ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
วันนี้เป็วันที่ฟ้าเปิด เป็วันที่มีพระจันทร์สวยงามและกลมโตส่องแสงสว่างไสวทั่วท้องฟ้าในยามค่ำคืนของวันลอยกระทง แต่ทว่าในคืนนี้จะมีคู่รักคู่หนึ่งที่กำลังจะมีลูกน้อยๆกลอยใจมาเป็สะพานเชื่อมสายใยแห่งรักให้กับคู่รักคู่นี้
“อร๊ายยยยยยย!!!!” ผู้หญิงส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ป หมอกับพยาบาลรีบเข็นรถเข็นเพื่อให้ถึงห้องคลอดอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ทนเอาไว้นะที่รัก เพื่อลูกและเพื่อครอบครัวของเรา” ชายคนรักได้พูดให้กำลังใจภรรยาของเขาอย่างอ่อนโยน มือของเขากุมมือเธออย่างแน่นไม่ปล่อย จนถึงหน้าห้องคลอด
“ตอนนี้คุณพ่อยังเข้าไม่ได้นะคะ” พยาบาลกล่าว
เขาและเธอได้ปล่อยมือออกจากกัน เขาและเธอรู้สึกหัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทั้งสองถูกกั้นไว้ด้วยแค่ประตูหน้าห้องคลอดเท่านั้น เขาพยายามมองเข้าไปในห้องคลอด เขารอคอยอย่างมีความหวังว่าภรรยากับลูกของเขาจะปลอดภัย แต่แล้วจู่ ๆก็มีแสงสว่างส่องมากจากเพดาน ทุกคนคิดว่านั่นคือแสงไฟของห้องคลอด แต่จริง ๆแล้วไม่ใช่เลย มันคือแสงของพระจันทร์ที่ส่องทะลุเพดานลงมาที่ท้องของหญิงสาวคนนี้ ทุกคนในห้องคลอดใกับภาพที่เห็น เขาเองก็ใเช่นกัน ผู้หญิงกรีดร้องด้วยความเ็ปอีกครั้ง เด็กก็ได้คลอดออกมา
“คนแรกเป็ผู้หญิงค่ะ” พยาบาลบอกกล่าวผู้หญิง
“คนแรกเหรอคะ?” ผู้หญิงถามด้วยความแปลกใจ
“คุณได้ลูกแฝดนะคะ เด็กอีกคนกำลังจะออกมาแล้วค่ะ เบ่งอีกนิดนะคะ” พยาบาลบอกกล่าว และส่งเสียงเบ่งเพื่อให้คลอดได้ง่ายขึ้น
“ท่าทางจะดื้อนะครับ ยังไม่ยอมออกเลย” หมอบอกกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“อร๊ายยยยยยย!!!!” ผู้หญิงส่งเสียงกรีดร้องอีกครั้ง เด็กอีกคนก็ได้คลอดออกมาแล้วเช่นเดียวกัน
“เด็กคนนี้เป็ผู้ชายค่ะ ยินดีด้วยนะคะ คุณได้ลูกแฝดหญิงชายค่ะ” พยาบาลพูดจบ ผู้หญิงร้องไห้ออกมา เธอดีใจจนบอกไม่ถูก
“ขอฉันดูหน้าลูกๆหน่อยได้มั้ยคะ?” ผู้หญิงบอกกล่าว หมอและพยาบาลได้ยินดังนั้นจึงอุ้มเด็กฝาแฝดไปให้เธอ เธอหอมแก้มซ้ายขวาของเด็กน้อยทั้งสองและเธอก็ได้สลบไป
ในขณะที่เธอสลบไปนั้น เธอก็ได้เห็นผู้หญิงที่หน้าตาสะสวยใส่ชุดสวยงามสีทองอร่ามมาอยู่ตรงหน้าเธอ
“ศิริกัลยา ถึงเวลาที่เ้าต้องกลับขึ้นมาบนพระจันทร์ได้แล้ว ข้าให้เวลาสนุกกับเ้ามามากพอแล้ว” ผู้หญิงคนนั้นคือแม่ของศิริกัลยา
