บทที่ 1
ได้แต่แอบรัก
บรรยากาศยามเช้า ณ ไร่ส้มธนทรัพทย์กุลชาใน่ฤดูหนาวถูกปกคลุมไปด้วยไอหมอกลมเย็นพัดโชยมากระทบกับผิวแกร่งของอภิวิชญ์ทำให้เหน็บหนาวเข้าไปจนถึงขั้วหัวใจ
ชายหนุ่มยืนทอดสายตามองบรรยากาศเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมายแม้ว่าธรรมชาติภายในไร่ส้มของเขาจะสวยงามสักไหนแต่มันก็ไม่ได้ทำให้หัวใจที่กลัดกลุ้มของเขารื่นรมย์ได้เลยสักนิด เพราะตอนนี้เขาคิดวนเวียนแต่เื่งานหมั้นของสิตางค์และปกเกล้าด้วยความเป็ห่วงห่วงว่าผู้หญิงคนเดียวที่เขาแอบรักมาโดยตลอดซึ่งพ่วงตำแหน่งเพื่อนรักจะช้ำใจจากชายคนรักของเธอ
“แกคิดดีแล้วใช่ไหมตางค์ที่จะหมั้นกับไอ้เกล้า” พึมพำกับตัวเองเสียงเบา พร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่ายเขาและเธอก็รู้จักและเป็เพื่อนกันมาั้แ่เด็ก ๆ กระทั่งโต และก็คงเพราะคำว่าเพื่อนที่เปรียบเสมือนกำแพงทำให้เขาไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำว่ารักที่มีต่อเธอออกไปได้
“คิดเื่หนูตางค์เหรอลูก”คุณอรฤดีเอ่ยถามบุตรชายระหว่างเดินไปขืนเคียงข้างเขา
“ครับแม่”ตอบรับคำของผู้เป็มารดาตามความเป็จริง
“แม่ก็ไม่รู้จะพูดยังไงอานิ่มกับอาตุ๊ก็เครียดไม่แพ้อิฐ” บอกผู้เป็บุตรชายเพราะเขยขวัญที่บ้านชัยศิริเตชินทร์หวังเอาไว้ก็คืออภิวิชญ์ ไม่ใช่ปกเกล้า
“ถึงไอ้เกล้ามันจะเ้าชู้แต่ผมว่ามันก็รักตางค์นะครับไม่งั้นมันคงไม่ประกาศสละโสด” ตอบผู้เป็มารดาออกไปเสียงแ่
“แล้วเราล่ะ ไม่รักหนูตางค์หรือไง” คุณอรฤดีถามผู้เป็บุตรชายด้วยความสงสารเพราะนางรู้ดีว่าเขาคิดอย่างไรกับสิตางค์
“ผมก็รักตางค์ครับแม่แต่ผมรักตางค์ไม่ได้หวัง ผมแค่หวังจะเห็นตางค์มีความสุขกับคนที่ตางค์รัก”ตอบผู้เป็มารดาเสียงเศร้า แม้มันจะเ็ปเขาก็ยินดีหากว่าคนที่รักมีความสุข
“แล้วถ้าแต่งไปแล้วหนูตางค์ไม่มีความสุขล่ะ”
“นั่นก็เป็อีกสิ่งหนึ่งที่ผมห่วงครับ”
“งั้นอิฐสัญญากับแม่ได้ไหมว่าอิฐจะทำเพื่อตัวเองหากวันนั้นมาถึงและหนูตางค์เป็อิสระอิฐจะต้องแสดงให้หนูตางค์ได้รับรู้ว่าอิฐมีแต่ความรักและความหวังดีให้กับเธอใช้ความรักของอิฐรักษาแผลใจให้กับเธอ” บอกผู้เป็บุตรชายพร้อมกับลูบศีรษะทุยของเขาแล้วพูดต่อ
