บทที่ ยี่สิบห้า
หลงป่า
ภายในโถงห้องเจรจาใหญ่ของวังหลวงแคว้นมู่ก่านเสาหินอ่อนสูงตระหง่านประดับด้วยลายแกะสลักสัตว์มลคลทั้งัและหงส์ตั้งเรียงรายโต๊ะไม้จันทน์ยาวถูกจัดเรียงสำหรับเหล่าขุนนางทั้งสองแคว้นฝั่งหนึ่งเป็คณะจากต้าหลิงเฉิงนำโดยเสนาบดีฟ่าน ส่วนอีกฝั่งคือเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ของมู่ก่านพร้อมด้วยเหลาจั๋วผู้นำแคว้นมู่ก่านเป็ประธานการเจรจา
บรรยากาศภายในแม้เป็แคว้นที่มีสัมพันธไมตรีต่อกันแต่ก็ยังแฝงความกดดันเล็กน้อยเสียงสนทนาเป็ทางการดังสลับกันไปมาเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับการค้าขายและการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมาการค้าขายระหว่างต้าหลิงเฉิงกับมู่ก่านแม้จะเฟื่องฟูแต่ก็มีโจรูเากับกลุ่มลักลอบค้ายังไม่หมดสิ้น” ขุนนางาุโฝ่ายมู่ก่านเอ่ยเสียงชัดเจน“พวกเราปรารถนาให้มีการจัดตั้งกองลาดตระเวนร่วมในพื้นที่ชายแดนเพื่อปราบปรามโจรพวกนั้น”
เสนาบดีฟ่านลูบเคราเบาๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยรอยยิ้มสุภาพ “ข้อเสนอนี้สมควรยิ่งเพียงแต่ต้าหลิงเฉิงเกรงว่าการรวมกำลังทัพโดยมิได้เตรียมการล่วงหน้าอาจถูกฝ่ายอื่นกล่าวหาว่าเราคิดเคลื่อนไหวทางการทหาร”
ตามมาตัวขุนนางถัง “เช่นนั้นหากมู่ก่านยินยอมให้เริ่มจากการแลกเปลี่ยนเสบียงกับกองกำลังชายแดนของแต่ละฝ่ายก่อนแล้วจึงค่อยปรับขยายเป็การลาดตระเวนร่วมภายหลังเช่นนั้นย่อมเป็การแสดงไมตรีและป้องกันข้อครหาได้ดีกว่า พวกท่านคิดว่าอย่างไร” การเสนอของขุนนางถังนั้นเป็ข้อเท็จจริงที่เขาพบเจอด้วยตัวเองเมื่อตอนที่เนรเทศรับตำแหน่งไปอยู่ชายแดนปัญหาใดที่พบเจอก็ล้วนอยากช่วยแก้ไข
เหล่าขุนนางมู่ก่านพากันพยักหน้าบรรยากาศเหมือนจะคลี่คลายลงบ้าง
“เราควรร่างสัญญากันก่อนดีหรือไม่” ฮ่องเต้เหลาจั๋วยื่นให้ร่างข้อเสนอทันทีที่เมื่อทุกคนเห็นพ้อง
แต่ในยามนั้นเองจ้าวจวิ้นหยางผู้เป็ผู้นำหน่วยคุ้มกันคณะทูตต้าหลิงเฉิงได้ยินเสียงฝีเท้าของบุรุษคนหนึ่งเร่งรุดเข้ามาองครักษ์ในชุดเกราะดำโค้งคำนับอย่างรีบร้อน ก่อนโน้มตัวกระซิบถ้อยคำสั้นๆที่ข้างหูของเขา
ใบหน้าคมคายของจ้าวจวิ้นหยางที่สุขุมแน่วแน่พลันแปรเปลี่ยนทันตาคิ้วเข้มขมวดแน่นจนแทบจะชิดกัน หลังฟังรายงานจบ เขาลุกขึ้นยืนกะทันหันทำให้สายตาของเหล่าขุนนางหลายคนหันมามองอย่างแปลกใจ
เสนาบดีฟ่านที่นั่งอยู่ไม่ไกลขมวดคิ้วถามขึ้น “ซื่อจื่อ เกิดสิ่งใดขึ้นหรือ?”