“แต่ท่านแม่ ลูกๆของข้าพึ่งได้เกิดมาลืมตาดูโลกได้แค่ไม่กี่วินาที ท่านจักให้ลูกๆข้าห่างจากอกไปแล้วหรือ” ศิริกัลยาร้องไห้เสียใจที่รู้ว่าตนเองจะไม่ได้อยู่กับลูกๆของเธออีกต่อไป
“ข้าจะให้เ้าดูแลลูกของเ้าจากบนนั้น เ้าต้องฟังแม่ แค่นี้เ้าก็ทำความเสื่อมเสียให้แก่พวกเรามามากพอแล้ว”
“ข้าขอลาลูกๆกับสามีของข้าก่อนได้หรือไม่” ศิริกัลยารู้แล้วว่าไม่มีทางเลือก ยังไงเธอก็ต้องกลับบ้านที่เธอจากมานานแสนนาน
“ได้ ข้าให้เวลาเ้าแค่ครู่เดียวเท่านั้น” แม่ของศิริกัลยาก็ได้หายตัวไป ศิริกัลยาฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ชีพจรของเธอแ่เบาลงเรื่อย ๆ หมอกับพยาบาลใวิ่งชุลมุนกันอยู่ในห้องคลอด ก็ได้มีหมอที่ทำคลอดศิริกัลยาออกมาหาเพื่อบอกข่าวร้ายให้แก่เขา
“คุณครับ ภรรยาของคุณเสียเืเยอะมาก ร่างกายรับไม่ไหว ทางเราจึงต้องมาตามคุณสามีเพื่อไปพบหน้าภรรยาของคุณเป็ครั้งสุดท้ายน่ะครับ” สิ้นสุดคำพูดของหมอ เขาก็ได้ทรุดลงไปอยู่ที่พื้น เขาร้องไห้หนักมาก หมอจึงพูดปลอบใจเขา
“คุณสามีจะเข้าไปพบหน้าภรรยาก่อนมั้ยครับ?” เขาพยักหน้าและรีบเปลี่ยนชุดที่ทางพยาบาลเตรียมไว้ให้เขาไปหาภรรยาของเขาเป็ครั้งสุดท้าย
เขาเดินเข้าไปหาภรรยาของเขาก็พบว่าภรรยาของเขามีใบหน้าที่ซีดเซียวเหลือเกิน เขาเอามือซ้ายมาจับมือเธอและเอามือขวาไปลูบใบหน้าภรรยาของเขา
“ผมรักคุณ ได้โปรดศิริกัลยา อยู่กับพัฒน์นะ” เขาร้องไห้และหอมแก้มเธอ
“ชั้นก็รักคุณค่ะ แต่ตอนนี้ชั้นอยากจะบอกกับคุณแค่ว่า ได้โปรดดูแลเด็กทั้งสองคนนี้ให้ดีด้วยนะคะ” เธอพูดจบ เขาก็ได้ใกับคำพูดของเธอ
“สองคน เด็กสองคน หมายความว่าไงครับ?” เขาร้องไห้และหันไปถามเธอ
“ใช่ค่ะที่รัก เราได้ลูกแฝดค่ะ” เธอร้องไห้ดีใจที่ได้บอกเื่ลูกกับสามีของเธอ
“ทำไมคุณต้องจากผมไปในเวลานี้ด้วย พวกเรากำลังจะเป็ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบแล้ว อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อแม่และลูกๆ” พัฒน์ร้องไห้และจับมือเธอแน่น
“พัฒน์คะ ชั้นไม่ได้ไปไหน ชั้นอยู่ที่ตรงนี้กับคุณเสมอ คุณก็รู้ว่าชั้นมาจากที่ไหน ขอให้คุณแค่ภาวนาถึงชั้น ชั้นจะมาหาคุณทุกคืนในความฝัน” ศิริกัลยาร้องไห้และจับไปที่หน้าอกของพัฒน์ และชีพจรของเธอก็ได้ดับวูบลง
“ไม่ๆ ศิริกัลยา ไม่ๆ อย่าพึ่งไปไหนอยู่กับผมก่อน” พัฒน์เขย่าตัวของศิริกัลยา หมอกับพยาบาลจึงกันตัวเขาออกไปและพยายามปั๊มหัวใจของเธอ แต่ก็ไม่เป็ผล ศิริกัลยาจากไปอย่างสงบในร่างนี้พร้อมกับฝากลูกน้อยไว้กับเขา เขามองหน้าของเด็กทั้งสองด้วยความรัก
