หลังจากทานอาหารมื้อเย็นแสนอร่อยและมีความสุข เมื่อจูเสี่ยวลี่อยู่ในห้องตามลำพังกับสามี เธอก็เริ่มทำตัวไม่ถูกเพราะั้แ่แต่งงานกันมา เขากับเธอยังไม่เคยมีสัมพันธ์ทางกายเหมือนสามีภรรยาทั่วไป ตอนนั้นซ่งหย่วนให้เหตุผลว่าเขาจะรอให้ภรรยาพร้อมเสียก่อน แต่ผ่านไปแค่สองเดือนภรรยาก็เปลี่ยนไปเมื่อภรรยาได้รู้จักกับเสิ่นต้าไห่ ดังนั้นอย่าว่าแต่นอนบนเตียงเตาด้วยกัน แม้แต่เข้าใกล้ จูเสี่ยวลี่ก็ไม่ให้โอกาสนั้นกับสามี ซ่งหย่วนทำได้เพียงปูผ้านอนบนพื้น
ซ่งหย่วนยังคงปูที่นอนบนพื้นเหมือนทุกวันโดยที่เขาไม่ได้สังเกตสีหน้าของภรรยา เป็จูเสี่ยวลี่เสียเองที่รู้สึกผิดกับสามี เธอรวบรวมความกล้าแล้วเริ่มพูดกับเขา
“อาหย่วน” จูเสี่ยวลี่เรียกสามีเสียงเบา
“อืม...มีอะไรก็พูดมาเลย” ซ่งหย่วนขานรับแต่ยังไม่เงยหน้า
“คุณไม่ขึ้นมานอนบนเตียงเตาด้วยกันเหรอ” จูเสี่ยวลี่ถามสามีอย่างไม่มั่นใจ เธอไม่แน่ใจว่าสามีปล่อยวางเื่ของเสิ่นต้าไห่ได้จริงอย่างที่เขาพูดหรือไม่
ซ่งหย่วนเงยหน้าขึ้นพูดกับภรรยา “ทุกวันผมก็ปูผ้านอนบนพื้นมาตลอด ก็ไม่ใช่คุณหรอกหรือที่บอกว่าไม่อยากให้ผมอยู่ใกล้”
“แล้ว...แล้วถ้าวันนี้ฉันให้คุณขึ้นมานอนบนเตียงด้วยกันล่ะ คุณจะว่ายังไง”
“ลี่ลี่ ผมเคยบอกคุณแล้วว่าผมจะรอให้คุณพร้อมก่อน คุณไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไป” ซ่งหย่วนยิ้มให้ภรรยา “ส่วนที่แม่ของผมพูดเื่ลูกของเราวันนี้ก็ไม่ต้องไปสนใจมากหรอก เราเพิ่งอายุแค่ยี่สิบ รออีกสักสองสามปีค่อยมีลูกก็ไม่ถือว่าช้าเกินไป”
“ฉันไม่ได้คิดเื่นั้นเสียหน่อย ฉันแค่อยากให้คุณได้นอนหลับสบายขึ้นเท่านั้น” จูเสี่ยวลี่พูดไปก็หน้าแดงไป
“แล้วถ้าเกิดผมขึ้นไปตอนบนเตียงกับคุณแล้วผมอดใจไม่ไหวจนรักษาสัญญาไม่ได้ล่ะ คุณจะโกรธผมไหม”
จูเสี่ยวลี่ก้มหน้าซ่อนความเขิน “เราเป็สามีภรรยากันแล้วทำไมฉันต้องโกรธคุณด้วย”
แต่ซ่งหย่วนกลับมองว่าภรรยากำลังหนักใจ เขาอธิบายอย่างใจเย็นอีกครั้ง “คุณนอนบนนั้นให้สบายเถอะ เรายังมีเวลาศึกษากันอีกมาก อย่าทำอะไรที่มันเป็การฝืนใจ”
“คุณยังไม่เชื่อใจฉันกับเื่ของเสิ่นต้าไห่อยู่ใช่ไหม”
“ไม่ใช่นะ ผมเชื่อคุณอยู่แล้ว” ซ่งหย่วนรีบบอก
“แล้วทำไมพอฉันชวนคุณขึ้นมานอนบนเตียงเตาด้วยกันแล้วคุณต้องปฏิเสธฉันด้วยล่ะ”
ซ่งหย่วนเดินไปหยุดอยู่หน้าเตียง “ผมไม่ได้ไม่เชื่อใจคุณ แต่ผมไม่เชื่อใจตัวเอง”