จ้าวจวิ้นหยางเหลือบตามองบิดาของฟ่านหนิงครู่หนึ่งก่อนจะโน้มตัวกระซิบตอบเสียงเรียบแต่แฝงความแข็งกร้าว “บุตรสาวของท่านที่วันนี้ออกไปชมเมืองมิได้ทำตามกำหนดการ ข้าต้องไปตรวจดูเสียหน่อย”
เสนาบดีฟ่านชะงักไป ใบหน้าฉายแววกังวล แต่ยังไม่ทันเอ่ยถามต่อจ้าวจวิ้นหยางก็โค้งคำนับล่ำลา แล้วก้าวยาวออกจากโถงไปทันที
เมื่อพ้นสายตาของเหล่าขุนนางเขาจึงหันมาถามองครักษ์ที่รายงานอีกครั้ง คราวนี้น้ำเสียงเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม “เ้าเล่าให้ละเอียดอีกที”
องครักษ์ที่เดินตามเร่งฝีมือตามกล่าวรายงานอย่างลงรายละเอียดอีกครั้ง“จากที่ได้รับรายงานเบื้องต้นมากำหนดการที่ควรจะเข้าชมเมืองเปลี่ยนได้ไปกะทันหันขอรับเห็นว่าคุณหนูใหญ่ฟ่านมิได้ประสงค์จะชมตัวเมืองแต่กลับอยากขึ้นเขาเพื่อชมทัศนียภาพแทนและองค์ชายสามผู้รับหน้าที่คุ้มกันในวันนี้ก็เห็นชอบ จึงยอมเปลี่ยนเส้นทางหา”
สีหน้าของจ้าวจวิ้นหยางคล้ำจัดทันทีดวงตาคมกริบจ้องเขม็งที่ตรงหน้า “ก่อนหน้าที่ข้าให้หน่วยเราไปส่งข่าวแก่ผู้คุ้มกันขององค์ชายสามพวกเ้าได้บอกไปหรือไม่ว่าในเมืองเวลานี้ยังมีสายลับเฮยตูแฝงตัวอยู่?”
“แจ้งแล้วขอรับ” องครักษ์ตอบหนักแน่น “องค์ชายสามก็รับรู้แล้วเช่นกัน”
กรามของจ้าวจวิ้นหยางขบแน่นจนเห็นเส้นสันนูนเด่นราวกับจะบดฟันให้แหลกเป็ผง เขาพ่นลมหายใจแรงด้วยโทสะผสมความกังวล “แล้วยังกล้าเปลี่ยนกำหนดการกะทันหันอีกหรือ! ความปลอดภัยของแขกเมืองหาใช่เื่ล้อเล่น”
เขาหันไปสั่งเสียงดังกังวาน “เร่งให้หน่วยคุ้มกันของเราไปสมทบที่โค่วเฉียนซานโดยเร็วที่สุด!”
สิ้นคำสั่ง องครักษ์รีบโค้งคำนับรับคำจ้าวจวิ้นหยางก็ก้าวยาวออกจากประตูวังไป ม้าที่ถูกผูกไว้ถูกปลดเชือกอย่างเร่งรีบเขาะโขึ้นอานทันทีแล้วกระตุกบังเหียน ม้าศึกสีดำเข้มก็พุ่งทะยานออกไป เสียงกีบม้ากระแทกหินดังก้องสะท้อนในลานวัง
ดวงหน้าของจ้าวจวิ้นหยางตึงเครียดแววตาคมปลาบจับจ้องเส้นทางข้างหน้าไม่กะพริบ ขณะที่เสียงลมพัดแรงปะทะใบหู เขากระชับบังเหียนแน่นใช้กำลังทั้งหมดเร่งม้าให้ไปถึงโค่วเฉียนซานโดยเร็วที่สุด
….
