ซูเฉินพาหว่านชิงกลับบ้านตระกูลซูอย่างปลอดภัยพอท่านแม่เห็นทั้งสอง นางก็บ่นแล้วบ่นอีก
“พวกลูกไปไหนกันตั้งนานนี่พวกเ้ากล้าทิ้งกิจการตระกูลซูได้ลงคอเลยงั้นหรือ” ท่านแม่บ่น
“ก็ท่านแม่บอกหว่านชิงว่าลูกตัดขาดจากท่านแม่และออกท่องยุทธภพแล้วไม่ใช่หรือขอรับ”ซูเฉินแซวเพราะรู้ดีว่าท่านแม่ตั้งใจโกหกหว่านชิง
“แม่ก็แค่ลองใจนางเท่านั้นเอง งั้นซูเฉินเ้ารีบไปที่โรงเกลือก่อนวันนี้กรรมการบริหารมีประชุมครั้งใหญ่ แม่อยากคุยกับหว่านชิงเป็การส่วนตัว”ท่านแม่สั่ง
“เอ่อ ท่านแม่คงไม่….” ซูเฉินเป็ห่วงหว่านชิง
“อย่าห่วงเลย แม่รู้ว่าเ้ารักนางมากเพียงใดแม้ว่าในตอนที่หว่านชิงเคยจากชีวิตลูกไปในครั้งนั้นเ้ายังไม่ถึงกับเมาหัวราน้ำก็ตาม แต่ถึงกระนั้นเ้าก็เอาแต่เซื่องซึม กินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่ใช่หรือ” ท่านแม่รู้ว่าลูกชายรักนางมากเพียงใด
“งั้นลูกขอตัวขอรับ” ซูเฉินบีบมือหญิงสาวเบาๆเป็การให้กำลังใจก่อนเดินจากไปเพื่อเตรียมออกเดินทางไปโรงเกลือ
หว่านชิงก้มหน้าเหมือนกระทำอะไรผิด
“เ้าไม่ต้องกลัว ข้าไม่ได้จะด่าว่าเ้าหรือขับไล่เ้าไปไหนหรอก” นายหญิงกล่าว
“ข้าขออภัยที่ข้านั้นมีจิตใจรวนเร เดี๋ยวจากไป เดี๋ยวกลับมาที่นี่เ้าค่ะ”หว่านชิงยังคงก้มหน้า
“แม่อยากให้เ้าเลิกดูถูกตัวเองได้แล้ว จริงอยู่ที่สมัยก่อนข้ามักจะหาลูกสะใภ้โดยดูจากชาติกำเนิดของนางแต่เดี๋ยวนี้ข้าไม่เป็เช่นนั้นแล้วเพราะคนที่จะมีคุณธรรมประจำในใจตนนั้นเป็เื่ส่วนบุคคล หาใช่ฐานะชาติกำเนิดไม่”
“แต่พื้นฐานครอบครัวของข้าและพี่จือหม่าอี้มาจากครอบครัวเดียวกันข้ากลัวว่าตนอาจจะมีนิสัยไม่ต่างจากพี่สาวเ้าค่ะ” หว่านชิงยอมเปิดใจ
“จริงอยู่ ที่พวกเ้าเป็พี่น้องที่คลานตามกันมาแม่ของเ้าก็สั่งสอนพวกเ้าไม่ต่างกันแต่่หนึ่งของชีวิตเ้าได้พลัดพรากจากครอบครัวไปอยู่กับท่านซือไท่เ้าจึงถูกอบรมขัดเกลาเสียใหม่ไม่ใช่หรือนิสัยของเ้าคงไม่เหมือนจือหม่าอี้อีกแล้วล่ะ เพราะเ้านั้นได้รู้หลักการใช้ชีวิตหลักคุณธรรม และหลักการหาความสุขโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่นแล้ว สิ่งใดที่รู้แล้วนั่นก็คือรู้แล้วเ้าจะไม่มีทางกลับไปทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่้าแม้ต้องข้ามศพใครก็ตามอีก”นายหญิงกล่าว