“คุณไม่เชื่อใจตัวเองเื่อะไร”
“ผมกลัวว่าผมจะห้ามใจไม่ได้น่ะสิ” ซ่งหย่วนมองภรรยาแล้วยิ้ม “ผมเป็ผู้ชายนะ มีผู้หญิงมานอนใกล้ๆ แล้วผมจะทนไหวได้ยังไง”
“ทนไม่ไหวก็ไม่ต้องทนสิ” จูเสี่ยวลี่พูดเสียงเบา
แต่ถึงอย่างนั้นซ่งหย่วนก็ยังได้ยิน เขาคว้าภรรยาเข้ามากอด “คุณดูตัวเองตอนนี้สิ แค่ผมกอดคุณนิดเดียวคุณก็ตัวสั่นแล้ว แสดงว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะมีอะไรกับผมหรอก”
“ถ้างั้นเรานอนด้วยกันเฉยๆ ไม่ได้เหรอ” จูเสี่ยวลี่ก้มหน้าจนคางแทบจะชิดหน้าอกแล้ว
ซ่งหย่วนไม่เข้าใจว่าทำไมวันนี้ภรรยาถึงคะยั้นคะยอให้เขานอนด้วยเสียเหลือเกิน แต่เห็นท่าทางน้อยอกน้อยใจของเธอแล้วเขาก็ทนไม่ได้
“งั้นคืนนี้เรามานอนด้วยกัน คุณนอนด้านในส่วนผมจะนอนด้านนอก” ซ่งหย่วนดันตัวภรรยาให้เข้าไปนอนชิดผนังด้านในก่อนจะห่มผ้าให้เธอ
จูเสี่ยวลี่นอนมองแผ่นหลังสามีผ่านความมืด “อาหย่วน คุณหลับหรือยัง”
ซ่งหย่วนยังคงนอนหันหลังให้ภรรยาอย่างทรมาน กลิ่นหอมของสบู่ที่โชยออกมาจากตัวของภรรยาทำให้เขาปั่นป่วนและต้องอดทนมากจริงๆ “คุณมีอะไรหรือเปล่า”
“ฉันขอกอดคุณได้ไหม”
ซ่งหย่วนตัวเกร็งขึ้นมาทันที เขารีบหันกลับไปมองภรรยาแล้วใช้มือจับหน้าผากของภรรยา “ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา ทำไมคุณถึงได้ถามอะไรแปลกๆ แบบนี้ ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่รีบ เื่แบบนี้มันต้องยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย”
“ฉันแค่อยากนอนกอดคุณ”
ซ่งหย่วนไม่มีทางเลือกได้แต่คว้าตัวภรรยาเข้ามาในอ้อมกอด “คราวนี้จะนอนดีๆ ได้แล้วใช่ไหม”
จูเสี่ยวลี่ยิ้มอย่างดีใจก่อนจะเอื้อมมือไปโอบรอบเอวสามี “ขอบคุณนะอาหย่วน แค่ได้นอนกอดคุณฉันก็พอใจแล้ว”
ใช้เวลาไม่นานจูเสี่ยวลี่ก็นอนหลับอย่างมีความสุข ผิดกับซ่งหย่วนที่ต้องทนทรมานทั้งคืน เพราะร่างกายอ่อนนุ่มเอาแต่เบียดเข้าหาเขาไม่หยุด “ยัยเด็กน้อยจอมซน เธอช่างรู้วิธีทรมานฉันจริงๆ”
จูเสี่ยวลี่ตื่นเช้ามาด้วยความสดใส แต่เมื่อเธอมองหน้าสามีก็ต้องใ “อาหย่วน! คุณไปอดนอนที่ไหนมา ทำไมใต้ตาถึงคล้ำอย่างนั้นล่ะ หรือว่าไม่สบาย ให้ฉันไปลางานกับหน่วยผลิตให้ไหม”