กลางป่าลึกเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหวฟ่านหนิงค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาในรถม้าที่เอียงกระเท่เร่เหมือนใกล้พังเต็มทีร่างกายของนางเจ็บระบมไปทุกส่วน แขนขาหนักอึ้งคล้ายถูกหินกดทับอยู่อาภรณ์ที่เคยสวยงามบัดนี้เปรอะเปื้อนจนขะมุกขะมอมผมที่เกล้าเรียบร้อยเปลี่ยนเป็รุงรัง และข้างในรถม้าเละเทะไม่ต่างจากร่างของนางข้าวของที่เคยจัดเรียงอย่างดีหล่นกระจัดกระจาย บางชิ้นแตกหักเสียหายไปแล้ว
แต่เหนืออื่นใด จุดที่เจ็บที่สุดในร่างกายคือบนหน้าผากปลายนิ้วเรียวคลำเบาๆ ไปที่จุดดังกล่าวพบว่ามีเืซึมติดกลับมาที่ปลายนิ้วฟ่านหนิงไม่แปลกใจ น่าจะเป็แผลที่ทำให้นางสลบไป
นางกัดฟันใช้ฝ่ามือยันผนังรถม้า พยายามพยุงตัวขึ้นดวงตาสั่นไหวจากอาการเวียนหัว แต่ก็ยังฝืนออกแรงก้าวออกไปข้างนอก หากได้ไม่กี่ก้าวร่างบางก็ทรุดฮวบลงไปกับพื้นที่มีใบไม้ทับถมอีกครั้งความเ็ปแล่นขึ้นมาจนลมหายใจติดขัดฟ่านหนิงต้องใช้เวลาหลายอึดใจจึงรวบรวมแรงได้ใหม่ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลจนแทบหมดสิ้นเรี่ยวแรง
เมื่อยืนได้นางเงยหน้ามองรอบกายสิ่งที่เห็นกลับเป็เพียงแนวต้นไม้สูงชะลูดเรียงรายเหมือนกันไปหมดไม่ว่าจะหันไปทิศใดก็คล้ายคลึงกันอย่างน่ากลัวมีเพียงสิ่งเดียวที่นางแน่ใจได้คือรถม้าได้ร่วงตกลงมาจากเนินลาด้าเพราะยังเห็นร่องรอยทางดินพังและกิ่งไม้หักอยู่
หัวใจของนางเต็มไปด้วยความลังเลหากรออยู่ตรงนี้บางทีคนของนางอาจตามมาพบและช่วยเหลือได้ง่ายขึ้นแต่ถ้าสายลับเฮยตูที่มาซุ่มโจมตีก่อนหน้านี้เป็ฝ่ายชนะตามมาเจอนางก็จะตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกมันอย่างง่ายดายเช่นกันแต่หากเลือกเดินออกไปเองก็อาจจะหลงพลัดจากผู้ที่ออกตามหา
ริมฝีปากบางเม้มแน่นอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายนางเลือกที่จะไม่อยู่ตรงรถม้าที่เสียหายอีกต่อไปเพราะตรงนี้เป็จุดเด่นเกินไปที่จะถูกพบเห็นง่ายฟ่านหนิงกัดฟันลากขาเดินห่างเข้าไปในป่า หวังหาที่หลบซ่อนที่ปลอดภัยกว่านี้
ในที่สุดนางก็พบพุ่มไม้หนาทึบที่อยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ฟ่านหนิงนั่งลงพิงต้นไม้ สูดหายใจลึกๆ ร่างกายเหนื่อยล้าจนแทบหมดเรี่ยวแรงโชคยังดีที่ตอนออกมาจากรถม้านางหยิบผ้าห่มผืนหนึ่งติดมือมาด้วยแม้จะบางจนแทบไม่ช่วยอะไร แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีนางดึงมันมาคลุมพาดไหล่พลางถอนหายใจเบาๆ “ดีที่ยังไม่สิ้นฤดูร้อนคืนนี้คงไม่หนาวนัก คงไม่เป็ไรหรอก”
แต่เมื่อความคิดเผลอผ่อนลง นางก็หันกลับมาโต้เถียงตัวเองในใจ ‘โชคดีอย่างไร?ทั้งเนื้อตัวเจ็บระบมข้าวของพังพินาศหมด นี่ไม่ใช่โชคดีสักนิด ต้องเรียกว่าโชคร้ายยังไม่สุดมากกว่า!’ ใบหน้าของฟ่านหนิงที่เคยงามหมดจดเวลานี้เปื้อนคราบดินกับหยาดเหงื่อ แต่แววตายังวาววับด้วยความขุ่นเคือง ชาตินี้แย่กว่าชาติที่แล้วอีก! เป็เพราะจ้าวจวิ้นหยางแท้ๆที่ไม่ยอมให้แผนของนางเป็ไปอย่างราบรื่น ‘คอยดูสักวันข้าจะวางแผนเล่นงานให้ท่านลำบากดูบ้าง’ หรือนางควรจับเอาซื่อจื่อแห่งหลินฝูโหวไปอยู่ในรายชื่อคนที่แค้นดี
ระหว่างที่ฟ่านหนิงกำลังพร่ำบ่นกับตัวเอง เสียงคุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมาในหัว
ติ๊ง!“ค่าสถานะของภารกิจต่ำใกล้จะภารกิจล้มเหลว”
ฟ่านหนิงถึงกับชะงักนางแทบลืมไปแล้วว่ามีเ้าสิ่งนี้อยู่กับนางด้วยระบบบ้าบอนี่มักโผล่มาในเวลาที่ไม่ควรที่สุดเสมอ นางขบกรามแน่นจนแก้มขึ้นสีน้อยๆก่อนจะพึมพำเสียงต่ำแต่ยังหงุดหงิด “นี่ใช่เวลาหรือ? ข้ากำลังจะตายมิตายแหล่อยู่แล้วเ้าจะมาพูดย้ำอะไรเช่นนี้ให้หนักใจทำไม!”
