- มุมมองของคนเราสามารถเปลี่ยนไปได้เสมอหากเจอกับ...‘มัน’ที่เรียกว่า[โชคซะตา]-
.
แต่กับบางเื่มันก็เปลี่ยนได้ยาก
“ไม่ๆๆ”...อาทิเช่นคุณป้าขายตั๋วตรงหน้าผมตอนนี้...
“นั่งอันนี้ไปเร็วสุดแล้วพ่อหนุ่ม จ่ายๆคิวข้างหลังรอ”เสียงขึ้นจมูกแฝงความหงุดหงิดจากหลังกระจกตู้ขายตั๋วชวนให้เหงื่อยิ่งไหลเป็น้ำตกด้วยความเกรงๆนับรวมกับสีหน้าคนด้านหลังที่ขมวดคิ้วงงๆใส่เขาตามจริงมันไม่ใช่เื่ยากกับแค่การซื้อตั๋วรถไฟ แต่เพราะชนิดรถที่ต่างกับที่พี่เณอบอกไว้ทำให้การจองตั๋วกลายเป็อภิมหาาซะงั้น
“อ-เอ่อ...แต่พี่สาวผมบอกว่านั่งรถไฟด่วนพิเศษจะเร็วกว่า–...”
“มันต่างกันแค่สองชั่วโมงน่ารอบก็ไม่จองมาแล้วยังจะเถียงอีก มันจะเต็มอยู่แล้ว ขึ้น ไม่ขึ้น!?”
“ขึ้นครับๆ...”ท้ายที่สุดก็จำต้องเอ่ยตอบพร้อมยื่นจำนวนเงินตามราคาให้ไปแต่โดยดีถึงไม่ตรงตามแพลนฝ่ามือรับตั๋วรถไฟมาดูเลขขบวนและเวลาออกจากสถานีขณะเดียวกันก็หยิบหูฟังขึ้นสวมให้สามารถพูดคุยกับคนบนลาดไหล่ได้โดยไม่เป็ที่เพ่งเล็ง
[กล้าพูดจะลาออก แต่ไม่กล้าเถียงป้าขายตั๋ว? เ้ามันพวกย้อนแย้งรู้ตัวไหม]…
“นายไม่ใช่คนที่จะถูกยาดมเขวี้ยงใส่นิก็พูดได้สิ จริงๆฉันก็ผิดที่ไม่ได้จอง”ลอบถอนหายใจกับความสะเพร่าของตัวเองที่ไม่จองตั๋วแต่เนินๆเพราะหลังวางสายจากพี่คนสนิทที่แนะนำวิธีการเดินทาง เขาก็ยุ่งอยู่แต่กับการจัดกระเป๋าเสื้อผ้ากับกล้องและอีกมายมายสำหรับการไปอยู่อาศัยร่วมสองเดือนจนลืมเื่สำคัญอย่างตั๋วจนกลายเป็เหตุการณ์อย่างเมื่อครู่ที่จะโดนกินกบาลอยู่รอมร่อ...
[อย่างน้อยข้าก็กล้าเถียงแล้วกัน]…น่ะไม่มีใครเห็นแท้ๆ ทำซ่าจริง
“เอาเถอะๆนั่งรถไฟด่วนปกติก็ดี ระหว่างทางน่ะ อาจจะได้เจออะไรพิเศษๆก็ได้”
[8:05 - 18:45] |รถไฟด่วนปกติ | สถานีหัวลำโพง - สถานีสุราษฎร์ธานี
...ไล่สายตาตามตัวอักษรบนตั๋วด้วย จิตใจพองฟูกับประสบการณ์การเดินทางครั้งแรกนับจากอยู่เมืองกรุงมาหลายปีอาจไม่เป็ไปอย่างแผนที่วางไว้แต่ก็นับเป็ความตื่นเต้นรูปแบบใหม่สถานีหัวลำโพงคือจุดเริ่มต้นและใช้เวลาไปจุดที่สอง ณ สถานีสุราษฎร์ธานี 10ชั่วโมง 45นาที่เวลาแสนยาวนานทว่าข้างทางที่ค่อยๆเปลี่ยนจากดงคอนกรีตสู่วิวธรรมชาติก็คุ้มค่ากับการยกกล้องขึ้นเก็บเกี่ยวไว้เปลือกตาปิดลงครั้งสองครั้งโดยมีเสียงกรนจากภูตแสบข้างตัวเป็การกล่อม...ก่อนรถไฟจะหยุดเมื่อถึงปลายทางพร้อมกับตะวันที่คล้อยลับขอบทะเลสองขาจึงก้าวเข้าโรงแรมที่พี่สาวจับจองไว้ให้ตามแผลน
สิ้นสุดหนึ่งวันที่ได้ััสิ่งต่างๆมากกว่าแค่ความจำเจของแสงสี…