“เ้าค่ะนายหญิง ข้าจะไม่กังวลเื่นี้อีก” หว่านชิงเข้าใจแล้ว
“เ้ารู้มั้ย จากประสบการณ์ของสหายข้าทำให้ข้าไม่อยากมีลูกสะใภ้ที่มาจากครอบครัวขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเลย”แม่สามีรู้สึกขยาดแทน
“ทำไมล่ะเ้าคะ นี่เป็เกียรติต่อวงศ์ตระกูลไม่ใช่หรือ” หว่านชิงสงสัย
“ข้าเล่าให้เ้าฟังก็ได้แต่ก่อนเคยมีแม่สื่อได้แนะนำบุตรสาวของท่านราชครูให้ซูเฉินแต่ในตอนนั้นซูเฉินถูกขับออกจากครอบครัวตระกูลซูไปแล้วดังนั้นแม่สื่อก็เลยไปแนะนำให้ครอบครัวท่านแม่ทัพใหญ่ฮูหยินท่านแม่ทัพเป็สหายเก่าของข้าเอง นางมาบ่นกับข้าทุกวันว่าลูกสะใภ้เอาแต่ใจตัวเองสั่งให้ฝึกทำงานบ้านหรือช่วยบริหารจัดการเื่ค่าใช้จ่ายในบ้านก็ไม่ยอมทำเอะอะอ้างว่าตัวเองป่วยตลอดและไม่เพียงเท่านั้นสหายข้าจะต้องประกาศรับสมัครหาสาวใช้ข้างกายลูกสะใภ้บ่อยๆเนื่องจากไม่มีสาวใช้คนไหนทนกับพฤติกรรมเอาแต่ใจของนางได้เลยสักคนข้าก็เลยคิดว่าถ้าข้ามีลูกสะใภ้แบบนั้นข้าคงปวดหัวแย่ เอาล่ะต่อไปเ้าเตรียมตัวเป็เ้าสาวดีกว่า” นายหญิงเล่า
“ข้ามีเื่ขอร้องเ้าค่ะ ได้โปรดจัดงานเล็กๆ ได้มั้ยเ้าคะ” หว่านชิงกล่าว
“ทำไมล่ะ” นายหญิงคิดว่าเ้าสาวส่วนใหญ่้าให้จัดงานใหญ่โตกันทั้งนั้น
“ข้าไร้ญาติขาดมิตร อีกอย่างคงไม่มีทรัพย์สินจัดงานแต่งสักเท่าไหร่เ้าค่ะ”หว่านชิงไม่อยากสิ้นเปลือง
“อย่ากังวลเลย เื่นี้ข้าจัดการเอง เ้ากลับไปพักผ่อนเถอะนะ” นายหญิงจัดเตรียมงานไว้รอแล้ว แค่รอทั้งคู่กลับมาเท่านั้น
“ขอบคุณที่เมตตาข้านะเ้าคะ” หว่านชิงซึ้งใจจากนั้นนางก็ลาและกลับไปที่ห้องพักของตน
***************************
และแล้วก็ถึงวันที่รอคอยหว่านชิงกำลังแต่งตัวอยู่ที่บ้านญาติของนายหญิงที่อยู่ห่างจากบ้านตระกูลซูไกลพอสมควร
“เจียงหยา! ทำไมชุดเ้าสาวถึงดูอลังกาลงานสร้างแบบนี้ล่ะ ไหนว่าเป็งานแต่งเล็กๆไม่ใช่หรือ” หว่านชิงสำรวจเสื้อผ้าที่ตนสวมใส่
“ก็ธรรมดานะเ้าคะ” เจียงหยากล่าวยิ้มๆ
“จริงหรือ” หว่านชิงคิดว่าไม่ใช่ชุดเ้าสาวธรรมดาทั่วไปเพราะการตัดเย็บประณีตมาก