เสียงระบบยังคงราบเรียบไร้อารมณ์ “ทุกเวลาภารกิจถูกกำหนด ต้องทำให้สำเร็จ”
ดวงตาของฟ่านหนิงกลอกขึ้นฟ้านางพลางนึกไปว่าหากเป็คำพูดนี้แต่เป็เสียงของจ้าวจวิ้นหยางที่ยียวนกวนประสาทพูดออกมาแทนก็คงเหมือนอีกฝ่ายจงใจมากวนโมโหอยู่ตรงหน้า แต่ถึงอย่างไรนางก็ไม่ชอบพอๆกับคำตอบเสียงแข็งกระด้างของระบบนี้อยู่ดีความหงุดหงิดพุ่งสูงขึ้นจนเผลอขึ้นเสียงกว่าเดิม “เช่นนั้นก็ให้ล้มเหลวไปเลย! ข้าไม่สนแล้ว ตอนนี้จะตายอยู่แล้ว คนร้ายจะมาเจอเมื่อไรก็ไม่รู้เ้าตัวโง่เง่า!”
สิ้นเสียงถ้อยคำที่หลุดจากริมฝีปากเสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังคราวนี้ไม่ใช่เสียงของระบบที่ทื่อไร้ชีวิตชีวา แต่เป็เสียงทุ้มต่ำของมนุษย์จริงๆชัดเจนราวกับกระซิบใกล้ใบหู “ถ้าคิดจะซ่อนตัวก็ไม่ควรโวยวายเสียงดังเช่นนี้”
ร่างของฟ่านหนิงสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดหัวใจตกวูบไปอยู่ตาตุ่ม ดวงตาเรียวโตเบิกกว้างใบหน้าที่เปื้อนคราบดินซีดเผือดเต็มไปด้วยความใสุดขีดมือที่กำผ้าห่มแน่นถึงกับสั่นสะท้าน แต่นางก็รีบหาทางเอาตัวรอดเช่นกันโดยดึงเอากำไลที่ข้อมือแล้วสะบัดทำให้กำไลมีปลายมีดพุ่งออกมา
ร่างบางรีบหันขวับกลับไปหมายจะแทงที่ต้นเสียงเพราะอารามใแต่คนผู้นั้นกลับปัดอาวุธลับป้องกันตัวหนึ่งเดียวของนางออกอย่างง่ายดาย จนกำไลมีดพกกระเด็นหายไปในความมืดหญิงสาวจึงผงะไปเพราะนี้เป็ทางรอดเดียว ก่อนที่นางจะจ้องไปยังเงาร่างที่ปรากฏขึ้นในความมืดของค่ำคืน…
เสียงหัวเราะเบาๆ ในความมืดก้องกังวานใกล้หูฟ่านหนิงที่หันขวับไปตามต้นเสียงพบกับใบหน้าคมสลักชัดเจนขึ้นภายใต้แสงดาวที่ลอดกิ่งไม้ลงมาเป็เส้นสายใบหน้างามสง่าที่คนทั้งหลายต่างชื่นชมของจ้าวจวิ้นหยาง
แต่ในยามนี้กลับดูคล้ายปีศาจที่ล่อลวงให้ตกสู่ใต้อำนาจฟ่านหนิงเหมือนถูกความทรงจำอันโหดร้ายถาโถมเข้ามาคืนวันสุดท้ายในชาติที่แล้วที่นางถูกเขาหมายจะจับกุมนางดิ้นรนจนหนีสุดทางแล้วก็ไม่อาจจะหลุดออกมา จนจบชีวิตเพราะพลัดตกผาความกลัวอัดแน่นในอกอย่างฉับพลัน ‘ยมทูตมาเอาชีวิตนางแล้ว’
ร่างบางสั่นสะท้านจนฟันกระทบกันเบาๆ ลมหายใจถี่รัวนางผุดลุกขึ้นลืมความเ็ปจากทั่วกาย ก้าวถอยหลังอย่างลนลานเสียงแ่พร่าหลุดจากริมฝีปากซีดขาว “อย่านะ...อย่าเข้ามา!”