[ท่าเรือนอน] : จังหวัดสุราษฎร์ธานี...และเริ่มอีกหนึ่งวันใหม่ของทริปด้วยแสงอาทิตย์เคล้ากลิ่นทะเลกับเซอร์ไพรสใหญ่
“นานขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”ดวงตาที่ปรือง่วงจากพิษยามเช้าพลันเบิกโตกับคำบอกของลุงเ้าของเรือที่เป็พาหนะต่อไปยังสถานที่เป้าหมาย
“6-7ชั่วโมงก็ปกติแหละน้ำทะเลมันขึ้นๆลงๆ ขับเร็วมากไม่ดี เดี๋ยวเผลอชนโขดหินใต้น้ำจะซวยเอา”
[แถวๆนี้ก็เวลาพอกันข้าไปบินวนๆดูมาแล้ว]…อีกเสียงยืนยันจากการสำรวจโดยภูตจิ๋ว
“งั้นเหรอ...โอเคครับผมซื้อตั๋วใบหนึ่งนะ ลุง”เอ่ยตอบรับพลางก้าวลงเรือที่โคลงไปมาอยู่ในท่าน้ำชั่วครู่ก่อนเครื่องยนต์จะถูกเปิดเต็มกำลังและแล่นปะทะคลื่นทะเลออกไป
…บรรยากาศเอื่อยเฉื่อยผสานไอเย็นจากลมทะเลพัดผ่านชวนให้นึกคุ้มค่ากับค่าโดยสาร250 บาทวิวอันกว้างขว้างของผืนน้ำและหมู่เกาะเล็กใหญ่เรียกให้ฝ่ามือกดชัตเตอร์ไปไม่มีติดขัดโดยไม่มีอาการเมาเรือมากวนสมาธิจนกระทั่งถึงเกาะเต่าอันเป็สถานที่รอง เขาไม่รีรอเดินต่อไปยังท่าเรือบ้านแม่หาดตามที่มีคนแนะนำเพื่อเดินทางขั้นสุดท้าย[ เกาะเต่า – เกาะนางยวน ] ซึ่งรอบเรือก็พอดิบพอดีกับที่เขามาถึง...ใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ20 นาที
และในที่สุด...
[ยินดีต้อนรับสู่ ‘เกาะนางยวน’ ]
-ป้ายไม้สลักอักษรเด่นชัดั้แ่วินาทีแรกที่ก้าวลงััผืนทรายกับ...
“แซน!!!!”...คลื่นเสียงระดับแปดล้านเดซิเบลจากคนที่รู้จักดี
“คุณพี่ครับกะให้คนทั้งเกาะรู้ชื่อผมเหรอครับ”
“เบาๆก็ได้ พี่เณอเอม–อุ๊บ!!”ปลายประโยคยังไม่ทันจบดี อ้อมแขนวงใหญ่ก็พุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็วเรือนกายเพรียวลมใต้ชุดสายเดี่ยวลวดลายพื้นบ้านลับกางเกงเลอย่างนิสัยชอบของอีกฝ่ายชวนให้อมยิ้มในความคงเดิมไม่มีเปลี่ยนโดยเฉพาะรอยยิ้มกว้างกับสำเนียงชาวเกาะอันเป็เอกลักษณ์แสนอบอุ่น...ร-รวมกับแรงเกินมนุษย์มนาด้วย
“อะไรกันเนี่ยตัวผอมแห้งชะมัดพวกคนเมืองกินแต่อาหารคลีนรึไง?ไม่ได้ๆแบบนี้ต้องขุนให้กล้ามบึกเนอะ ตัวเอง”
“อื้ม!~ เื่ขุนไว้ใจเราได้เลย...เดินทางเหนื่อยเลยนะ พี่แซนยินดีต้อนรับค่ะ”อีกหนึ่งเสียงหวานกล่าวตามมาจากหญิงสาวในชุดกระโปรงลูกไม้ขาวที่ยืนอยู่ด้านหลังโครงหน้ากลมผสานสองแก้มยกขึ้นอย่างน่ารักสมนิสัยไม่เปลี่ยนเขาที่เห็นน้องคนสนิทอีกคนมารับด้วยจึงพยายามยกมือทักทายกลับพลางส่งซิกขอความช่วยเหลือ
“ส-สวัสดีนะยูมีร์...ช-ช่วยที”
“ตัวเองคะ พี่แซนจะขาดอากาศแล้วนะ”
“.......”...ขอบคุณที่ช่วยชีวิตครับ
“โอ้ว!? โทษทีๆน้องรัก คนมันคิดถึงน่า...มาๆ ไปกินข้าวกัน!”
