สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 126 สักขีพยานในช่วงเวลามหัศจรรย์

            “วี้ด...”

            ซุนเฟยใช้นิ้ววางไว้ในปากก่อนจะเป่าปากออกมาเสียงดังสะท้อนออกไปไกล

            จากนั้น

            โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!

            มีเสียงตอบกลับเสียงเป่าปากนี้ทุกคนได้ยินเสียงเห่าดังขึ้นมาจากเชิงเขาอย่างชัดเจน เสียงนี้ทั้งฟังดูคุ้นเคยทั้งฟังดูแปลกๆ

            ในขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยสุนัขยักษ์สีดำที่พวกเขาไม่รู้จัก แต่เคยเห็นมันปรากฏตัวออกมาแล้วก่อนหน้านั้นค่อยๆ เดินขึ้นบันไดหินทีละก้าวอย่างช้าๆแน่นอนว่าการปรากฏตัวของสุนัขตัวหนึ่งสำหรับพวกเขานับเป็นอะไรได้แต่ที่ทำให้ทุกคนแทบกัดจะลิ้นตายก็คงเป็น...ร่างสาวน้อยอรชรดั่งดอกไม้สีขาวที่กำลังยิ้มหวานอยู่บนหลังของเจ้าสุนัขยักษ์สีดำต่างหาก

            นั่นก็คือ…แองเจล่าคู่หมั้นสาวของราชาน้อย

            ภายใต้แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมา พวกเขาได้มองเห็นสาวน้อยงามพิสุทธิ์ดุจเทพธิดาคนหนึ่งกำลังแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวานยามที่เห็นแสงตะวันกระทบร่างบางก็นับได้ว่านางเป็นสาวงามที่หาจับตัวได้ยาก นอกจากซุนเฟยที่กำลังหัวเราะจนตัวโยนเหมือนคนเป็นลมบ้าหมูแล้ว คนอื่นๆ ก็พากันมองตาค้างด้วยความตกใจ...

            พวกเขาไม่อาจมองทุกอย่างได้จากมุมมองคนปกติ

            เป็นไปได้อย่างไร!

            นี่มันเป็นไปไม่ได้เลย!

            ถึงแม้ว่าการต่อสู้ก่อนหน้านี้จะรุนแรงและวุ่นวายมากแต่พวกเขาเห็นกับตาว่าหลังจากที่นางถูกแพรีสจับเป็นตัวประกัน สาวงามใจเด็ดคนนี้ เพื่อไม่ทำให้คนรักของตัวเองต้องลำบากใจนางจึงยอมกัดลิ้นตาย ฉากนี้ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยต้องสะเทือนใจ แม้แต่แพรีสที่เป็นคนเลือดเย็นยังรู้สึกเจ็บปวดใจนิดๆ เลยนางถึงได้มอบ ‘ศพ’ ของแองเจล่าให้แก่ราชาน้อยอย่างเบามือ และหลังจากนั้นราชาน้อยถึงได้ระเบิดความโกรธแค้นออกมาและไล่สังหารยอดฝีมือนับไม่ถ้วนของฝั่งแพรีส...

            มารดามันเถอะฉากที่เห็นอยู่ตรงหน้าตอนนี้จะอธิบายว่าอย่างไร?

            จะอธิบายว่าอย่างไรกัน?

            ทำไมผู้หญิงที่น่าจะตายไปแล้วคนนี้ถึงได้ลุกขึ้นมานั่งขี่หลังสุนัขยักษ์สีดำได้?

            แพรีสรู้สึกตกใจมากที่สุดเดิมทีนางคิดว่าหลังจากที่ทำงานรับใช้โดมิงเกวซมานานหลายปี ได้พบเห็นเล่ห์กลและความลึกลับมามากมายจนทำให้นางรู้สึกว่า ตัวเองได้กลายเป็นคนนิ่งสงบและไม่ตกใจอะไรง่ายๆแต่วินาทีแรกที่นางได้เห็นแองเจล่าปรากฏขึ้นมา ทำให้นางรู้สึกตะลึงอย่างมากจนอธิบายออกมาไม่ถูก เป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร ตอนนั้นนางจำได้แม่นว่านางรู้สึกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจสาวน้อยคนนี้ช้าลงแล้วค่อยๆ หยุดเต้น สัญญาณทางสรีระร่างกายของคนเราไม่มีอะไรที่จะหลอกลวงได้...ทว่า ทำไมตอนนี้สาวน้อยคนนั้นถึงได้ปรากฏขึ้นมาต่อหน้านางได้ล่ะ?