“พ่อจะปกป้องและดูแลพวกหนูด้วยชีวิตของพ่อนะลูก” เขาจับไปที่ขอบกระบะใส่เด็กทารกของเด็กทั้งสองและร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกเสียใจว่าเด็กทั้งสองจะกำพร้าแม่และเหลือแต่เขาแค่คนเดียว เด็กทั้งสองร้องไห้อย่างหนักเหมือนเด็กขาดสิ่งที่รักไป
พัฒน์ได้เหลือไปเห็นที่หน้าอกของเด็กทั้งสองว่ามีปานรูปไฟกับตัวโน๊ตกุญแจซอล เขาจึงคิดว่าอาจเป็แม่ของเขาที่้าจะตั้งชื่อให้ลูกๆก่อนที่จะสิ้นใจไป
โดยเด็กหญิงนั้นมีปานรูปกุญแจซอลอยู่ที่หน้าอก ส่วนเด็กชายมีปานรูปไฟอยู่ที่หน้าอก
“พ่อจะตั้งชื่อลูกทั้งสองว่าเพลงกับเพลิงนะลูก” พัฒน์บอกกับลูกๆของเขา เด็กทั้งสองก็ได้ยิ้มให้กับพัฒน์ราวกับว่าชอบชื่อที่พัฒน์ตั้งให้
2 วันต่อมา
พัฒน์ได้พาลูกๆของเขาออกจากโรงพยาบาลเพื่อกลับมาพักที่บ้าน พัฒน์ได้มองไปรอบๆบ้านหลังโตแห่งนี้ ว่าเขาจะอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไร เมื่อไม่มีศิริกัลยาแล้ว เขารู้สึกขาดอะไรบางอย่างที่หล่อเลี้ยงหัวใจของเขา ในขณะนั้นเด็กทั้งสองก็ได้ร้องเรียกหาเขา
“ถึงบ้านแล้วดีใจกันมั้ยลูก?” พัฒน์ถามลูกๆของเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เด็กทั้งสองยิ้มให้เขาราวกับจะบอกว่ายังมีพวกเขาทั้งสองที่จะอยู่กับพัฒน์ตลอดไป
“ป้าแจ่ม ป้าแจ๋ว” พัฒน์ะโเรียกคนรับใช้ของเขา
“ค่ะ คุณผู้ชาย”
“เดี๋ยวผมจะไปวัดเพื่อไปต้อนรับแขกที่งานศพของคุณผู้หญิงฝากป้าๆ ดูแลลูกๆของผมต่อทีนะ” พัฒน์บอกกล่าวคนรับใช้
“ได้ค่ะ” ป้าทั้งสองอุ้มเด็ก ๆไปที่ห้องนอน
พัฒน์จึงขับรถออกไปที่งานศพทันที
ณ วัดที่จัดงานศพ
พัฒน์ได้ต้อนรับแขกอย่างเศร้าใจ เขาไม่อยากมายืนอยู่ตรงนี้ เขารู้สึกเ็ปหัวใจตลอดเวลา เพื่อนของพัฒน์ก็ได้เดินมาแสดงความเสียใจให้กับพัฒน์ที่สูญเสียศิริกัลยาไปแบบไม่มีวันกลับ
“เสียใจด้วยนะพัฒน์” ป่าซึ่งเป็เพื่อนกับพัฒน์ก็ได้พาลูกๆของเขามาให้กำลังใจพัฒน์
“ไม่เป็อะไรนะครับคุณลุง” ภูผาลูกชายวัย 10 ขวบ ของป่าได้กอดแขนของพัฒน์เพื่อเป็การปลอบใจ
“หนูจะคุยเล่นเป็เพื่อนคุณลุงเองค่ะ” ทะเลลูกสาววัย 1 ขวบพูดจาไม่ค่อยชัดน่า แต่ก็ทำให้พัฒน์ชื่นใจและรู้สึกมีความสุขขึ้นมาบ้าง
“น่ารักจังเลย ขอบคุณหลานทั้งสองมาก ๆนะ เอ้อไอ้ป่า ว่างๆมึงก็พาลูกๆมึงไปเล่นกับลูกๆกูก็ได้นะ” พัฒน์บอกกล่าวป่า
“ลูกๆ หมายความว่ามึงได้ลูกแฝดเหรอวะ?” ป่าถามพัฒน์กลับ
“แฝดหญิงชายด้วย เด็กผู้หญิงเหมือนแม่เขามากมึง” พัฒน์บอกกับป่าด้วยน้ำเสียงแสนเศร้า ป่าจึงตบไหล่เพื่อนของเขาเพื่อเป็การปลอบใจ