จ้าวจวิ้นหยางที่ก้าวเข้ามาอย่างใจเย็นต้องหยุดชะงักคิ้วเข้มขมวดแน่น เขามองอากัปกิริยาของนางอย่างฉงนใจคล้ายว่านางไม่ได้เห็นเขาเป็คนเดิม แต่กลับเหมือนเห็นเป็มัจจุราชเสียมากกว่าเขาเอ่ยออกมาน้ำเสียงทุ้มขรึมแต่แฝงนิ่งสงบเกรงนางจะเตลิดไปเสียก่อน “นี่ข้าเอง ไม่ใช่สายลับเฮยตู ป่าอาจจะมืดเกินไป เ้ามองให้ดีๆ”
แต่ยิ่งเขาอธิบาย ฟ่านหนิงก็ยิ่งถอยห่าง ดวงตาสั่นหวาดกลัวจนไม่เหลือร่องรอยความไว้ใจทุกครั้งที่เขาก้าวเข้าหนึ่ง นางก็ถอยหนีหนึ่งเสมือนเป็กวางที่ถูกราชสีห์ต้อนจนมุม
ทันใดนั้นเสียงเ็าของระบบดังขึ้นอีกครั้ง “ภารกิจล้มเหลว”เสียงที่ฟ่านหนิงได้ยินเพียงผู้เดียว
พร้อมตัวอักษรสีแดงปรากฏขึ้นรอบตัวนางทันทีหมุนวนราววงแหวนที่กดทับลงบนบ่าหญิงสาวไม่ปล่อยไปเสียงเ็าซ้ำซากดังซัดเข้าโสตประสาท “ล้มเหลว..ล้มเหลว..”
ฟ่านหนิงก้มหน้าลงจนผมยาวรุงรังปิดแก้มทั้งสองสายตานางพร่ามัวจับจ้องเพียงพื้นดินเต็มไปด้วยใบไม้แห้งที่แตกเสียงกรอบแกรบใต้ฝ่าเท้าเสื้อผ้าที่สกปรกเปรอะดินฝุ่นทำให้นางดูน่าเวทนายิ่งกว่าเดิมหญิงสาวรู้สึกตัวเล็กลงในโลกที่กว้างใหญ่ คืนวันที่ลำบากในชาติที่แล้วหวนกลับมาอาการสั่นสะท้านหนักขึ้นเรื่อยๆ ลมหายใจไม่สม่ำเสมอก่อนจะเริ่มพึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้า...มันตัวล้มเหลวข้าล้มเหลว”
จ้าวจวิ้นหยางเห็นเข้าก็ใจกระตุกนางดูเหมือนราวกับคนที่กำลังจะเสียสติอยู่รอมร่อตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นเืที่ซึมออกมาตรงหน้าผากชัดเจนแม้จะแห้งแล้วแต่ก็ดูไม่ดีนัก ยิ่งทำให้เขาตัดสินใจไม่รั้งรอรีบสาวเท้าเข้าไปหมายจะคว้าตัวนางเอาไว้ แต่ในเสี้ยวพริบตานั้นฟ่านหนิงกลับสะบัดตัวออกวิ่งไปข้างหน้าด้วยแรงเฮือกสุดท้ายของนาง
“ฟ่านหนิง!” เสียงของเขาดังก้องในความมืด
ร่างสูงพุ่งตามทันที เขายื่นมือออกไปคว้าไว้และไม่กี่ก้าวก็จับข้อมือเรียวได้ แต่โชคร้ายยิ่งนักเมื่อฝ่าเท้าใหญ่เหยียบลงบนหินที่มีตะไคร่เกาะทำให้เขาลื่นหงายหลังไปทั้งร่างโดยที่ยังคว้ามือนางไว้แน่น
เสียงใบไม้แห้งแตกกรอบดังระงม ร่างทั้งสองล้มลงพร้อมกันฟ่านหนิงที่ถูกแรงดึงฉุดกลับมาด้านหลังทรงตัวไม่ทันร่วงลงมากองเต็มอกจ้าวจวิ้นหยางพอดิบพอดี
อกกว้างที่แข็งแกร่งรับร่างบางแนบสนิท ศีรษะเล็กฟาดชนศีรษะเขาเสียงดังตุบแต่เหนือสิ่งอื่นใดริมฝีปากนุ่มบางกลับประกบเข้ากับริมฝีปากหยักได้รูปในจังหวะที่ไม่ทันตั้งใจ