“ท่านเตรียมขึ้นเกี้ยวดีกว่าเ้าค่ะ เดี๋ยวไม่ทันฤกษ์” เจียงหยารีบตัดบท
หว่านชิงในชุดเ้าสาวค่อยๆเดินไปขึ้นเกี้ยว เพราะชุดนั้นหนักพอสมควรลักษณะคล้ายชุดที่ตัดจากในวังมากกว่าชุดที่ตัดโดยชาวบ้านทั่วไป
พอเกี้ยวมาถึงบ้านตระกูลซูก็พบว่า
“นี่มันอะไรกันล่ะเนี่ย ทำไมงานแต่งถึงดูยิ่งใหญ่ปานนี้” หว่านชิงอึ้ง
“ท่านกงกง! เ้าสาวมาถึงแล้วเ้าค่ะ” เจียงหยารายงาน
“รีบไปซักซ้อมพิธีการเร็วเข้านี่เป็งานแต่งพระราชทานที่องค์หญิงฉู่หลานทรงไปทูลขอฝ่าาให้จัดให้กับครอบครัวตระกูลซู”กงกงกล่าว
“ทำไมถึงทรงเอ่อ….” หว่านชิงสงสัยว่าทำไมองค์หญิงถึงทรงมีพระเมตตาต่อนางมากถึงขนาดนี้
“ก็เป็การไถ่โทษที่ทรงเคยทำร้ายเ้าเพราะเข้าพระทัยผิดในตัวเ้าไงล่ะ”กงกงอธิบาย
และแล้วเ้าสาวก็ต้องไปซักซ้อมพิธีการตามระเบียบในวัง
และเนื่องจากเป็สมรสพระราชทานแเื่ที่มาร่วมงานนั้นต่างเป็ขุนนางที่ประจำอยู่ในเมืองเชียงหนานและชาวบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียงรวมทั้งหมดสามหมู่บ้าน
หลังจากที่เ้าบ่าวเ้าสาวกราบไหว้ฟ้าดินและดื่มเหล้าพระราชทานเรียบร้อยแล้วทั้งสองจะต้องเดินไปทักทายแเื่ที่มาร่วมงานนับร้อยและกว่าจะครบทุกครัวเรือนก็ปาไปเที่ยงคืน
“ดีนะที่ฤกษ์ส่งตัวเป็เวลาเที่ยงคืนพอดีหว่านชิงคงไปนั่งรออยู่ที่ห้องแล้ว เ้ารีบไปดื่มเหล้ามงคลเถอะ แม่ไปล่ะนะ”ท่านแม่กล่าวกับลูกชาย
“ขอรับท่านแม่”
เ้าบ่าวเดินเข้าไปในห้องหอแต่ทว่าเ้าสาวกลับนั่งหลับสัปหงก จนเขาแอบขำ จากนั้นก็รีบเดินไปปลุก
“หว่านชิง! หว่านชิง!” เ้าบ่าวเขย่าตัวเบาๆ
“ห๊า! เช้าแล้วงั้นหรือ” หว่านชิงใตื่น
ซูเฉินเปิดผ้าคลุมหน้าเ้าสาวและกล่าวว่า“เ้าลืมแล้วงั้นหรือว่าคืนนี้เป็คืนแต่งงานของพวกเรา”
“ใช่จริงด้วย ว่าแต่งานยิ่งใหญ่มากเลยนะเ้าคะแบบนี้ชาวบ้านก็รู้กันหมดว่าข้าเป็สะใภ้บ้านนี้” หว่านชิงชวนคุยเพื่อแก้เขิน
“ยิ่งรู้เยอะยิ่งดี จะไม่ได้ไม่มีใครกล้ายุ่งกับเ้า พวกเรามาดื่มเหล้ามงคลกันเถอะ”ซูเฉินเดินไปเทเหล้ามงคลพอเดินกลับไปที่เตียงก็ยื่นจอกเหล้าจอกหนึ่งให้นาง
จากนั้นทั้งสองก็คล้องแขนกันดื่มเหล้าแล้วฝ่ายชายก็นำจอกเหล้าทั้งสองมาวาง
“ดึกมากแล้ว พวกเรารีบเข้านอนกันดีมั้ยเ้าคะ” หว่านชิงรู้สึกเพลีย