“เอาน่า คิดว่าสะว่า ศิริกัลยาได้กลับบ้านของเขาแล้ว” ป่ากล่าว
“นั่นสินะ” คำพูดของป่าทำให้พัฒน์นึกถึงตอนวันที่เจอกับศิริกัลยาครั้งแรก
ในคืนนั้น อยู่ดี ๆ ก็มีบางอย่างตกมาที่หลังคาบ้านของพัฒน์ ่นั้นเป็่ที่พัฒน์กำลังเรียนอยู่มหา'ลัยปีสุดท้าย ทำให้เขาต้องรีบเร่งทำงานโปรเจคจบให้เสร็จ แต่เขากลับต้องมาหัวเสียกับบางสิ่งที่ตกลงมาที่หลังคาตรงกับห้องนอนของเขาพอดี เขาได้ปีนขึ้นไป ซึ่งวันนี้เป็วันลอยกระทงที่มีพระจันทร์ดวงใหญ่กลมโตส่องสว่างมาที่หลังคาบ้านของเขา เขาก็ได้เจอกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ใส่ชุดราตรีสีทองอร่าม หน้าตาสะสวยแบบที่เขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เขาตกตะลึงในความงามของหญิงสาวคนนั้น หญิงสาวคนนั้นใที่เขาจ้องมองเธอแบบไม่ละสายตา
“นี่ เมื่อไหร่ เ้าจะเลิกจ้องหน้าข้าเสียที” หญิงสาวคนนั้นคือศิริกัลยา ศิริกัลยาได้ถามเขาแบบไม่พอใจนัก
พัฒน์จึงรีบดึงสติตัวเองเพื่อตอบคำถามของศิริกัลยา
“นี่เธอ มาใช้คำพูดแปลกๆอะไรกับชั้น ก็เธอเล่นมานอนอยู่บนหลังคาบ้านของชั้น ชั้นก็ใน่ะสิ” พัฒน์รีบตอบกลับด้วยความโมโห
“ที่ตรงนี้เรียกว่าหลังคารึ?” ศิริกัลยาถามพัฒน์กลับด้วยความสงสัย
“นี่เธอ เป็บ้าเหรอ ถึงไม่รู้จักหลังคาน่ะฮะ” พัฒน์หงุดหงิดที่ผู้หญิงตรงหน้าเขาพูดจาไม่รู้เื่
“คือ…ข้าไม่ใช่คนที่นี่” ศิริกัลยาพูดจบ พัฒน์ถึงกับงงในคำตอบของศิริกัลยา
“แหงแหละ ถ้าไม่ใช่คนที่นี่ ก็มาจากโรงพยาบาลบ้าแน่ ๆ มาๆเดี๋ยวชั้นพาเธอไปส่งเอง” พัฒน์คิดในใจว่าตัวเขาเกือบตกหลุมรักคนบ้าแล้ว ทันใดนั้นเอง ศิริกัลยาก็ได้ส่อง *แสงสว่าง ออกมาจากตัวเธอ เพื่อแสดงให้พัฒน์เห็นว่าเธอเป็คนมาจากที่อื่นจริง ๆ ไม่ใช่สถานที่ที่เขาคิด พัฒน์ใถอยหลังจนเกือบตกหลังคา แต่ศิริกัลยาได้จับแขนพัฒน์ไว้ได้ทันก่อนที่เขาจะล่วงลงไป
“เมื่อกี๊นี้ มันคืออะไร?" พัฒน์ถามศิริกัลยา
“พลังของข้าเอง” ศิริกัลยาตอบกลับพัฒน์
“ฮะ พลังวิเศษอ่านะ” พัฒน์ยันตัวเองขึ้นแบบไม่ทันระวังตัวจนเกือบเผลอทำศิริกัลยาตกลงไปด้วย พัฒน์จึงดึงเอวศิริกัลยาไว้จนศิริกลันยาล้มมาทับบนตัวเขา ทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้น
“แล้วนี่ เธอชื่ออะไร?” พัฒน์จึงตัดสินใจถามชื่อศิริกัลยาก่อน
“ข้ามีนามว่าศิริกัลยา แล้วเ้าล่ะ มีนามว่าอะไร?” ศิริกัลยาถามกลับ
“ชั้นชื่อพัฒน์ ยินดีที่ได้รู้จักนะ” พัฒน์เขินศิริกัลยาจนทำตัวไม่ถูก ศิริกัลยาจึงลุกขึ้นจากตัวเขา