            สายตาตกตะลึงของทุกคนจับจ้องลงไปทางบันไดสุนัขยักษ์สีดำตัวนี้ขี้อวดยิ่งกว่าซุนเฟยเสียอีก มันส่ายหางเดินนวยนาดขึ้นมาประหนึ่งอยู่บนพรมแดง ไม่ช้ามันก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าซุนเฟยจากนั้นก็เผยรอยยิ้มประจบประแจงแล้วคุกเข่าลงกับพื้น

            ในมือของแองเจล่าถือถุงน้ำสองถุงขณะที่กระโดดลงจากหลังของสุนัขยักษ์สีดำ

            “อเล็กซานเดอร์นี่คือสิ่งที่ท่านต้องการ...เจ็มม่าและท่านอาแลมพาร์ดล่ะ พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง?” แองเจล่ามองไปยังร่างของพวกผู้ชายที่ทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลและเลือดมากมายทุกที่เต็มไปด้วยกองเลือด และแขนขากระจัดกระจายไปทั่วทุกหนแห่งแองเจล่าไม่ค่อยเห็นฉากนี้บ่อยจึงรู้สึกว่าไม่เหมาะเท่าไร นางข่มความรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนไว้ก่อนจะส่งถุงน้ำขนาดใหญ่สองถุงในมือของตัวเองให้แก่ซุนเฟยจากนั้นก็หลบไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังซุนเฟยอย่างเชื่อฟัง

            แต่ไม่ช้า สาวงามบริสุทธิ์คนนี้ก็เหมือนจะตระหนักถึงอะไรบางอย่างได้ นางก็หยิบชุดคลุมยาวสีฟ้าจากด้านหลังของตัวเองออกมาอย่างระมัดระวังใบหน้าหวานแดงระเรื่อเหมือนแอปเปิ้ล “อเล็กซานเดอร์...คือว่า เมื่อครู่ตอนที่ข้าลงจากภูเขาพร้อมลมกรด ข้าหาโอกาสเตรียมชุดคลุมไว้ให้ท่านเสื้อผ้าบนร่างท่านมันขาดหมดแล้วข้า...”

            “อ่า แองเจล่า เจ้าดีต่อข้าที่สุดเลย...” ซุนเฟยจงใจแสดงความหวานก่อนจะปรายตามองไปที่แพรีสอย่างยั่วยุจากนั้นก็จับมือนุ่มนิ่มขาวผ่องของแองเจล่าอย่างอ่อนโยน

            พรูด พรูด!

            คนบางส่วนบนยอดเขาตะวันออกกระอักเลือดเป็นลมไปนี่มันคือช่วงเวลาอะไร? ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ทั้งสองคนยังมีอารมณ์มาแสดงความรักกันอีกเหรอ...จริงจังกันหน่อยเถอะ นี่พวกเรากำลังจะสังหารกันอยู่นะ!

            ชุดสีฟ้าที่ซุนเฟยสวมก่อนหน้านี้ได้ฉีกขาดไปในระหว่างการต่อสู้ตอนนี้สภาพซุนเฟยไม่ต่างอะไรไปจากขอทาน บนชุดก็เว้าๆ แหว่งๆที่โดดเด่นสุดก็คงจะเป็นตรงบริเวณหน้าอกที่มันกลวงโบ๋ ซุนเฟยครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะฉีกชุดบนร่างของตัวเองกลายเป็นชิ้นๆเผยให้เห็นถึงกล้ามเนื้อแน่นตึงที่ซ่อนไว้