“วันพรุ่งนี้เป็วันหยุด พวกเราตื่นสายแค่ไหนก็ได้ เ้าไม่ต้องกังวลหรอก”ซูเฉินเดินไปปล่อยผ้าม่านลง จากนั้นก็กลับมานั่งเคียงข้างเ้าสาวเขาเชยคางหญิงสาวพร้อมกับค่อยๆ จูบนางอย่างอ่อนโยน ระหว่างที่จูบไซร้ซอกคออยู่นั้นเขาก็กระซิบว่า “เ้าไม่ต้องตื่นเต้นนะข้าจะไม่กระทำรุนแรงกับเ้า”
ตอนนี้เ้าสาวได้ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามอารมณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเนิบช้าและแ่เบาที่สุดเพื่อไม่ให้ครั้งแรกของนางเจ็บจนเกินไป บทบรรเลงเพลงรักค่อยๆ ดำเนินต่อไปเรื่อยๆจนทั้งสองหมดแรงและนิทราไปด้วยกัน
***************************
และแล้วก็ถึงวันที่สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันจะต้องห่างกันชั่วคราว
“เห้อ! อดทนหน่อยนะหว่านชิงสามีของเ้าจะต้องนำสินค้าไปส่งลูกค้าต่างเมืองอีกแล้ว” แม่สามีสงสารลูกสะใภ้
“ข้าเข้าใจเ้าค่ะ” หว่านชิงเองก็เคยคุมสินค้าไปส่งลูกค้านางจึงเข้าใจ
“ข้าก็อยากให้เ้าตามสามีไปด้วย แต่เผอิญว่าอีกสามวันจะมีงานเลี้ยงสมาคมแม่บ้านที่จัดอยู่ที่จวนท่านผู้ว่าฯฮูหยินท่านผู้ว่าฯเชิญเ้าด้วย เ้าไม่ไปไม่ได้เด็ดขาด มันเสียมารยาท” แม่สามีบอกถึงความจำเป็
“เอ่อ แต่ข้าไม่เคยเข้าร่วมสมาคมเลยนะเ้าคะ” หว่านชิงไม่เคยเข้าร่วมงานสังคม
“อาจเป็เพราะเ้าได้รับสมรสพระราชทาน เ้าจึงเป็ที่รู้จักกระมัง” แม่สามีคาดการณ์
หว่านชิงมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ทำไมใบหน้าเ้าถึงเคร่งเครียดเช่นนี้” แม่สามีเป็ห่วง
“ผู้หญิงที่มาร่วมงานต่างเป็ชนชั้นสูง ข้าอาจเข้ากับพวกนางไม่ได้เ้าค่ะ”หว่านชิงกังวลหนัก
“แวดวงผู้ลาภมากดีก็เป็แบบนี้ จงค่อยๆ ปรับตัวก็แล้วกัน จงไหลไปตามน้ำไม่ต้องฝืนอะไรมากมาย” แม่สามีแนะนำ
“เ้าค่ะท่านแม่”
หว่านชิงกลับมาที่ห้องนอนแต่คืนนี้นางจะต้องนอนเดียวดายเพราะสามีออกเดินทางไปไกลระหว่างที่นอนอยู่โดดเดี่ยว นางก็คิดในใจว่า “ทำไมความคิดถึงมันช่างทรมานเช่นนี้ ขอให้ท่านพี่เดินทางปลอดภัยนะเ้าคะ”
***************************
ณงานเลี้ยงสมาคมแม่บ้านภายในจวนท่านผู้ว่าฯ
แม่สามีได้พาหว่านชิงมาเปิดหูเปิดตาในแวดวงสังคมชนชั้นสูง