...การต้อนรับแสนเฉพาะจบลงและเริ่มต้นกิจกรรมแรกด้วยมื้อบ่ายชุดใหญ่อลังการจากฝีมือของ ยูมีร์ แฟนสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นของพี่คนสนิทและเป็แม่ครัวหลักประจำห้องอาหารรวมคาเฟ่ของโฮมสเตย์ ‘ดงบุปผา’บ้านพักใจกลางป่าของเกาะนางยวนที่บริหารโดย ‘พี่เณอเอม’ลูกพี่ลูกน้องสาวแกร่งของเขาเอง บทสนทนาบนโต๊ะอาหารผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยอย่างสนุกสนานและหลังมื้ออร่อยจบลงคนบ้าพลังก็สตาร์ทรถไต่เขาพาตะลุยทุกส่วนของเกาะต่อทันทีไม่มีพักสายตาไล่มองบรรยากาศที่เลือนลางในความทรงจำผสานฝ่ามือยกเลนส์กล้องขึ้นเก็บเกี่ยวมุมมองต่างๆโดยไม่ลืมหันกล้องไปจับภาพคู่หวานที่หยอกล้อกันเป็ระยะเพื่อทำเซอร์ไพรส์ให้ทั้งสองสาวในตอนขากลับ...อัลบั้มรูปพรีเวดดิ้งก็เหมาะดีแฮะ
“ดีจังเลยนะ ความรักเนี่ย...”พึมพำเบาๆกับภาพในกล้องที่ปรากฏเป็รูปพี่เณอหยิบดอกไม้มาทัดหูให้ยูมีร์ทั้งสองยกยิ้มกว้างให้กันด้วยความรักตามจริงทั้งคู่มีแพลนที่จะแต่งงานกันมาตั้งนานแล้วแต่เพราะข้อกฎหมายปัจจุบันไม่รองรับคู่สมรสเพศสภาพเดียวกันจึงจำต้องหยุดไว้แค่ใช้ชีวิตคู่ต่อไปจนกว่าทุกอย่างจะพร้อมซึ่งเขาก็เป็คนหนึ่งที่รอร่วมยินดีในงานมงคล...ก่อนเสียงขัดอามรณ์เ้าประจำจะดังขึ้นพร้อมซาวน์ดูดน้ำมะพร้าว
[ซู้ด~เ้าก็หาสักทีสิข้าเบื่อขี้หน้าเ้าจะแย่ อยู่กันมาตั้ง 28 ปี...ซู้ด~ ป่านนี้ ‘เ้านาง’ นอนกินขนมสบายแล้ว]
บ่นเก่งกินเก่งจังครับ คุณภูต
“ ‘เ้านาง’เขาดูแลพี่เฌอดีต่างจากนายลิบลับ”พ่นลมหายใจอย่างหน่ายๆเมื่อนึกเปรียบเทียบเ้าแสบของตนกับภูตสาวชุดไทยแสนสุภาพ
[‘เ้านาง’]
-จิติญญาผู้ล่วงลับไป–
...อย่างที่รู้ว่าครอบครัวของเขามีภูตประจำกายทุกคนซึ่งพี่เณอก็มี ‘เ้านาง’ คอยดูแล แต่ในปัจจุบันได้สูญสลายไปเพราะพี่เณอได้พบกับรักแท้อย่างยูมีร์มันเป็หนึ่งความพิเศษปนเศร้าที่หากพบรักที่ตามหา ความทรงจำเื่ภูตก็จะหายตามไปกับตัวภูตด้วยเช่นกันตอนนี้พี่เณอถึงไม่เห็นเ้าขุน...และในวันหนึ่งเขาก็อาจจะต้องลืมเ้าแสบไป
แต่ก็แค่ ‘อาจจะ’ น่ะนะ เพราะหากไม่เจอรักแห่งโชคชะตาก็ต้องอยู่เห็นหน้ากันจนแก่ซึ่งเขาก็เริ่มคิดว่ามันคงเป็แบบนั้น...