“ไม่มีอะไรหรอก เมื่อคืนผมสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะฝันร้าย ในฝันมันน่ากลัวมากผมก็เลยนอนไม่หลับทั้งคืน เดี๋ยวออกไปทำงานในนาก็ไม่ง่วงแล้ว” ซ่งหย่วนตอบ
“พี่ใหญ่ก็นอนไม่หลับเหมือนกันเหรอ” ซ่งเจ๋อรีบถามพี่ชาย “เมื่อคืนผมก็นอนไม่หลับเหมือนกัน ได้ยินเสียงเหมือนมีคนมาเคาะประตูอยู่ตลอดเลย กลัวว่าจะเป็ขโมยแต่ผมก็ไม่กล้าออกมาดู”
“ขโมยอะไรจะมารยาทดีที่มาเคาะประตูบ้านคนอื่นก่อนมาปล้นกัน” ซ่งหย่วนกลอกตาใส่น้องชาย แต่เขารู้ว่าเสียงที่น้องชายได้ยินเป็เสียงเคาะเตียงเพื่อระงับอารมณ์ของเขาเอง
“พวกแกพูดไร้สาระอะไรกันอยู่ได้ รีบกินแล้วก็รีบออกไปทำงาน วันนี้ถ้าพวกแกสองคนทำงานไม่ได้ค่าแรงคนละสิบแต้มล่ะก็ เย็นนี้ฉันจะยกน้ำแกงไก่ให้ลี่ลี่กินคนเดียว” แม่ซ่งบอกลูกชาย
“จริงเหรอครับแม่ เย็นนี้แม่จะทำน้ำแกงไก่ให้เรากินจริงๆ เหรอ” ซ่งเจ๋อถามอย่างดีใจ “นานแล้วที่ผมไม่ได้กินน้ำแกงไก่ฝีมือแม่ ผมเกือบจะจำรสชาติของมันไม่ได้แล้ว ว่าแต่ทำไมอยู่ดีๆ แม่ถึงจะทำน้ำแกงไก่ให้พวกเรากินล่ะ”
“พวกแกน่ะมันแค่ผลพลอยได้ ความจริงแล้วฉันจะทำน้ำแกงไก่บำรุงร่างกายให้ลี่ลี่ต่างหาก” แม่ซ่งหันไปยิ้มให้ลูกสะใภ้ “ลี่ลี่ตกลงไปในน้ำเย็นนานขนาดนั้น ฉันก็ต้องทำอาหารบำรุงร่างกายให้เธอกินสักหน่อยสิ บางทีวันนี้ของปีหน้า ฉันอาจจะได้เป็คุณย่าเหมือนคนอื่นเขาบ้าง”
“แม่อย่ากดดันลี่ลี่เกินไปเลยครับ ปล่อยให้มันเป็ไปตามธรรมชาติเถอะ ตอนนี้เราสองคนอายุเพิ่งยี่สิบปีเอง รออีกหลายปีค่อยมีลูกก็ได้” ซ่งหย่วนบอก
“หม่าจื่อที่ท้ายหมู่บ้านเกิดหลังแกตั้งสองปี แต่ลูกของเขาโตจนเดินไปซื้อซีอิ๊วให้ย่าได้แล้ว แกยังมีหน้ามาบอกให้ฉันใจเย็นอีกเหรอ” แม่ซ่งชี้หน้าลูกชาย “ฉันว่าบางทีปัญหานี้อาจไม่ได้เกิดจากลี่ลี่แต่เป็แกที่ไม่มีน้ำยา รออีกสองวันเดี๋ยวฉันจะพาแกไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลในอำเภอดีไหม”
“ผมไม่ไปหรอก ร่างกายผมแข็งแรงมาก” ซ่งหย่วนรีบบอก
แม่ซ่งหันไปถามลูกสะใภ้ “ลี่ลี่ ร่างกายเขาแข็งแรงจริงเหรอ เขาทำให้เธอเหนื่อยมากไหม แล้วคืนหนึ่งเขารังแกเธอกี่ครั้ง”
“แม่!” ซ่งหย่วนะโขึ้นเสียงดัง “เื่ส่วนตัวแบบนี้มีใครเขามาถามกันตรงๆ บ้าง”
“ก็ฉันอยากรู้ว่าเมื่อไหร่ฉันจะได้อุ้มหลานนี่นา อีกอย่างพวกแกแต่งงานกันมาหกเดือนแล้ว ท้องของลี่ลี่ก็ควรจะมีความเคลื่อนไหวบ้างสิ”
“เราไปทำงานกันเถอะ” ซ่งหย่วนลุกขึ้นแล้วรีบจูงมือภรรยาเพื่อออกไปทำนา