“นี่น่ะหรือสะใภ้ตระกูลซู” ฮูหยินท่านผู้ว่าฯมองั้แ่หัวจรดปลายเท้า
หว่านชิงทำการคารวะฮูหยินท่านผู้ว่าฯอย่างนอบน้อม
“กิริยามารยาทเรียบร้อยดีจริงๆ ว่าแต่เ้าเป็ลูกเต้าเหล่าใครล่ะข้ารู้จักหรือไม่” ฮูหยินเค้นถาม
“เอ่อ คือ…” หว่านชิงตอบไม่ถูก
แม่สามีก็เลยพูดแทนลูกสะใภ้“นางเป็เพียงลูกสาวชาวบ้านธรรมดาเท่านั้นเ้าค่ะไม่ได้วิเศษวิโสมาจากไหนหรอก”
“แล้วทำไมนางถึงขั้นได้รับสมรสพระราชทานเลยล่ะ” ฮูหยินท่านผู้ว่าฯไม่เข้าใจ
“ก็เพราะองค์หญิงฉู่หลานทรงถูกชะตาและมีพระเมตตาต่อนางไม่มีเหตุผลอื่นใดหรอกเ้าค่ะ” แม่สามีกล่าว
“นี่ข้าจะแนะนำลูกสะใภ้ของข้า นางเป็บุตรสาวผู้ว่าเมืองหานโจวนางเล่นดนตรีไพเราะมาก ฟังกันหน่อยมั้ย” ฮูหยินท่านผู้ว่าฯอวด
“ก็ดีเ้าค่ะ” ผู้มาร่วมงานต่างรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ
ลูกสะใภ้ท่านผู้ว่าฯนั้นทั้งสวยมีกิริยามารยาทงดงาม นางมาจากครอบครัวชนชั้นเดียวกันแถมมีความสามารถทางดนตรีอีกต่างหาก
แม่สามีส่ายหน้าและกระซิบให้ลูกสะใภ้ฟังว่า“นางตั้งใจอวดลูกสะใภ้น่ะสิ”
หว่านชิงทำเพียงยิ้มและนั่งฟังเสียงพิณอย่างเพลินๆ จนกระทั่งมีหญิงสาวมาทักนาง
“เ้าน่ะหรือคือฮูหยินของซูเฉินที่ชื่อ หว่านชิงน่ะ” หญิงสาวแปลกหน้าเดินมาทัก
“ใช่แล้ว แล้วพวกท่านคือ….” หว่านชิงไม่รู้จัก
“555ก็สมแล้วที่เ้าไม่ใช่คนชนชั้นเดียวกันกับพวกเราเลยไม่รู้จักพวกเราสินะ” หญิงสาวแปลกหน้ากล่าวอย่างดูถูก
“ข้าไม่ค่อยออกจากบ้านไปไหน เลยไม่ได้เสวนากับใคร” หว่านชิงพูดแก้ตัว
“ข้าบอกให้ก็ได้ นางเป็สะใภ้ท่านแม่ทัพ มีนามว่า หนานเว่ย ส่วนข้าคืออ้วนหยิน เป็สะใภ้ของใต้เท้าหานอู่ที่มีชื่อเสียง พวกเราต่างได้รับเลือกให้เป็ตัวแทนสอนเย็บปักถักร้อยให้สมาชิกในสมาคมแม่บ้านด้วยนะ”ผู้หญิงที่มาด้วยกันแนะนำ
“ยินดีด้วยนะ” หว่านชิงยิ้มเจื่อนๆ นางทำตัวไม่ถูก
“เ้าสนใจเข้าร่วมสมาคมด้วยมั้ยล่ะ” หนานเว่ยชวน
“เอ่อ คือ….” หว่านชิงลังเล
“ไม่ล่ะ งานของนางเยอะมากแล้ว นางไม่มีเวลาหรอก” แม่สามีกล่าวแทน
“วันๆ นางจะทำอะไร นอกจากปรนนิบัติสามีไปวันๆ” อ้วนหยินพูดใส่หว่านชิง
“ก็จริง” หนานเว่ยเห็นด้วย