“งั้นเดี๋ยวเข้าบ้านชั้นก่อนนะ ถ้าใครมาเห็นเธอในสภาพนี้ชั้นว่าไม่ดีแน่” พัฒน์บอกศิริกัลยา
“ค่ะ”
พัฒน์จึงพาเข้าบ้านของเขา แต่เขาลืมไปสนิทเลยว่า พ่อกับแม่ของเขานั่งดูโทรทัศน์อยู่ที่ห้องนั่งเล่น เขาจึงค่อยๆย่องพาศิริกัลยาขึ้นไปที่ห้องนอนของเขา แต่ศิริกัลยากลับสนใจโทรทัศน์จึงหยุดเดินแล้วหันไปถามพัฒน์
“สิ่งนั้นเรียกว่าอะไรหรือพัฒน์?” ศิริกัลยาชี้ไปที่โทรทัศน์
“เรียกว่าทีวีหรือโทรทัศน์ อย่าพึ่งมาถามอะไรตอนนี้ขึ้นไปที่ห้องนอนของชั้นก่อน” พัฒน์จึงรีบดันศิริกัลยาเดินขึ้นบันไดไปก่อนที่พ่อแม่ของเขาจะหันมาเจอ
ห้องนอนของพัฒน์
ศิริกัลยาตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่อยู่ในห้องของพัฒน์
“ทำไมที่ตรงนี้ถึงนุ่มจัง” ศิริกัลยาะโอยู่บนเตียงของพัฒน์
“นี่เธออยู่นิ่งๆหน่อยได้มั้ย ทำเสียงดังมาก ๆ เดี๋ยวพ่อแม่ของชั้นเข้ามาหรอก” พัฒน์ดุศิริกัลยา เธอจึงหยุดะโแล้วถามพัฒน์อย่างด้วยเสียงที่เบามาก ๆว่า
“แล้วสิ่งนี้เรียกว่าอะไรหรือพัฒน์?"
“นี่เรียกว่าที่นอน” พัฒน์ตอบศิริกัลยา เขารู้สึกชอบศิริกัลยาที่สงสัยในทุก ๆเื่ที่อยากรู้
“พัฒน์ ข้าขออยู่ที่นี่กับเ้าได้หรือไม่?” ศิริกัลยาถามพัฒน์ พัฒน์ใมาก
“เฮ้ยเดี๋ยว ทำไมเธอไม่กลับบ้านของเธอไป จะมาอยู่กับชั้นทำไม?” พัฒน์ถามกลับด้วยความใ
“คือข้า แค่ตั้งใจจะหนีลงมาเที่ยวบนโลกมนุษย์เฉยๆ แต่ข้าลืม *มงกุฎเพชรแสงจันทร์ของข้า ทำให้ไม่สามารถที่จะกลับขึ้นไปบนดวงจันทร์ได้ ข้าขออยู่กับเ้าเพียงแค่ไม่นาน ข้าขอหาวิธีกลับบ้าน ถ้าข้ากลับไปได้ ข้าจะตอบแทนพัฒน์อย่างดีเลย” ศิริกัลยาอ้อนวอนพัฒน์
“อือๆ ก็ได้” พัฒน์กุมขมับคิดในใจว่าเขาจะอธิบายให้พ่อกับแม่ของเขาฟังว่ายังไงดี
“ขอบคุณนะ" ศิริกัลยาส่งยิ้มให้กับพัฒน์ ทำให้หัวใจของพัฒน์เต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาข้างนอก
“นี่เธอ เลิกทำหน้าแบบนี้สะที” พัฒน์เขินศิริกัลยาจนหน้าแดง
“ทำไมหรือ?” ศิริกัลยาทำหน้าตาสงสัย
“ก็ ก็ มัน น่ารัก” พัฒน์ตอบศิริกัลยาตะกุกตะกัก
“น่ารัก? น่ารักคืออะไร?” ศิริกัลยาถามกลับอีก
“เดี๋ยวไว้วันหลังจะบอก แต่ชั้นว่าตอนนี้ชั้นต้องหาเสื้อผ้าให้เธอเปลี่ยนก่อนดีกว่า” พัฒน์ทำท่าครุ่นคิด และเขาก็นึกขึ้นได้ว่าแม่ของเขาอาจจะเก็บเสื้อผ้าที่ใส่มตอนสมัยสาวๆไว้อยู่
“เดี๋ยวเธอรออยู่ตรงนี้แป๊ปนะ” พัฒน์พูดจบปล่อยให้ศิริกัลยานั่งอยู่ในห้องนอนของเขาคนเดียว
พัฒน์รีบวิ่งลงบันไดมาหาแม่ของเขา
“คุณแม่ครับ คุณแม่ยังเก็บเสื้อผ้าที่เคยใส่ไว้ตอนสมัยสาวๆไว้อยู่มั้ยครับ?”
