียกเด็กหนุ่มให้หยุดเอาไว้ก่อนจะเดินลงไปยังชั้นที่สอง ซึ่งมีคนคอยเลือกซื้อยาและสมุนไพรอยู่เยอะพอสมควร ไม่รอช้าเพ่ยอิงก็ยื่นเงินให้จิ้งหนิงสิบตำลึงทอง
“ข้าให้เ้าค่ะ ถ้าไม่ได้พี่ชายจิ้นหนิงที่พาข้าเข้ามาในร้านเพื่อขายสมุนไพรในวันนั้น ข้าก็คงจะเอาสมุนไพรพวกนั้นไปขายที่อื่นแล้วโดนกดราคาเหลือแค่ไม่กี่ตำลึงเท่านั้นนะเ้าคะ”
“เ้าเก็บไปเถอะข้าไม่ได้ทำอะไรมาก แค่พาเ้าเดินเข้ามาแค่นั้นเอง”
ที่เพ่ยอิงพูดนั้นไม่ผิดถ้าหากเพ่ยอิงนำสมุนไพรไปขายร้านอื่น อาจจะโดนกดราคาด้วยความที่เป็เด็กและไม่รู้ถึงราคาของสมุนไพรล้ำค่า และถ้าหากไม่ขายให้อาจจะสั่งคนออกไปดักปล้นและฆ่าเพื่อแย่งชิงสมุนไพรพวกนั้น ซึ่งต่างจากร้านชิงเค่อที่ไม่เคยทำเื่เช่นนั้นและให้ความยุติธรรมกับลูกค้าเสมอ
โชคดีแล้วจริงๆ ที่วันนั้นเพ่ยอิงกับพี่ชายได้มาเจอกับจิ้นหนิง แต่ถึงอย่างไรจิ้งหนิงก็ไม่คิดจะรับเงินนี้เอาไว้อยู่ดี
“รับไปเถิดเ้าค่ะ ถ้าท่านไม่รับข้าก็จะไม่สบายใจ ข้าเช่นนั้นก็อย่านับถือกันเป็พี่น้องเลยเ้าค่ะ” เพ่ยอิ่งยื่นคำขาดให้กับจิ้นหนิง
แต่จิ้นหนิงยังคงลังเลที่จะรับ ทำให้เพ่ยอิงรีบยัดเงินสิบตำลึงทองลงไปในมือของเขาแทนทันที
ที่เพ่ยอิงมอบให้จิ้นหนิงไปนั้นเมื่อเทียบกับจำนวนที่เพ่ยอิงได้มาไม่ได้มากไปเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่สำหรับเด็กหนุ่มจิ้นหนิงนั้นยังถือว่ามากโขเพราะชายหนุ่มทำงานเป็เด็กในร้านยาแห่งนี้ได้วันละสามสิบอีแปะเท่านั้น ทำงานหนึ่งเดือนก็ได้ถึงเก้าร้อยอีแปะ ก็ถือว่ามากสำหรับเด็กหนุ่มแล้ว
“ลงไปข้างล่างกันเถิดเ้าคะ” เธอเห็นจิ้นหนิงที่ยืนมองเงินสิบตำลึงทองในมือเหมือนไม่เคยได้จับเงินตำลึงทองมาเลยในชีวิต
แต่เพ่ยอิงก็หารู้ไม่ว่าที่เธอคิดนั้นเป็ความจริง เพราะเด็กหนุ่มต้องทำงานเลี้ยงแม่ที่ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อยู่ที่บ้าน หาเงินมาได้มากเท่าไหร่ก็เอาไปซื้อยามาให้แม่กินเพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งแม่ของเขาจะหายขึ้นมา ในแต่ละเดือนเงินที่หามาได้จึงแทบจะไม่พอใช้ เมื่อเพ่ยอิงให้เงินไปสิบตำลึงทอง ทำให้ชายหนุ่มสามารถนำเงินส่วนนี้ไปเก็บไว้เป็ค่ายาให้แม่ได้หลายปี
“น้องสาวเพ่ยอิง บุญคุณครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืม หากเ้ามีสิ่งใดให้ข้าช่วยเหลือได้ก็บอกมาเลย” จิ้นหนิงที่กล่าวออกมาด้วยความรู้สึกตื้นตันใจและแอบสัญญากับตัวเองไว้ในใจว่า ไม่ว่าอย่างไรก็จะทดแทนคุณให้ได้อย่างแน่นอน