“เอาเป็ว่านางไม่ว่างก็แล้วกัน ข้าพาลูกสะใภ้ของข้ากลับก่อนนะ” แม่สามีไม่พอใจที่มีคนพูดจาดูถูกลูกสะใภ้
“แหม! งานเลี้ยงยังอีกยาวไกล พวกท่านจะรีบกลับไปไหนล่ะเ้าคะ” หนานเว่ยะโตามหลังและแอบหัวเราะคิกคิกกับเพื่อนสาว
แม่สามีจูงมือลูกสะใภ้กลับบ้านระหว่างนั้นลูกสะใภ้ก็เลยว่า “จะดีหรือเ้าคะ รีบกลับโดยไม่ล่ำลาใครแบบนี้”
“พวกนางตั้งใจข่มเ้า รู้ตัวหรือเปล่า” แม่สามีโมโห
“ก็ท่านแม่สอนให้ไหลไปตามน้ำนี่เ้าคะ” หว่านชิงทวน
“ถ้าเลี่ยงพวกนางได้ก็ควรจะเลี่ยง เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ” แม่สามีทนไม่ไหว
สองแม่สามีกับลูกสะใภ้กำลังจะออกจากงานเลี้ยงแต่อยู่ดีๆ กงกงและทหารก็บุกเข้ามาในงาน พร้อมกับประกาศว่า “ใครคือหว่านชิง รีบมาตรงด้านหน้าเดี๋ยวนี้”
“พวกเขาเรียกข้าทำไมกัน” หว่านชิงสงสัย
“รีบไปเร็วเข้า! ท่านกงกงถือพระราชโองการมาด้วยคงมีเื่สำคัญ” แม่สามีสังเกตได้
“งั้นรีบไปกันเถอะเ้าค่ะ” หว่านชิงประคองแม่สามีให้ไปพร้อมกัน
ทั้งคู่เลยจำต้องกลับเข้าไปในงานและยืนเผชิญหน้ากับคนในวัง
“พวกเ้าจงคุกเข่ารับราชโองการ” กงกงประกาศ
สองแม่สามีลูกสะใภ้ตระกูลซูและทุกคนในงานต่างพากันคุกเข่าพร้อมกัน
“เนื่องจากท่านอาจารย์เิ่เสียนมีสุขภาพอ่อนแอจึงไม่สามารถสอนวิชาปรัชญาให้แก่บรรดาเชื้อพระวงศ์ได้ดังนั้นเราขอแต่งตั้งลูกศิษย์เพียงหนึ่งเดียวที่มีนามว่า หว่านชิงให้ทำหน้าที่เป็อาจารย์สอนพวกเขาเป็เวลาสามเดือนและเพื่อให้ความรู้ด้านนี้แพร่หลายสืบไปเราขอแต่งตั้งให้อาจารย์หว่านชิงเป็อาจารย์ประจำสำนักบัณฑิตในเมืองเชียงหนานต่อไปจบราชโองการ”
“เป็พระมหากรุณาธิคุณยิ่งแล้วเพคะ” หว่านชิงรับราชโองการต่อหน้าทุกคนในงานจึงมีเสียงซุบซิบอยู่เซ็งแซ่
“นึกไม่ถึงว่าลูกสะใภ้ของเ้าจะเป็ถึงลูกศิษย์ของท่านอาจารยเิ่เสียนต่อไปนางจะได้เป็ถึงอาจารย์ที่ฝ่าาทรงแต่งตั้งเชียวนะ” กงกงกล่าวกับแม่สามีของหว่านชิง
“ข้าดีใจแทนนางจริงๆ นางเปรียบเสมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง” แม่สามีนึกไม่ถึงว่าจะได้บัณฑิตสาวมาเป็ลูกสะใภ้
“เอ่อ เมื่อสักครู่ที่ข้าพูดจาดูถูกดูิ่ใส่อาจารย์หว่านชิงไปต้องขออภัยจริงๆ” หนานเว่ยรู้สึกผิด