“มีนะ พัฒน์จะเอาไปทำอะไรล่ะลูก?” แม่ของพัฒน์ถามกลับ
“เอ่อคือ ผมจะเอาไปบริจาคน่ะครับ ได้มั้ยครับคุณแม่” พัฒน์อ้อนแม่ของเขา
“ได้จ้า เดี๋ยวแม่ให้แจ่มเอาขึ้นไปให้ลูกที่ห้องนะ” แม่ของพัฒน์กล่าวพร้อมกับหอมแก้มพัฒน์ฟอดใหญ่
“ขอบคุณครับแม่” พัฒน์รีบวิ่งขึ้นไปที่ห้องนอนของเขาทันที
พัฒน์เปิดประตูเข้ามาก็พบว่าศิริกัลยาได้หลับไหลอยู่บนที่นอนของเขาแล้ว เขาจ้องไปที่ใบหน้าของเธอ
“คุณหนูคะ ป้าเอาเสื้อผ้าของคุณนายมาให้แล้วค่ะ” ป้าแจ่มคนรับใช้ของเขาเอาเสื้อผ้ามาให้ เขาได้ยินดังนั้นจึงรีบเอาผ้าห่มมาคลุมตัวศิริกัลยาและเดินไปเปิดประตูให้คนรับใช้ของเขาอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณครับป้า เดี๋ยวป้าวางไว้ตรงนี้เลยนะครับ เดี๋ยวเลือกเอง” พัฒน์กล่าว
“ได้ค่ะคุณหนู” คนรับใช้วางเสื้อผ้าของแม่เขาไว้ที่ปลายเตียงเสร็จก็เดินออกไป พัฒน์รีบไปล็อคประตูเพื่อกันไม่ให้มีคนเข้าห้องของเขา เขาจึงปลุกศิริกัลยาเพื่อให้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
“ศิริกัลยา ลุกขึ้นมาไปอาบน้ำก่อนแล้วค่อยมานอน” พัฒน์เขย่าตัวของศิริกัลยา
“ข้ารู้สึกเพลียเหลือเกิน ที่นอนของเ้านุ่มมากพัฒน์” ศิริกัลยาบอกล่าวเขาด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
“แต่เธอจะนอนทั้งสภาพแบบนี้ไม่ได้ ลุกกก” พัฒน์ดึงตัวศิริกัลยา แต่ศิริกัลยาก็ยังไม่ยอมลุก
“ถ้าเธอไม่ลุก ชั้นจะไล่ให้เธอไปอยู่ที่อื่นละนะ” ศิริกัลยาได้ยินดังนั้นรีบลุกขึ้นมาทันที ด้วยความสงสัยว่า
“อาบน้ำคืออะไรหรือพัฒน์?” พัฒน์ลืมคิดไปเลยกับคำพูดของเขา
“ก็คือเป็การเอาน้ำมาราดที่ตัวเพื่อให้ตัวสะอาดอะ เข้าใจเปล่า?” ศิริกัลยาทำหน้างงงวยใส่พัฒน์
“เดี๋ยวสอนก็ได้” พัฒน์จึงหาผ้าขนหนูให้ศิริกัลยาถอดเสื้อผ้าออก
“อะเอาคลุมตัวซะ แล้วก็ไปถอดชุดของเธอที่ห้องน้ำด้วย” เขาพาเธอไปที่ห้องน้ำและปิดประตูใส่เธอ เพราะเขากลัวจะเห็นของลับของเธอ
“พัฒน์ ข้าถอดเสร็จแล้ว ต้องทำไงต่อ?” ศิริกัลยาเรียกพัฒน์ ทำให้พัฒน์จำใจเปิดประตูเข้าห้องน้ำไป แต่เขาพบว่าเธอไม่ใช่ผ้าขนหนูคลุมตัวของเธอ
“ชั้นบอกแล้วใช่มั้ยว่าถ้าถอดเสร็จแล้วให้เอาผ้าปิดตัวเธอเอาไว้” พัฒน์รีบเอามือปิดตาและต่อว่าศิริกัลยา
“ข้าขอโทษ รอสักครู่นะ” เธอรีบเอาผ้าปิดที่ตัวของเธอ
“เสร็จรึยัง?”