เมื่อจิ้นหนิงออกมาส่งเพ่ยอิงที่หน้าร้านแล้วเพ่ยอิงจึงเอ่ยลาแล้วเดินไปที่ร้านน้ำชาด้านข้างที่พี่ใหญ่กับน้องเล็กไปนั่งรออยู่
เพ่ยอิงเดินมาถึงร้านน้ำชาจึงได้เห็นป้ายชื่อร้านชัดเจนขึ้น ที่ป้ายเขียนไว้ว่าร้านน้ำชาจื่อถง
เมื่อเดินเข้ามาด้านในเธอก็มองหาพี่ใหญ่กับน้องเล็กที่มานั่งรอเธออยู่ก่อนแล้ว ก็ได้พบว่าทั้งสองคนนั่งรออยู่ที่โต๊ะข้างริมหน้าต่าง เธอจึงไม่รอช้าเดินเข้าไปหาทันที
“รอกันนานหรือไม่เ้าค่ะพี่ใหญ่” เธอเอ่ยถามขึ้นขณะที่นั่งลงข้างน้องเล็ก
“ไม่นานเท่าไร เ้าเสร็จธุระแล้วหรือ” พี่ใหญ่ถามออกมาแค่นั้นเพราะรู้ดีว่าอะไรควรหรือไม่ควรเอ่ยออกมาท่ามกลางสถานที่ที่มีคนเยอะแยะแบบนี้
“เสร็จแล้วเ้าค่ะ” เพ่ยอิงพูดขณะที่รินน้ำชาที่เย็นชืดไปแล้วมาจิบแก้กระหาย
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปกันเลยดีหรือไม่น้องรอง” พี่ใหญ่ที่กล่าวออกมาเพราะรู้สึกได้ว่าั้แ่ที่เข้ามานั่งในร้านแห่งนี้ก็มาหลากหลายสายตาจ้องมองมาตลอดเวลา
“ถ้าอย่างนั้นก็เรียกเสี่ยวเอ้อมาคิดเงินเถิดเ้าค่ะ”
เมื่อเธอกล่าวกับพี่ใหญ่เสร็จก็ทำการเรียกเสี่ยวเอ้อมาเก็บเงินทันที
แต่เสี่ยวเอ้อกลับบอกมาว่า ค่าน้ำชากาน้ำมีคนจ่ายให้แล้ว ถึงแม้ว่าเพ่ยอิงจะแปลกใจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรต่อ จึงฝากเสี่ยวเอ้อไปบอกคนที่เลี้ยงน้ำชาด้วยว่าขอบคุณมาก
จากนั้นทั้งสามคนพี่น้องก็พากันเดินออกมาจากร้าน ก็มีหลากหลายสายตามองตามออกไปด้วย และเมื่อทั้งสามคนเดินออกมาจากร้านได้ไกลอยู่พอสมควรแล้วพี่ใหญ่จึงกล่าวขึ้นมาว่า
“ั้แ่ที่ข้าพาน้องเล็กเข้าไปนั่งในร้านข้ารู้สึกได้ว่ามีหลายสายตาแอบมองมาบ่อยๆ”
“ข้าก็รู้สึกเช่นนั้นขอรับพี่รอง” น้องเล็กเอ่ยสมทบด้วยอีกคนหนึ่งเพราะเหตุนี้ทำให้หลีตี้ไม่กล้าที่จะเอ่ยอะไรออกมาเพราะกลัวว่าจะกล่าวอะไรผิดพลาดออกไป
ไม่ใช่ว่าเพ่ยอิงจะไม่รู้เธอเองก็รู้สึกได้เช่นกันและเ้าไป๋หู่ก็ได้สื่อกับเธอมาทางจิตแล้วว่าที่นั่นมีแต่ผู้ที่ฝึกปราณทั้งนั้น
ทั้งสามคนที่เป็เด็กเดินเข้าไปจึงกลายเป็ที่สนใจแต่ก็ไม่ได้มีสายตามุ่งร้ายอะไรจึงทำให้เธอสบายใจลงไปได้
ดูท่าแล้วร้านน้ำชาจื่อถงคงไม่ใช่ร้านน้ำชาธรรมดาที่คนทั่วไปจะเข้าไปเสียแล้ว มิเช่นนั้นร้านน้ำชาที่ไม่ได้เข้ากับร้านอื่นๆ จะเปิดอยู่ได้อย่างไร ท่ามกลางร้านค้าใหญ่โตมากมายร้านอื่นในแถบนี้
“ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะพี่ใหญ่ ไป๋หู่บอกว่าไม่ได้มีสายตามุ่งร้ายมองมาเลย”