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ” หว่านชิงไม่ถือสา
“งั้นต่อจากนี้พวกเราก็มาเลี้ยงฉลองให้กับอาจารย์หญิงแห่งเมืองเชียงหนานกันเถอะนะต่อไปนางจะได้สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองของพวกเรา” ฮูหยินท่านผู้ว่าฯประกาศ
หลังจากนั้นทุกคนในงานเลี้ยงต่างต้อนรับหว่านชิงเป็อย่างดีทุกคนพร้อมใจกันให้ความเคารพนับถือนางเนื่องจากนางนั้นเป็ถึงอาจารย์พระราชทานที่จะได้ประจำอยู่ในเมืองนี้ในอีกสามเดือนข้างหน้าหรือหลังจากที่นางได้ให้การศึกษาด้านปรัชญาแด่เหล่าเชื้อพระวงศ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว
***************************
เช้าวันรุ่งขึ้นแม่สามีได้ไปส่งลูกสะใภ้เพื่อเดินทางเข้าไปในเมืองหลวงที่หน้าประตูบ้านตระกูลซู
แม่สามีกอดลูกสะใภ้“ข้าภูมิใจในตัวเ้าจริงๆต่อไปเ้านั้นไม่ต้องน้อยหน้าใครแล้วนะ”
“แต่ข้าก็ยังกังวลเ้าค่ะ ข้าไม่เคยใช้ชีวิตในวังมาก่อน เลยทำตัวไม่ถูก”หว่านชิงคิดว่าชีวิตพลิกผันอีกแล้ว
“ข้าเองก็อยากพูดให้เ้าสบายใจ แต่เ้าต้องระมัดระวังตัวเองให้มากจงใช้สติปัญญาเอาตัวเองให้รอด หากพลาดเพียงนิดเดียวอาจถึงแก่ชีวิตได้เ้าเข้าใจมั้ย” แม่สามีเองก็แอบกังวล
“เข้าใจเ้าค่ะ” หว่านชิงกล่าว
“หากซูเฉินกลับมา ข้าจะให้เขาตามไปอยู่ที่เมืองหลวงกับเ้าด้วยก็แล้วกัน”แม่สามีเป็ห่วงลูกสะใภ้
“แล้วกิจการโรงเกลือล่ะเ้าคะ” หว่านชิงคิดว่าที่โรงเกลือต้องมีคนดูแล
“ข้ายังพอไหว แค่สามเดือนข้าดูแลเองได้ แล้วรีบกลับมานะหว่านชิง” แม่สามีลูบหัวอย่างเอ็นดู
“เ้าค่ะท่านแม่”
จากนั้นหว่านชิงก็ขึ้นไปบนรถม้าพร้อมกับบ่นว่า “อาจารย์นะอาจารย์ทำไมแนะนำข้าล่ะเ้าคะ นี่ท่านเล่นเอาตัวรอดนี่”
***************************
ณกระท่อมหลังเขา
อาจารย์เิ่เสียนบิดซ้ายบิดขวาก่อนจะเดินไปจับไม้กวาดเพื่อกวาดลานหน้าบ้าน ระหว่างกวาดเขาก็จาม “ฮัดเช้ย! ฮัดเช้ย! ฮัดเช้ย!หว่านชิงต้องต่อว่าข้าอยู่เป็แน่ ยกโทษให้ข้าด้วยข้าแค่อยากมีชีวิตสงบสุขในชีวิตม่านปลาย ไม่ได้อยากมีชีวิตวุ่นวายในวังข้าคาดการณ์ว่าเ้าต้องมีครอบครัวแล้ว เ้าสามารถใช้ข้ออ้างนี้ออกจากวังได้อย่างสบายๆแต่ถ้าเป็ข้าคงจะยาก”