“มันจะไม่เป็การฉวยโอกาสเหรอครับแม่”ถามออกไปด้วยความหวั่นใจ
“อย่าคิดแบบนั้นสิลูกเพราะเราไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น” บอกเขาอย่างให้เหตุผล และนางก็ได้แต่หวังว่าสักวันสิตางค์จะเห็นถึงธาตุแท้ของปกเกล้าก่อนที่งานแต่งงานจะมีขึ้นแล้วหันมามองบุตรชายของตนบ้างเพราะนางเองก็รักและหวังดีกับเ้าหล่อนไม่ต่างจากลูกแท้ ๆ
“อิฐ.......คุณป้าสวัสดีค่ะ”สิตางค์เอ่ยทักทายเพื่อนรักก่อนจะจอดรถจักรยานของตนและเดินเข้าไปไหว้และกล่าวทักทายคุณอรฤดี
“อ้าวหนูตางค์จะมาชวนตาอิฐไปไหนเหรอจ๊ะมาหาแต่เช้าเชียว”ทักทายหญิงสาวด้วยความเอ็นดู
“เปล่าค่ะพอพีตางค์ทำแกงฮังเล แล้วเห็นว่าเป็ของโปรดอิฐ ตางค์ก็เลยตักมาให้ แล้วนี่ทานมื้อเช้ากันหรือยังคะตางค์ไม่ได้มาสายไปใช่ไหมคะ” บอกพร้อมกับชูปิ่นโตที่มีแกงฮังเลอยู่ในนั้นให้กับหญิงสูงวัยกว่าและผู้เป็เพื่อนรักได้ดู
“ยังเลยจ๊ะ”ตอบเ้าหล่อนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“ค่อยยังชั่วหน่อยนึกว่าจะไม่ทันซะแล้ว งั้นตางค์เอาไปใส่ถ้วยให้นะคะ” บอกกับผู้เป็เ้าของบ้านก่อนจะเดินเข้าไปข้างในครัว
“ป้านวลขาขอถ้วยใส่แกงฮังเลหน่อยค่ะ”บอกหัวหน้าแม่บ้านเมื่อเดินไปถึง
“อ้าวคุณตางค์มาแต่เช้าเลยเหรอคะวันนี้” ป้าศรีนวลเอ่ยทักทายหญิงสาว
“ค่ะตางค์เอาแกงฮังเลมาให้อิฐกับคุณป้าค่ะ”
“แล้วคุณตางค์ทานข้าวมาหรือยังคะ”ป้านวลเอ่ยถามหญิงสาวให้ผู้เป็เ้านายหนุ่มได้ยิน เมื่อเหลือบไปเห็นเขากำลังเดินตามเ้าหล่อนเข้ามาในครัว
“ยังเลยค่ะ”ตอบคนสูงวัยกว่าด้วยใบหน้าระบายยิ้ม
“งั้นก็กินข้าวด้วยกันก่อนสิแล้วค่อยกลับ”อภิวิชญ์เอ่ยชวนเ้าหล่อน
“แหมนึกว่าจะไม่ชวนซะแล้ว”ว่าออกไปด้วยน้ำเสียงที่หยอกล้อ พร้อมกับยกแกงฮังเลที่เทใส่ถ้วยไปวางไว้บนโต๊ะ
“ตางค์....คิดดีแล้วใช่ไหมที่จะหมั้นกับไอ้ปก” ประโยคหลังเขาได้แต่คิดในใจไม่กล้าถามเสียงดังให้เธอได้ยิน
“หืม...มีอะไรเหรอ”ขานรับคำเรียกขานของเขา พร้อมกับหันไปมองหน้า
“เอ่อ....ไม่มีอะไรหรอกแค่อยากทดสอบว่าหูยังได้ยินดีอยู่หรือเปล่า” ว่าออกไปด้วยน้ำเสียงที่หยอกล้อก่อนจะโดนเ้าหล่อนทุบกำปั้นน้อย ๆ เข้าไปที่อกแกร่ง
“เดี๋ยวเหอะ”ว่าให้เขาเสียงกลั้วหัวเราะ