“เราชอบคนที่มั่นคงกว่านี้ก้าวหน้า ตำแหน่งสูงๆ เพราะงั้น...”
“เลิกกันเถอะนะแซน”
- ความรักมักเอ่ยปฏิเสธตัวตนของเขาเสมอ-
“อย่าให้ฉันไปเป็ตัวถ่วงใครเลย...”ั์ตาเหม่อมองสุดขอบทะเลแว่วเสียงคำเลิกลาที่ได้รับมาตลอดผิดหวัง โศกเศร้า เขาเจอมันจนชินชาและเกือบหมดศรัทธา แต่เพราะ...
[ซู้ด~ เ้าก็คิดแต่ดูถูกตัวเองอยู่แบบนี้มั่นใจหน่อย! เ้าแค่ยังไม่เจอคนของเ้าก็เท่านั้น]…เสียงเจี๊อยแจ๊วดังกังวานอยู่เสมอและตลอดมา คอยปลอบประโลมว่าโชคชะตาจะหมุนให้ได้พบเจอคนๆนั้นในสักวัน...
[อ้าว!ดื่มๆของธรรมชาติช่วยบำรุงร่างกาย ดีกว่ากาแฟขมๆ!]
“ทำไมชอบปลอบด้วยของกินน้ำมะพร้าวมันไม่ช่วยให้ตาตื่น–...”ปลายประโยคค้างเติ่งไม่ต่างจากริมฝีปากที่ถูกภูตจอมแสบยัดหลอดดูดน้ำใส่เพราะทุกความสนใจของเขาถูกดึงดูดไปยังหาดทรายใกล้ชายฝั่งสองขาคล้ายหลุดจากการควบคุมของสมองก้าวพาตัวเองให้เข้าไปใกล้มากยิ่งขึ้น...ยิ่งขึ้น
ตึกตึกๆ...ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งได้ยินเสียงจากใต้อกมันร่ำร้องให้ฝ่ามือยกกล้องขึ้นจับจ้องภาพตรงหน้าราวโดนมนต์สะกดให้เวลาหยุดเดินพื้นหลังประดับด้วยพื้นฟ้าสีส้มยามตะวันคล้อยต่ำลับเส้นขอบทะเลส่องประกายดังภาพวาดและจุดกึ่งกลางที่หลอมรวมธรรมชาติทั้งสองไว้อย่างสมบูรณ์แบบคือกายระหงส์ของหญิงสาวในชุดเชิ้ตขาวสะอาดตาโครงหน้าสวยคมหันข้างทอดมองไปยังท้องน้ำไพรศาลผสมผสานกับสายลมเป็ใจที่พัดผ่านให้เส้นผมหยักศกพลิวไสวจนเ้าของต้องยกเรียวมือจับทัดไว้ข้างหู...
แชะ!~ปุ่มชัตเตอร์ถูกกดลงอย่างไร้สาเหตุเพียงแค่ขอเก็บความงดงามนี้ไว้ในม้วนฟิลม์
และนาทีต่อมาเวลากับมาเดินอีกครั้ง
“ชิบหายละ!เผลอถ่ายโดยไม่ขออีกแล้ว....ด-เดี๋ยวก่อนครับคุณ!”เอ่ยเรียกหญิงสาวแปลกหน้าที่กำลังจะเดินหนีด้วยความประหม่าแต่ก็นับเป็โชคดีที่อีกฝ่ายยอมทำตามคำขอหันกายมาขมวดคิ้วใส่เขาที่ถ่ายรูปโดยพลการ
“.......”
ทว่า...เพียงสบสายตาเฉียบคมที่หันกลับมาเผชิญตรงๆด้วยท่าทีมาดมั่นนั้น
ตึกๆๆสิ่งใต้อกของเขาก็พลันกระหน่ำรัวอย่างที่ไม่เคยเป็ห้วงความคิดคล้ายหยุดนิ่งและไร้เสียงใดเอ่ยออกไปทำได้แค่ซึมซับบุคคลที่อาจไม่ใช่มนุษย์โลกตรงหน้า...หรือนี้อาจจะเป็‘มัน’
‘มัน’ที่เรียกว่า[โชคซะตา]ชักจูงให้‘เรา’...เดินทางมาพบเจอกันแล้ว?