“เอาล่ะ เอาล่ะ ฉันไม่พูดเื่นี้แล้วก็ได้” แม่ซ่งบอก “เดี๋ยวฉันจะออกไปทำงานในนากับพวกแกสองคนเอง ให้ลี่ลี่อยู่บ้านแล้วทำอาหารกลางวันไปส่งเราก็พอ หลังจากนั้นก็กลับมานอนพักผ่อนให้สบาย ร่างกายกลับมาแข็งแรงเมื่อไหร่แล้วค่อยไปช่วยเราทำงาน”
“แม่คะ ฉันสบายดีมากแล้วจริงๆ ค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปทำงานในนาเอง หน้าที่ทำกับข้าวยกให้แม่ก็แล้วกัน แม่ทำงานหนักมามากแล้ว ต่อไปฉันจะทำงานหนักแทนแม่เอง” จูเสี่ยวลี่บอกแม่สามีอย่างเกรงใจ
“ผมเห็นด้วยกับพี่สะใภ้ แม่พักอยู่ที่บ้านเถอะ ข้าวในนาเก็บเกี่ยวอีกไม่กี่วันก็เสร็จแล้ว ปล่อยให้เป็หน้าที่ของพวกเราเอง” ซ่งเจ๋อสนับสนุนคำพูดของพี่สะใภ้
“วันนี้แม่รับหน้าที่ทำอาหารอยู่ที่บ้านก็พอครับ เอาไว้ถึงตอนปลูกข้าวสาลี แม่ค่อยไปช่วยเราทำงานก็แล้วกัน” ซ่งหย่วนก็สนับสนุนเช่นกัน
“พวกแกไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ฉันจะไปทำงานในนา ส่วนลี่ลี่อยู่บ้านทำอาหาร พอถึงมื้อกลางวันก็เอาอาหารไปส่งเรา” แม่ซ่งพูดจบก็เดินออกจากบ้านโดยไม่สนใจที่จะพูดกับลูกชายและลูกสะใภ้อีก
“แม่คงไม่ฟังเราแล้วล่ะ ถ้างั้นคุณอยู่บ้านทำอาหารแล้วกัน แล้วเดี๋ยวตอนกลางวันผมจะมาเอาอาหารไปเอง” ซ่งหย่วนบอก
จูเสี่ยวลี่ได้แต่ยืนมองทุกคนเดินออกจากบ้านไปทำงานอย่างจนใจ “ในเมื่อแม่สามีรักและเป็ห่วงฉันขนาดนี้ ถ้างั้นเที่ยงนี้เอาเนื้อหมูที่เหลือมาทำซาลาเปาไส้หมูสับกุยช่ายดีกว่า แม่สามีชอบซาลาเปาไส้หมูสับกุยช่ายที่ฉันทำมากที่สุด”
“จูเสี่ยวลี่หยุดก่อน!” เสิ่นต้าไห่เรียกจูเสี่ยวลี่อย่างโมโห และที่เขากล้าเรียกเธอเสียงดังเพราะเวลานี้ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็ลงไปทำงานในนากันหมดแล้ว เมื่อเช้าพอเขารู้ว่าจูเสี่ยวลี่รับหน้าที่เป็คนส่งอาหารกลางวันให้ครอบครัวซ่ง เขาก็ทำเป็ป่วยแล้วขอลาหยุดกับหัวหน้าฝ่ายผลิตเพื่อมาดักรอเธอ
จูเสี่ยวลี่ที่กำลังอารมณ์ดีและอยากเอาซาลาเปาร้อนๆ ไปให้แม่สามี สามี และน้องชายของสามีกินเร็วๆ เมื่อได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคย เธอก็หันกลับมามองอย่างไม่สบอารมณ์ “ยุวชนเสิ่นเรียกฉันทำไมเหรอ”
“ที่เธอทำเมื่อวานหมายความว่ายังไง”