“เสร็จแล้ว” พัฒน์จึงเอามือคลายออกจากตาของเขา พร้อมกับถอนหายใจอย่างโล่งอก
“อะ อันนี้คือสบู่ใช้ถูตัว ส่วนอันนี้คือยาสระผม” พัฒน์ชี้ไปที่ตัวและผมของเขา
“ส่วนตรงนี้คือก๊อกฝักบัว ให้หมุนไปทางซ้ายเล็กน้อยเพื่อไม่ให้น้ำร้อนหรือเย็นเกินไป เข้าใจมั้ย?”
“เข้าใจ งั้นเ้าออกไปได้แล้ว ข้าจะอาบน้ำ”
“นี่ เลิกใช้คำว่าข้าได้แล้ว ให้แมนตัวเองว่า ชั้น แบบเนี้ย”
“ชั้นจะอาบน้ำก่อน แบบนี้อะหรือ?”
“ใช่แล้ว เดี๋ยวเธออาบน้ำเสร็จเดี๋ยวชั้นค่อยมาสอนเพิ่มเติมอีกที” พัฒน์ปิดประตูให้เธอ และมาจัดที่นอนให้กับตัวเองนอนที่พื้น
เธอเดินออกมาจากห้องน้ำและมีกลิ่นหอมติดตัวของเธอออกมา
(ทำไม เธอถึงมีกลิ่นตัวที่หอมแบบนี้) พัฒน์คิดในใจ
“พัฒน์ ๆ” เธอเดินมาเรียกเขาเพราะเห็นท่าทางของเขาเหม่อลอย
“ฮะๆ เสร็จแล้วเหรอ” พัฒน์สะดุ้งออกจากพะวง
“อื้อ เสร็จแล้ว ตอนนี้ข้า เอ้ย ชั้นเพลียมาก ขอนอนก่อนได้มั้ย พรุ่งนี้ค่อยสอนชั้นต่อ”
“อื้อได้ งั้นฝันดีนะ ชั้นก็ง่วงแล้วเหมือนกัน”
“ฝันดี?”
“คือเป็การบอกลาก่อนนอนน่ะ”
“ฝันดีนะ”
เวลาปัจจุบัน
พัฒน์ได้นึกถึงเื่ราวที่เขาได้เจอกันเป็ครั้งแรก ถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
“มึงโอเคนะ?” ป่าถามพัฒน์
“กูจะเข้มแข็ง เพื่อลูกๆของชั้น” พัฒน์พร้อมกับหันหน้าไปที่รูปหน้าโลงศพของศิริกัลยาว่า
(ชั้นจะภาวนาและคิดถึงเธอทุกคืนวัน ศิริกัลยายอดรัก) พัฒน์คิดในใจและน้ำตาไหลอาบที่แก้มของเขา
พัฒน์ได้มองไปที่รูปของศิริกัลยาอีกครั้งก็ได้พบว่ามีน้ำไหลออกมาที่ตา เขาได้รู้แล้วว่าศิริกัลยาจะอยู่กับเขาตลอดไปถึงแม้ตัวจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม…..
*มงกุฎเพชรแสงจันทร์ เป็มงกุฎของเ้าหญิงที่เอาไว้เปิดประตูเพื่อขึ้นไปดวงจันทร์
*แสงสว่าง เป็พลังขั้นพื้นฐานของเ้าหญิง