ณ ร้านน้ำชาจื่อถง บนชั้นที่สอง
หยางสือที่นั่งอยู่บนชั้นสองก็ได้มองตามเด็กทั้งสามคน...จะกล่าวว่าทั้งสามคนก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะคนที่เขาสนใจนั้นมีเพียงเด็กสาว และก็เป็เขาเองที่เอ่ยปากเลี้ยงน้ำชากับเด็กทั้งสามคน
“หึ เด็กสามคนนั้นคงไม่รู้สินะว่าร้านน้ำชาจื่อถงไม่ได้เป็แค่ร้านน้ำชาธรรมดา” ชายที่นั่งตรงข้ามกับหยางสือกล่าวออกมา
ร้านน้ำชาจื่อถงภายนอกอาจจะดูไม่ใหญ่โตและหรูเท่าร้านอื่นๆ ภายในย่านนี้ แต่ที่ยังเปิดอยู่ได้ก็เพราะร้านนี้เป็ร้านที่ชาวยุทธ์ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวสารต่างๆ หรือแม้แต่ซื้อขายข้อมูลหลายๆ อย่างกันนั่นเอง
จึงทำให้ทุกคนที่นั่งอยู่ในร้านแห่งนี้เป็ชาวยุทธ์และคนของพรรคต่างๆ ที่มานั่งเพื่อหาข้อมูลหรือแลกเปลี่ยนข่าวสาร หรือซื้อขายข้อมูลกัน เื้ัของร้านนี้ก็มีคนใหญ่คนโตคอยหนุนหลังอยู่ทำให้คนในเมืองไม่มีใครกล้ายุ่งกับร้านนี้
อีกทั้งยังไม่มีชาวบ้านในเมืองคนไหนที่กล้าเข้ามาในร้านนี้เช่นกันเพราะไม่ใช่ที่ที่ควรเข้าไปเท่าไหร่นัก
แต่เมื่อครึ่งชั่วยามที่แล้วมีเด็กชายสองคนเดินเข้ามาแล้วสั่งน้ำชาไปที่โต๊ะหนึ่งกา จากนั้นก็นั่งอยู่อย่างนั้นเหมือนรอใครสักคนอยู่ โดยที่ทั้งสองพี่น้องไม่ได้เอ่ยพูดคุยกันออกมาเลยสักนิด ซึ่งมันก็แปลกเป็อย่างมาก
เพราะเด็กที่น่าจะมีอายุสักประมาณห้าปีนั้น น่าจะเป็วัยที่กำลังซนและพูดจาเจื้อยแจ้วสอบถามด้วยความสงสัย จะว่าเด็กสองคนนั้นฝึกปราณจนสามารถรับรู้ถึงสายตาทั้งหลายที่จ้องมองไปนั้นก็ไม่น่าจะใช่
เพราะการแต่งตัวของทั้งสองก็เป็แค่เด็กชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น จะสามารถหาทรัพยากรจำเป็ในการฝึกปราณมาจากที่ไหนกัน
จนกระทั่งเมื่อสักครู่นี้ที่มีเด็กสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา ซึ่งก็คงจะเป็คนที่เด็กชายทั้งสองคนมานั่งรอ เด็กสาวคนนั้นเข้ามาแล้วก็มองหาเด็กชายทั้งสองโดยไม่ได้รับรู้ถึงสายตาที่มองไปรอบๆ
จากนั้นเธอก็นั่งลงจิบชาที่เด็กทั้งสองสั่งมาั้แ่ครึ่งชั่วยามที่แล้วหนึ่งจอก ดูๆ ไปแล้วทั้งสามคนคงจะเป็พี่น้องกันเป็แน่
เมื่อสองคนพี่น้องพูดคุยกันสองสามคำก็เรียกเสี่ยวเอ้อมาคิดเงินแล้วเดินออกจากร้านไป
โดยไม่รู้เลยว่ามีหลากหลายสายตาจ้องมองทั้งสามด้วยความสนใจที่มีความกล้าเข้ามานั่งในร้านแห่งนี้ได้
แล้วมีหรือคนในนี้จะไม่รู้ว่าพวกเขาพูดคุยอะไรกันบ้าง
กลับมาที่ด้านของสามคนพี่น้อง...