“จะหมายความว่าอะไร ฉันก็แค่มาทวงค่าจ้างที่คุณค้างจ่ายฉันไว้ยังไงล่ะ ทำงานก็ต้องได้เงินสิ”
“แต่คุณก็รู้ว่าบันทึกเวลาทำงานอันนั้นมันไม่ใช่ของจริง มันเป็แค่หลักฐานที่เราสร้างขึ้นไว้ตบตาชาวบ้านเพื่อไม่ให้ชาวบ้านรู้ว่าเราสองคนแอบคบกันอยู่ไม่ใช่เหรอ”
“คุณพูดให้ดีนะยุวชนเสิ่น ข้อแรกฉันไม่ได้แอบคบกับคุณ และข้อที่สองบันทึกการทำงานนั้นก็เป็ของจริง ฉันมาทำงานบ้านให้คุณจริงๆ ของป่าที่คุณกินรวมถึงฟืนที่คุณเอาไว้ใช้จุดไฟก็เป็ฉันที่หามาจริงๆ เพราะฉะนั้นเื่นี้ไม่ใช่การตบตาอะไรทั้งนั้น รบกวนคุณอย่าพูดให้คนเข้าใจผิดจะดีกว่า”
“คุณเคยบอกว่าจะหย่ากับซ่งหย่วนแล้วมาอยู่กับผม แล้วอยู่ดีๆ ทำไมคุณถึงเปลี่ยนใจ” เสิ่นต้าไห่ยกยิ้ม “ผมรู้แล้ว คุณหึงที่เห็นผมอยู่กับไฉปาเม่ยใช่ไหม คุณอย่าคิดมากสิ เมื่อวานผมกลุ้มใจที่ได้ยินว่าคุณตกน้ำจนเกือบตาย ผมทำอะไรไม่ถูก พอ...”
ไม่ปล่อยให้เสิ่นต้าไห่ได้พูดจบ จูเสี่ยวลี่ก็พูดขัดขึ้น “พอไฉปาเม่ยมาปลอบใจ คุณก็เลยเผลอไปมีอะไรกับหล่อนใช่ไหมล่ะ ฉันรู้สึกว่าคุณช่างเป็คนที่ใง่ายเสียเหลือเกิน แม่สาวหมู่บ้านข้างๆ แม่สาวท้ายหมู่บ้าน แม่ม่ายหู แม่ม่ายจาง คุณก็เผลอไปมีอะไรกับพวกหล่อนมาแล้วทั้งนั้น ถามจริงๆ เถอะ คุณคิดว่าฉันเชื่อกับข้ออ้างปัญญาอ่อนของคุณจริงๆ อย่างนั้นสิ”
เสิ่นต้าไห่รู้สึกแปลกใจที่จูเสี่ยวลี่เปลี่ยนไป แต่จะเปลี่ยนไปยังไงก็ช่าง เสิ่นต้าไห่ต้องทำให้จูเสี่ยวลี่กลับมาเชื่อใจเขาเหมือนเดิมให้ได้ ตอนนี้เขาแค่ติดใจของใหม่อย่างไฉปาเม่ย แต่พอเขาเบื่อเมื่อไหร่เขาก็จะกลับมาสนใจจูเสี่ยวลี่เหมือนเดิม
“ลี่ลี่ ผมเป็ผู้ชายนะครับ มีผู้หญิงมาหาถึงบ้านแล้วจะให้ผมปฏิเสธพวกเธอได้ยังไง ทำอย่างนั้นผู้หญิงเขาก็จะขายหน้าเอาสิ แต่ยังไงก็เถอะ ไม่ว่าผมจะมีอะไรกับใคร แต่คนที่ผมอยากใช้ชีวิตด้วยมีแค่คุณคนเดียวนะ”
ประโยคนี้ช่างคุ้นหูจูเสี่ยวลี่ยิ่งนัก หากเป็เมื่อก่อนเธอคงดีใจและยอมให้อภัยเขา แต่วันนี้เธอกลับรู้ซึ้งแล้วกับคำว่าผมอยากใช้ชีวิตกับคุณมันหมายความว่ายังไง มันก็หมายความว่าเขาอยากอยู่กับเธอแต่เขาไม่อยากแต่งงานกับเธอน่ะสิ
“พอเถอะยุวชนเสิ่น ฉันไม่มีเวลามาพูดเื่ไร้สาระกับคุณหรอก เพราะฉันต้องรีบเอาอาหารกลางวันไปให้สามีฉันแล้ว”
“จูเสี่ยวลี่ คุณคิดดีแล้วใช่ไหมที่คุณจะตีตัวออกหากจากผม คุณไม่กลัวว่าผมจะเอาเื่ของเราไปบอกสามีคุณเหรอ?”