“อย่าเพิ่งตีกันลูกมากินข้าวก่อนมา” คุณอรฤดีบอกกับสองหนุ่มสาวเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะพูดต่อ
“ไหนขอป้าชิมแกงฮังเลฝีมือหนูตางค์หน่อยซิยังอร่อยเหมือนเดิมหรือเปล่า”ว่าพร้อมกับเอื้อมมือไปตักแกงฮังเลมาชิม
“เป็ไงบ้างคะคุณป้า”
“อร่อยจ๊ะผีมือไม่ตกเลยนะเนี่ย” บอกเ้าหล่อนก่อนจะปรายตาไปมองบุตรชายของตนแล้วพูดต่อ
“เฮ่อ....น่าเสียดายเนอะที่ป้าไมมีวาสนาจะได้หนูตางค์มาเป็ลูกสะใภ้”
อภิวิชญ์สำลักน้ำแกงฮังเลที่เพิ่งซดเข้าไปหน้าดำหน้าแดงหลังจากได้ยินคำพูดของผู้เป็มารดาก่อนจะปรายตาไปมองใบหน้าหวานของสิตางค์ที่กำลังมองมาทางเขาเช่นกัน
“เป็ไงบ้างดีขึ้นยัง”สิตางค์ถามชายหนุ่มออกไปด้วยความเป็ห่วงพร้อมกับลูบหลังให้เขา
“อืมดีขึ้นแล้ว”
“แหมอร่อยมากถึงขั้นสำลักเลยเหรอคะคุณอิฐ”ป้าศรีนวลเอ่ยแซวเ้านายหนุ่ม
“ก็ครับไม่ได้ชิมฝีมือตางค์นานแล้ว” ตอบป้าศรีนวลแก้เขินเมื่อได้เห็นสายตาของนางที่มองมาทางตน
“อ๋อเกือบลืมไปเลยเย็นนี้คุณพ่อกับคุณแม่บอกให้ตางค์เชิญคุณป้ากับอิฐไปทานข้าวที่บ้านนะคะ”
“ได้จ๊ะเราว่างใช่ไหมตาอิฐ” ตอบรับคำเชิญของเ้าหล่อน ก่อนจะหันมาเอ่ยถามผู้เป็บุตรชาย
“ครับแม่”
ตกเย็นของวันอภิวิชญ์และผู้เป็มารดาเดินางไปยังไร่องุ่นชัยศิริเตชินทร์ตามคำเชิญชวนนของสิตางค์ เขามองภาพหญิงสาวที่ตนแอบรักนั่งอิงแอบแนบชิดพูดคุยหยอกล้อกับว่าที่คู่หมั้นของเ้าหล่อนด้วยความปวดใจ และได้แต่นึกภาวนาขอให้ปกเกล้าจริงจังกับเธอและอย่าทำให้เธอผิดหวัง
แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเ้าชู้มากแค่ไหนแต่เขาก็พูดอะไรไม่ได้เพราะถึงอย่างไรปกเกล้าก็เป็เพื่อนรักของเขาด้วยเช่นกัน เขาก็ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะกลับตัวกลับใจและหันมารักสิตางค์เพียงคนเดียวนับจากนี้
“ไหวไหมลูก” คุณอรฤดีถามบุตรชายด้วยความสงสารเมื่อได้เห็นใบหน้าเศร้าของเขา
“ครับแม่”ตอบผู้เป็มารดาก่อนจะปรับสีหน้าของตัวเองให้เรียบนิ่งเหมือนไม่รู้สึกอะไรและก้าวลงจากรถ
“ตางค์กำลังจะโทรหาพอดีเลยค่ะคุณป้า”สิตางค์วิ่งเข้าไปหาคุณอรฤดีพร้อมกับเก็บโทรศัพท์มือถือของตนใส่กระเป๋าไว้เช่นเดิมเมื่อเห็นว่านางและอภิวิชญ์เดินทางมาถึงแล้ว