            ร่างกายและสัดส่วนที่สวยงามของซุนเฟยถูกย้อมด้วยลำแสงสีทองของพระอาทิตย์ยิ่งเสริมให้ร่างของเขาดูสมบูรณ์กำยำมากขึ้นคราบเลือดบนใบหน้าและเส้นผมหยดลงกระทบขวานในมือ...ฉากนี้ทำให้ซุนเฟยดูองอาจเหมือนเทพเจ้าที่กลับเข้าสู่สนามรบเมื่อก่อนพวกเขาต่างดูถูกดูแคลนราชาน้อยของอาณาจักรแซมบอร์ด แต่เพียงชั่วพริบตาตอนนี้พวกเขารู้สึกว่าราชาน้อยดูสูงส่งจนไม่กล้าที่เงยหน้ามองด้วยซ้ำ

            แพรีสและองค์หญิง ทั้งสองคนแทบจะหรี่ตาลงพร้อมกันไม่รู้ว่าพวกนางกำลังคิดอะไรอยู่ แต่สำหรับแองเจล่าแล้ว หัวใจของนางได้ถูกซุนเฟยเข้าไปรุกล้ำเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้สายตานางยามมองไปที่ซุนเฟยเต็มไปด้วยความรักลึกล้ำอย่างไม่ปกปิด ตอนนี้นางกำลังก้าวเดินไปบนถนนแห่งความรักอันอบอุ่น

            มือแองเจล่าถูกซุนเฟยดันกลับไป“เก็บไว้ก่อนอีกสักพักคงได้สวม...”พูดจบเขาก็ลูบหัวของเจ้าสุนัขยักษ์สีดำที่กระดิกหางอยู่ข้างๆเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวนี้เหมือนได้รับการขัดเกลามาอย่างดีเพียงครู่เดียวมันก็เข้าใจความหมายที่ซุนเฟยจะสื่อมันจึงกระโดดโลดเต้นไปทั่วยอดเขา เห็นได้ชัดว่ามันสามารถหลีกเลี่ยงกับดักเวทมนตร์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้ ไม่ช้าศพของแลมพาร์ด ดร็อกบา เจ็มม่า และสาวใช้คนอื่นๆ ก็ถูกคาบกลับมาวางตรงหน้าซุนเฟย

            ทุกคนพากันสับสน ไม่มีใครรู้ว่าราชาน้อยคิดจะทำอะไร

            บางคนอาจเดาอะไรบางอย่างออกแต่พวกเขาก็ไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคาดเดา

            มีเพียงดวงตาขององค์หญิงและแพรีสที่คอยจ้องมองไปที่ร่างของสุนัขยักษ์สีดำตลอดเวลาคอยจดจำทุกเส้นทางที่เจ้าสุนัขยักษ์ตัวนี้มันกระโดดผ่านไป

            ในระหว่างนี้ทั้งสองฝ่ายต่างยากที่จะรักษาท่าทีสงบนิ่งไว้ได้

            ทุกคนพากันกลั้นหายใจและรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อสังเกตเห็นการกระทำต่อมาของราชาน้อยเพราะมันเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของพวกเขา...จนถึงตอนนี้แม้แต่คนที่โง่ที่สุดก็เริ่มจะเข้าใจแล้วว่า เหตุการณ์ในวันนี้ดูเหมือนว่าการควบคุมสถานการณ์และความเป็นไปได้ทุกอย่างที่ก่อนหน้านี้อยู่ในมือขององค์หญิงและแพรีสได้ถูกย้ายมาอยู่ในกำมือของราชาน้อยตรงหน้าแล้ว

            “ตอนนี้พวกเจ้าจะได้เป็นสักขีพยานในช่วงเวลามหัศจรรย์แล้ว...วะฮะฮ่า!”

            ซุนเฟยหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนจะท่องคาถาที่ขโมยมาจากหมอผีชื่อดังในโลกก่อนเมื่อท่องจบก็เผยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ เขาไม่มีทางปล่อยให้โอกาสโอ้อวดของตัวเองผ่านไปเฉยๆ เป็นแน่เขาตัดสินใจที่จะดันตัวเองเป็นผู้มีบทบาทในการต่อสู้ครั้งนี้ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในกำมือของเขาแล้วทำไมบิดาจะต้องแสร้งทำเป็นอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยเล่า?

            ราชาน้อยกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างยั่วยุโดยเฉพาะใบหน้างามของแพรีสจากนั้นก็ดึงจุกถุงน้ำออกแล้วราดลงไปบนหน้าของศพที่นอนอยู่บนพื้น

            บางคนที่เดาออกแล้วว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา

            คิ้วของแพรีสขมวดแน่น ขณะมองไปยังน้ำที่ถูกราดออกมาด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ

            แล้วมันก็เป็นจริง...