“เดี๋ยวเราไปที่ร้านขายเมล็ดพันธุ์ผักกันก่อนก็ได้เ้าค่ะ”
เมื่อเพ่ยอิงกล่าวจบทั้งสามก็เดินแยกออกไปที่ถนนอีกสายหนึ่งเพื่อไปยังร้านขายเมล็ดพันธุ์ผักที่ไปกันคราวที่แล้ว
เมื่อทั้งสามคนเดินมาถึงหน้าร้านก็ได้พบเข้ากับเถ้าแก่เนี้ยคนเดิมที่ดูแลร้านอยู่ พอเถ้าแก่เนี้ยเห็นเด็กที่เยินยอนางเมื่อครั้งมาซื้อเมล็ดพันธุ์ผักคราวที่แล้วก็เอ่ยทักขึ้นมาทันที
“อ้าวแม่หนู วันนี้มาซื้อเมล็ดพันธุ์ผักเพิ่มหรือจ๊ะ”
“ใช่เ้าค่ะเถ้าแก่เนี้ยคนสวย” เธอยังตอบกลับออกไปด้วยวาจาเยินยอเช่นเดิม
“แหม เ้านี่ล่ะก็ยังคงปากหวานไม่เปลี่ยนเลยนะ แล้ววันนี้จะมาซื้อเมล็ดพันธุ์ผักอะไรดีล่ะ” เถ้าแก่เนี้ยเอ่ยถามออกมา
“เอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดขาว หัวไชเท้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง กุยช่าย อย่างละ หกชั่ง เ้าค่ะแล้วก็แคร์รอตอีกแปดชั่ง เ้าค่ะ” เพ่ยอิงสั่งเมล็ดพันธุ์แบบเดิมออกไป แต่จะเพิ่มหงหลัวโปที่เถ้าแก่เนี้ยแถมไปให้ด้วยเมื่อคราวที่แล้ว
“ถ้าอย่างนั้นรอสักประเดี๋ยว ข้าจะไปตักมาให้” เมื่อกล่าวจบเถ้าแก่เนี้ยก็ไปตักเมล็ดพันธุ์ผักใส่ถุงกระดาษชั่งให้ทันที
เมื่อเถ้าแก่เนี้ยไปตักเมล็ดพันธุ์ผักมาให้แล้วก็ได้ทำการคำนวณเงินให้ทันที
“ผักกาดขาวชั่งละสิบห้าอีแปะ หัวไชเท้าชั่งละสิบห้าอีแปะ กวางตุ้งชั่งละสิบสองอีแปะ ผักบุ้งชั่งละสิบอีแปะ กุยช่ายชั่งละสิบอีแปะ แคร์รอตชั่งละ สิบห้า อีแปะ เ้าเอาอย่างละ หก รวมทั้งหมดเป็สี่ร้อยหกสิบสองอีแปะ” เถ้าแก่เนี้ยพูดไปพลางดีดลูกคิดไปพลาง
“เดี๋ยวข้าจะลดให้เ้าสองอีแปะแล้วกัน เหลือสี่ร้อยหกสิบอีแปะ” เถ้าแก่เนี้ยบอกราคาเต็มแล้วก็บอกว่าจะลดให้อีก
“ขอบพระคุณมากเ้าค่ะเถ้าแก่เนี้ยคนสวย” เมื่อกล่าวจบเพ่ยอิงก็หยิบเงินมาจ่ายหนึ่งตำลึงเงิน และเมื่อเถ้าแก่เนี้ยทอนเงินคืนมาแล้วก็ถามขึ้นว่า
“พวกเ้าจะเอากลับกันไปไหวหรือไม่ นั่นตั้งสามสิบแปดชั่งเชียวนะ” เถ้าแก่เนี้ยที่หันไปถาม
“ไหวอยู่แล้วขอรับแค่นี้เอง” พี่ใหญ่ตอบกลับไป
หลังจากนั้นเธอก็ช่วยหยิบเมล็ดพันธุ์ผักมาถือสิบชั่ง น้องเล็กก็ช่วยถือสองชั่ง แล้วที่เหลือก็ให้เป็พี่ใหญ่ถือ
“ถ้าอย่างนั้นพวกเ้าก็เดินกลับกันดีๆ ล่ะ” เถ้าแก่เนี้ยกำชับออกมา
“เ้าค่ะ ถ้าอย่างนั้นพวกข้าไปก่อนนะเ้าคะ”
ทั้งสามคนเดินออกมาจากร้านขายเมล็ดพันธุ์ผักแล้วก็มุ่งตรงไปที่ลับตาคนตรงหัวมุมถนนทันที ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถนนเส้นนั้นใช้ไปที่ไหน
เมื่อเก็บพวกเมล็ดพันธุ์ผักลงกำไลมิติหมดแล้วทั้งสามคนก็ไปซื้อพวกพลั่ว จอบ และเสียม มาเก็บเอาไว้ ในกำไลมิติแล้วหลีตี้ก็ถามขึ้นมา
“ถ้าอย่างนั้นก็พาข้าไปเดินเที่ยวชมเมืองได้แล้วใช่หรือไม่ขอรับ”
“ได้สิ ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปกันเถอะเ้าค่ะพี่ใหญ่” เธอตอบน้องเล็กแล้วก็หันไปกล่าวกับพี่ใหญ่ต่อ