“โทษทีจ๊ะที่มาสายพอดีป้ามีธุระนิดหน่อย”
“ไม่เป็ไรค่ะเข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ ป่านนี้เป้าเพ็ญกับพี่สำลีคงตั้งโต๊ะเสร็จแล้ว” บอกพร้อมกับจับจูงมือว่าที่คุหมั้นเดินนำอภิวิชญ์และผู้เป็มารดาของเขาเข้าไปข้างในบ้าน
“สวัสดีครับอานิ่มอาตุ๊ ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่ให้รอนาน”อภิวิชญ์ยกมือไหว้ผู้เป็บุพการีทั้งสองของสิตางค์พร้อมกล่าวขอโทษที่ตนมาช้า
“ไม่เป็ไรจ๊ะสำหรับอิฐนานแค่ไหนอาก็รอได้มาลูกมา” คุณนฤมลตอบรับคำของชยหนุ่ม พร้อมกับเดินไปจูงแขนเขาและพาไปยังโต๊ะอาหาร โดยไม่ได้ให้ความสนใจต่อว่าที่ลูกเขยเลยสักนิดและทำเหมือนอีกฝ่ายเป็เพียงแค่ธาตุอาการที่ไม่มีตัวตนเท่านั้น
“ไม่เป็ไรนะเกล้าอดทนหน่อยนะ” สิตางค์บอกกับแฟนหนุ่มออกไปอย่างให้กำลังใจเมื่อได้เห็นท่าที่ผู้เป็มารดาของตนที่มีต่อเขา
“ไม่เป็ไรตางค์อย่าคิดมากนะ” บอกเ้าหล่อนพร้อมกับยิ้มให้
“กับข้าวน่าทานทั้งนั้นเลย”คุณอรฤดีเอ่ยขึ้นพร้อมกับกวาดสายตามองอาหารบนโต๊ะซึ่งดูเหมือนจะมีแต่ของโปรดบุตรชายของตนเป็ส่วนใหญ่
“นี่อาบอกให้หนูตางค์ทำแต่ของโปรดอิฐทั้งนั้นเลยนะ”บอกชายหนุ่มออกไปอย่างเอาใจ
“แหมแบบนี้ผมก็อิจฉาแย่สิครับ”ธนวรรธน์เอ่ยแซวผู้เป็มารดา ก่อนจะหันไปยิ้มให้อภิวิชญ์และเอ่ยชวนให้เขามานั่งข้าง ๆ ตน ก่อนที่ใบหน้าอันยิ้มแย้มของเขาเมื่อสักครู่จะหุบลงทันทีเมื่อได้เห็นว่ามีใครอีกคนมาร่วมทานมื้อเย็นด้วยในวันนี้
“ผมเคยบอกหลายครั้งแล้วไม่ใช่เหรอครับว่าอย่าเอาลูกคนงานในไร่มาร่วมโต๊ะด้วย”
ปาลิดาได้แต่ก้มหน้านิ่งและเก็บความเศร้าเสียใจเอาไว้หลังจากได้ยินคำพูดของธนวรรธน์ เพราะไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรเธอก็ไม่ควรโต้ตอบ
“ตาเต้ยทำไมเสียมารยาทแบบนี้” คุณนฤมลปรามผู้เป็บุตรชายออกไปเสียงดุ
“ใช่ค่ะเสียมารยาทพี่เต้ยนิสัยไม่ดียัยดาเป็เพื่อนตางค์นะคะ จะทำอะไรก็ให้เกียรติกันบ้าง”สิตางค์ว่าให้พี่ชายอย่างปกป้องผู้เป็เพื่อนรัก
“เอาล่ะทานข้าวเถอะหยุดเถียงกันได้แล้วมาหนูดา หนูเป้ยนั่งลงลูก” คุณจารุตงค์ปรามลูกสาวและลูกชายของตนก่อนจะบอกให้ปาลิดาและนลินีนั่งลงทานข้าวด้วยกัน