เพียงชั่วพริบตาฟ่านหนิงเบิกตากว้างจนมองไม่เห็นสิ่งอื่นนางอึ้งงันในท่าทางไม่ควรแต่ก็มิอาจหลบเลี่ยงได้ ข้างล่างคือความอบอุ่นแผ่ซ่านออกจากอกแกร่งหัวใจเต้นรัวแทบหลุดจากอก ราวกับลืมไปว่าตนเพิ่งเ็ปและสับสนเมื่อครู่
ขณะเดียวกันเสียงระบบที่เคยกรอกหูด้วยคำว่าล้มเหลวก็พลันหายไปแทบจะในบัดดลแทนที่ด้วยตัวอักษรสีทองที่เปล่งแสงเจิดจ้าเหนือศีรษะ
【ภารกิจเสริมสำเร็จ】
ข้อความส่องประกายชัดเจนกลางป่ามืดทำให้ทั้งสองที่ยังนอนแนบชิดอยู่เบิกตากว้างอย่างใในเวลาเดียวกัน
ฟ่านหนิงหน้าแดงจัดร้อนผ่าวจนราวกับผลทับทิมสุกนางล่วงเกินซื่อจื่อหลินฝูโหวอย่างที่เขาไม่น่าจะให้อภัยนางได้ เขาต้องหักคอนางแน่! มือเล็กจึงรีบดันกับแผงอกเขาให้ชันตัวเองขึ้น เพื่อจะหลบเลี่ยงความใกล้ชิดที่ไม่ควรหญิงสาวเผลอหายใจแรงถี่เหมือนคนวิ่งมาไกลหลายลี้แต่ก็ไม่กล้าก้มหน้าสบตาคนที่ตัวเองกำลังแนบชิด
ในขณะเดียวกันจ้าวจวิ้นหยางที่ถูกทับอยู่เบื้องล่างกลับไม่ได้รีบร้อนผลักนางออกเขากำลังเบิกตาเล็กน้อยคล้ายใจนลืมไปแล้วว่าตัวเองเกลียดการถูกเนื้อต้องตัวที่สุดก่อนจะค่อยชำเลืองสายตาขึ้นเหนือศีรษะหญิงสาวที่ยังห่างไม่ถึง่หนึ่งศีรษะ พลันเห็นสิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจมากกว่าความใกล้ชิดของชายหญิงก่อนที่จะเอ่ยเสียงทุ้มจริงจัง “นั่น...อะไรตัวอักษรกลับด้าน ภาร...กิจ?”
ฟ่านหนิงชะงักงันทั้งร่าง ดวงตาสั่นระริกนางเหลือบตามองขึ้นไปเห็นข้อความที่ส่องแสงเหนือหัวตนเอง ดวงใจเต้นวูบแรงทันทีความตื่นตระหนกปกคลุมร่างอย่างฉับพลัน เขามองเห็นข้อความของระบบหรือ...ได้อย่างไร!?
นางรีบร้องออกมาเสียงแข็งทื่อ “ปิดระบบ!”
ในทันทีตัวอักษรสีทองนั้นพลันหายวับไปต่อหน้าต่อตาไม่เหลือแม้เงาร่องรอย ราวกับไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งมีเพียงเสียงหอบหายใจของฟ่านหนิงที่ยังถี่กระชั้นและเสียงหัวใจของบุรุษที่รองรับนางเต้นก้องแนบอก
จ้าวจวิ้นหยางกลับมามองสตรี้าที่ตอนนี้น่าจะไร้เรี่ยวแรงหนีแล้วทำได้มากที่สุดคือพยายามพลิกตัวให้ไหลไปนอนที่พื้นข้างกายเขาหากแววตาคมของบุรุษยังคงมองตามอย่างเต็มไปด้วยความสงสัยเขาหรี่ตามองนางที่กลิ้งหนีอย่างทุลักทุเล ก่อนยกแขนขึ้นกันไว้ไม่ให้ไปไกลพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความสงสัยและ้าจะสอบสวน
“เ้ามีความลับไม่น้อยเลยนะ...”