หลังจากนั้นพี่ใหญ่ได้ทำการพาน้องๆ ทั้งสองคนเดินดูร้านค้าและผู้คนต่างๆ ภายในเมือง และเมื่อหลีตี้ที่เจอพวกขนมแล้วมองตามตาละห้อย เพ่ยอิงก็อดที่จะซื้อมาให้กินไม่ได้
และเธอก็ได้ให้พี่ใหญ่พาไปซื้อพวกเครื่องปรุงและเครื่องเทศต่างๆ เพื่อเอาไปใช้ภายในบ้านอีกด้วย ทั้งสามเที่ยวกันจนถึงยามอู่ (11.00-12.59น.) ก็พากันไปทานข้าวที่โรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งหนึ่ง เมื่อนั่งแล้วก็สั่งกับข้าวสองสามอย่างกับน้ำชาอีกหนึ่งกา
เมื่อทุกคนอิ่มแล้วเป็เพ่ยอิงที่ชวนทั้งสองคนไปเลือกซื้อเข็ม ด้าย และอุปกรณ์ตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ทำจากเงิน
จากนั้นทั้งสามคนก็เดินไปในร้านผ้าที่คิดว่าเนื้อผ้าที่เอามาขายเนื้อดีกว่าร้านอื่นที่เธอเดินผ่านมา เพ่ยอิงจึงได้เลือกผ้าเนื้อดีไปตัดชุดเสียหลายพับ
ไหนจะพวกผ้าหยาบที่ต้องเอาไปเพาะพวกเมล็ดพันธุ์ผักของเธออีก ทั้งน้องเล็กและพี่ใหญ่ที่เพ่ยอิงให้ช่วยถือพับผ้าที่เลือกไว้แล้วก็คอยเดินตามเพ่ยอิงไปตลอดพร้อมกับพับผ้าที่เต็มไม้เต็มมือ
เพ่ยอิงคิดว่าจะเอาไปตัดชุดให้ทุกคนใส่กัน เมื่อชาติที่แล้วเธอก็เป็นักออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าที่เก่งคนหนึ่ง จะต้องตัดออกมาได้ประณีตและสวยงามอย่างแน่นอน
ถึงเธอจะไม่ใช่อิงอิงคนก่อนก็ใช่ว่าจะเลิกชอบการออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าเสียเมื่อไหร่ ถึงอย่างไรในอนาคตเธอจะเปิดร้านเสื้อผ้าเป็ของตัวเองให้ได้แน่นอน
ด้วยความคิดและดีไซน์แปลกใหม่ที่คนโลกนี้ไม่เคยเห็นจะทำให้ร้านของเธอขายดีเป็แน่
แต่นั่นเป็เื่ของอนาคต...
ั้แ่เข้ามาในร้านเพ่ยอิงก็สังเกตเห็นแล้วว่าพวกคุณหนูคุณนาย หรือแม้กระทั่งบ่าวรับใช้ที่มาเลือกซื้อผ้าพับให้เ้านายคนอื่น ๆ นั้นจะมีเด็กในร้านคอยเดินตามและช่วยถือของให้ แต่กับเธอไม่แม้แต่จะมีใครเต็มใจเข้ามาซักถามหรือคอยแนะนำผ้าให้เธอเลย
แต่เพ่ยอิงมีหรือจะสนใจคนพวกนั้นถึงจะดูถูกเธอก็เป็แค่ลูกจ้างเท่านั้น
ส่วนการเลือกซื้อเสื้อผ้าถึงจะไม่มีใครมาคอยชี้แนะเธอก็ดูเนื้อผ้าออกว่าแบบไหนดีหรือไม่ดีเพราะถึงอย่างไรเมื่อชาติที่แล้วเธอก็เป็เ้าของร้านเสื้อผ้าที่มีแบรนด์เป็ของตัวเอง
เมื่อเดินมาถึงโซนที่เป็เสื้อผ้าที่ดูแพงขึ้นมาหน่อย พวกคนที่ยืนเลือกซื้อผ้าอยู่ก่อนแล้วก็ขยับหนีด้วยความรังเกียจ
แต่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไรดีเสียอีกจะได้ไม่มีคนมาขวางทาง เธอจึงเดินดูผ้าที่เธอสนใจไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งมาเจอพับผ้าที่เธอเห็นว่าเหลืออยู่แค่สองพับเท่านั้น ก็รีบเดินเข้าไปดูทันที แต่ก็มีคุณหนูผู้หนึ่งเดินเข้ามาทางผ้าพับนี้เช่นกัน