            “แค่กๆๆ!”

            เสียงไอดังขึ้นมาจากใบหน้าที่เปื้อนเลือดของแฟรงก์ แลมพาร์ด ก่อนที่เขาจะยันกายลุกขึ้นนั่งขณะที่เช็ดน้ำบนใบหน้าในดวงตาของเขาไม่มีร่องรอยมึนงงหรือสงสัยหลังจากที่ฟื้นคืนชีพจากความตายเขากำดาบยักษ์สีดำที่อยู่ด้านหลังก่อนจะกระโดดขึ้นมายืนอยู่ด้านหลังของซุนเฟยพร้อมๆ กับกวาดสายตามองไปรอบๆ

            ท่าทางของแลมพาร์ดได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงในการคาดเดาของทุกคน

            ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ได้มีการไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า

            ซ่า

            น้ำสะอาดยังคงราดต่อไป

            และมันก็เหมือนน้ำเย็นๆ ราดลดลงไปที่หัวใจอันหนาวเหน็บของพวกเขา

            ไม่ช้าทุกศพที่อยู่บนพื้นต่างก็พากันลืมตาขึ้นมาหนึ่งในนั้นยังยกมือลูบก้นตัวเองเบาๆ พลางโอดครวญขึ้นมาว่า “โอ๊ย เวรเอ๊ยก้อนหินนี่มันหนักจริงๆ กระดูกกระเดี้ยวแทบจะหักหมดแล้วนอนเฉยๆ อยู่ตรงนั้นเหนื่อยแทบตายเลย!”

            พวกเขาเห็นผู้คุ้มกันขององค์ราชาน้อยแต่ละคนพากันเช็ดเลือดตามใบหน้าและตัวด้วยท่าทางตกตะลึงใบหน้าของพวกเขาดูแจ่มใสและหมวดเกราะก็ยังคงแวววาวไม่มีร่องรอยการขีดข่วนใดๆความจริงข้อนี้ทำให้พวกเขารู้สึกเดือดดาลพวกผู้ชายที่ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีของนักรบกลุ่มนั้นไม่มีแม้แต่อาการบาดเจ็บชุดของพวกเขาไม่มีแม้กระทั่งรอยฉีกขาดเล็กๆรอยเลือดที่น่าตื่นตกใจทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขาต่างเอามาจากเลือดที่ไหลออกมาจากศพคนอื่นแล้วนำมาทาตัว...

            ด้านหลังของแพรีสเมื่อพวกเขาเห็นผู้คุ้มกันของเมืองแซมบอร์ดแต่ละคนกำลังเดินไปยืนอยู่ด้านหลังของราชาน้อยโดยไร้ซึ่งบาดแผลบางคนก็รับไม่ได้พวกเขาพากันสติแตกมองไปที่พวกนั้นพลางพูดกลับไปกลับมาด้วยประโยคซ้ำๆ เดิมๆ“เป็นไปไม่ได้...เป็นไปไม่ได้...เป็นไปไม่ได้...”

            องค์หญิงถอนหายใจออกมาพลางก้มหน้าลง

            อาร์ชาวินและสาวน้อยจื่อเยี่ยนที่กำลังโคจรคลื่นพลังเผาไหม้ร่างตัวเองเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บในใจของทั้งสองคนต่างรู้สึกตื่นตกใจ จนเปลวไฟคลื่นพลังที่กำลังรักษาตนเกือบจะสลายไป...

            สายตาของแพรีสมองไปที่ใบหน้าของซุนเฟยด้วยดวงตาที่เบิกกว้างราวกับมองเห็นชายคนรักที่หายไปนานหลายปีปรากฏขึ้นตรงหน้าของนางท่าทางของนางเหมือนไม่อยากจะเชื่อมันเหมือนเหล็กกล้าที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกหลอมละลายตัวเอง

            แม้กระทั่งนักฆ่าที่นิ่งเงียบมาตลอดก็ยังเผลอกำดาบแน่นจนนิ้วขาวซีด

            นี่มันเป็นฉากที่น่าขบขำที่สุดในตลอดชีวิตของพวกเขา

            --------------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน