สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 117 ยังสังหารเจ้าไม่ได้

            ชายในชุดขาวที่มาพร้อมดาบยาวเล่มหนึ่ง

            ประกายไฟกระจายไปทั่วท้องฟ้าก่อนจะค่อยๆ สลายไปหนึ่งคนหนึ่งดาบกำลังยืนอย่างสง่างามตรงด้านหน้าองค์หญิง

            คนคนนี้เป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดูธรรมดามาก ไม่สูงไม่เตี้ย ไม่อ้วนไม่ผอมสวมชุดหยาบๆ มีหนวดมีเครา ผมสีน้ำตาลอ่อนใช้เชือกผ้ามัดรวบไว้ด้านหลังศีรษะหากนำคนคนนี้ไปปล่อยท่ามกลางฝูงชน แม้ว่าเขาจะเคยเดินผ่านใครก็ไม่มีใครคิดจะหันกลับมามองเขาเป็นรอบที่สองแน่...แน่นอนว่าถ้าจะบอกว่าส่วนไหนในร่างของเขาที่จะทำให้คนจำได้ไม่ลืม คงจะเป็นดวงตาคู่นั้นที่เหมือนดวงดาวในยามค่ำคืน

            ดวงตาที่แฝงไปด้วยความสงบนิ่งคู่นั้นโดดเด่นเหนือกว่าดวงตาคู่ไหนๆ บนโลก ทันที่ที่ได้สบตากับเขาอาจจะคิดว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าตัวเองไม่ใช่คน แต่เป็น...เทพองค์หนึ่ง

            ดาบธรรมดาในมือของเขา บนใบดาบเต็มไปด้วยรอยบิ่นแม้กระทั่งมีสนิมขึ้นอีกด้วยต่อให้มอบให้ชาวนานำไปผ่าฟืนก็คงทำไม่ได้เพราะทื่อเกินไปยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่าจะเอาไปสังหารใครได้...แต่ซุนเฟยกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าดาบที่ขึ้นสนิมเมื่อครู่เหมือนจะตัดดาบของนักฆ่า แยกเป็นสองส่วนตอนไหนก็ได้ดาบนั้นระเบิดพลังที่ไม่น่าเชื่อออกมาแม้แต่การโจมตีของนักฆ่าที่มีความแข็งแกร่งระดับห้าดาวก็ยังถูกสกัดเอาไว้ได้ในระยะครึ่งเมตรรอบตัวองค์หญิง แม้แต่กลิ่นอายดุดันก็ไม่ปล่อยให้เล็ดลอดเข้ามา

            เหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อเกิดขึ้นแล้ว

            คนคนนี้ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆ ไม่พูดไม่จาแม้สักคำแต่การกระทำกลับดียิ่งกว่าคำพูดใดๆ

            นักฆ่าเลือดเย็นทั้งห้าถูกบังคับให้ถอยร่นไปก่อนจะจัดรูปแบบขบวนเป็นรูปดาวห้าแฉก ล้อมชายคนนี้กับองค์หญิงไว้ตรงกลางเห็นได้ชัดว่าพวกเขาถูกความแข็งแกร่งของชายคนนี้ข่มขู่ไว้แม้กระทั่งนักฆ่าที่เลือดเย็นไร้ความปราณีอย่างพวกเขาก็ยังแสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวออกมาพวกเขาต่างลังเลใจ ไม่กล้าเข้าไปลงมือโจมตีรอบที่สอง

            แม้ว่าจะมีแค่หนึ่งคนหนึ่งดาบแต่ชายคนนี้ก็ดูเหมือนกับกองกำลังม้านับหมื่นนาย

            เขายืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์แต่กลับเหมือนเป็นกำแพงที่ผ่านเข้าไปไม่ได้กำลังตั้งตระหง่านขวางกั้นลมพายุฝนทุกอย่างเพื่อองค์หญิงที่อยู่ด้านหลังไม่มีใครสามารถสังหารนางได้อีก

            เหตุการณ์นี้แทบจะทำให้ทุกคนหยุดหายใจ

            ร่างเงาสีม่วงของสาวน้อยชุดม่วงกะพริบกลับมาอยู่ข้างกายองค์หญิง

            บรรยากาศเงียบสงบอย่างแปลกๆ

            เด็กหนุ่มคนนั้นไม่เปิดปากพูด ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมาสักคำ

            ทันใดนั้น ตอนนี้เอง

            ปึ้ด ปึ้ด ปึ้ด ปึ้ด!

            เลือดสี่สายก็พุ่งขึ้นมากลางอากาศ

            ทุกคนต่างมองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ทันใดนั้น นักฆ่าที่ถือมีดโค้งสีเหลืองทั้งสองคนที่กำลังล้อมอยู่ฝั่งซ้ายขวาขององค์หญิงกับนักฆ่าที่ถือกระบี่ทหารม้าที่ถูกซุนเฟยยิงเข้าที่หลัง และนักฆ่าชุดขาวที่สวมถุงมือกรงเล็บที่ดุร้าย ทั้งสี่คนนี้ต่างมีเลือดกระฉูดออกมาไม่หยุด เหมือนกับได้รับบาดเจ็บสาหัสอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น

            ยกเว้นแค่นักฆ่าที่ใช้ดาบที่ยังคงเป็นปกติ

            แต่วินาทีต่อมาเขาก็รู้สึกเย็นวาบที่หน้าอก เมื่อก้มดูก็พบเรื่องที่น่าตื่นตกใจเพราะชุดคลุมตรงหน้าอกของตัวเองถูกฟันตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้เผยให้เห็นชุดสีขาวที่อยู่ด้านใน

            นักฆ่าเลือดเย็นทั้งห้าคนต่างพากันหน้าถอดสี

            ตอนนี้เอง พวกเขาก็รู้แล้วว่าในชั่วพริบตาที่ปะทะกันเมื่อครู่ ชายคนนั้นอาศัยเพียงดาบผุๆ ฟันสวนกลับมา ไม่เพียงป้องกันการโจมตีของนักฆ่าได้แต่ยังสร้างรอยบาดแผลให้กับพวกเขาได้โดยไม่รู้ตัวทิ้งรอยบาดแผลไว้บนร่างพวกเขาอย่างเงียบๆ จนกระทั่งแผลปริออก พวกนักฆ่าถึงพึ่งค้นพบบาดแผลของตัวเอง

            แต่นี่ก็ทำให้ซุนเฟยที่มองจากด้านข้างได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเหล่านักฆ่า

            นักฆ่าที่ใช้ดาบมีแค่เสื้อคลุมที่ถูกตัดขาดแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บหนักอะไรความแข็งแกร่งของเขาสูงที่สุด รองลงมาเป็นนักฆ่าที่สวมถุงมือกรงเล็บสีขาวคนนั้นที่มีเพียงเลือดไหลตรงมุมปากรองลงมาก็เป็นนักฆ่ามีดทั้งคู่ที่พากันกระอักเลือดออกมาความแข็งแกร่งของพวกเขาอยู่ต่ำกว่าหนึ่งขั้น ส่วนชายรูปร่างสูงกำยำที่กุมกระบี่ทหารม้าทั้งสองมือยืนได้ไม่มั่นคงเพราะเขาได้รับบาดเจ็บหนักที่สุดความแข็งแกร่งของเขาอาจจะต่ำที่สุดในบรรดานักฆ่า แน่นอนว่าบางทีอาจเกี่ยวข้องกับอาการบาดเจ็บจากลูกศรของซุนเฟยก่อนหน้านี้ด้วย

            แม้กระทั่งยอดนักธนูที่แอบซ่อนตัวซุ่มยิงมาจากฝูงชนเขามีรูปแบบการลงมือที่แปลกมากๆ เขาสามารถยิงธนูออกมาได้อย่างเงียบๆโดยที่ไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของธนูดังนั้น จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครพบว่านักฆ่าอีกคนซ่อนตัวอยู่ที่ไหน

            ตอนนี้เอง นักฆ่าที่ใช้ดาบก็พลันนึกบางอย่างออก

            ทันใดนั้นเขาก็พลันหนาวสะท้านตั้งแต่หัวจรดหางแล้วถามอย่างหวาดกลัวว่า“เจ้า...เจ้าคือ ‘หนึ่งดาบ’?”

            เมื่อคำถามนี้โพลงออกมาซุนเฟยก็ได้ยินเสียงสูดลมหายใจของทุกคนบนยอดเขาได้อย่างชัดเจน เพียงได้ยินคำว่า ‘หนึ่งดาบ’ พวกเขาก็เหมือนได้ยินเรื่องที่น่าเหลือเชื่อบางอย่างเขาเห็นดวงตาของชายคนนั้นไหววูบไปครู่หนึ่ง

            “ชื่อนี้ฟังดูคุ้นนัก...เหมือนเคยได้ยินมาจากที่ไหน” ซุนเฟยพลันชะงัก

            สีหน้าของชายคนนี้ยังคงนิ่งสงบ ดูเหมือนว่าจะเป็นความจริงดวงตาของเขาไม่ได้มองไปที่ใคร คล้ายกับว่าเป็นเทพองค์หนึ่งที่กำลังเดินเล่นดูชมม่านทะเลเมฆที่อยู่บนท้องฟ้า เขาไม่แม้จะสนใจนักฆ่าเลือดเย็นทั้งห้าคนไม่แม้แต่จะปรายตามองนักฆ่าที่กำลังถามตนราวกับว่ายอดฝีมือทั้งหมดต่างเป็นเพียงตอไม้เท่านั้น ไม่มีค่าพอที่จะต้องเหลือบมอง

            หลังความเงียบผ่านไปได้ชั่วครู่ในที่สุดชายหนุ่มคนนั้นก็ค่อยๆ เบนสายตากลับมา

            ที่ทำให้ผู้คนต้องเหนือความคาดหมายคือ ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ร่างของซุนเฟยมิหนำซ้ำยังกวาดสายตามองซุนเฟยขึ้นๆ ลงๆ อย่างถี่ถ้วน ดวงตาสว่างวาบครู่หนึ่งทันใดนั้นซุนเฟยรู้สึกเหมือนถูกเปลือยกายอยู่ในฝูงชนดวงตาคู่นั้นแฝงไปด้วยกลิ่นอายที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนจนยากที่จะบรรยายออกมาได้ดวงตาของเขาเหมือนบรรจุพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาวไว้สามารถมองทะลุเข้าไปและเปิดโปงทุกสิ่งทุกอย่าง

            ซุนเฟยรู้ว่า นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่าย

            ชายหนุ่มที่มีรูปลักษณ์ธรรมดาๆ มีดีแค่ดวงตาที่งดงามแต่ระดับความแข็งแกร่งของเขาก็เหนือกว่าที่ตัวเองจะคาดเดาได้หากทั้งสองคนประมือกันด้วยโหมดที่แข็งแกร่งที่สุดของซุนเฟย...คนเถื่อนเลเวล 21 แน่นอนว่าเขาก็ยังคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนคนนี้

            “ทำไมเจ้าถึงรู้?” ชายคนนั้นพลันถามขึ้นมา

            ซุนเฟยอึ้ง ตัวเขาเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายทันทีชายคนนี้กำลังถามเขาว่าก่อนหน้านี้ค้นพบการคงอยู่ของเขาได้อย่างไร ในตอนนั้นที่องค์หญิงกำลังจะถูกรุมสังหาร เขาตะโกนเสียงดังว่า“ยังไม่ลงมืออีก?”

            “เดา” ซุนเฟยตอบกลับ

            ชายคนนั้นชะงักเล็กน้อย

            นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงท่าทางออกมาหลังจากที่ปรากฏกายขึ้นที่แท่นหินบูชา ไม่ช้า เขาก็ค่อยๆ ได้สติกลับคืนมาเขาจ้องมาที่ซุนเฟยด้วยสายตาลึกล้ำ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก

            ซุนเฟยยักไหล่

            เขาพูดตามความจริง เขาลองเดาดู

            ซุนเฟยพอจะรู้ว่าองค์หญิงจะต้องเตรียมการป้องกันมานานแล้ว บวกกับในขณะที่ถูกนักฆ่ารุมสังหาร ท่าทางขององค์หญิงยังคงสงบนิ่งมาก ตอนนั้น ทุกคนที่อยู่รอบๆ ต่างไม่ปิดบังอาการตื่นตกใจและพยายามที่จะพุ่งเข้ามาขวางอย่างสุดชีวิต ทุกคนต่างเป็นกังวลในตัวองค์หญิงที่เปราะบางคนนี้ แต่ตัวองค์หญิงเองที่กำลังตกอยู่ในอันตราย กลับมีใบหน้านิ่งสงบไม่เปลี่ยนสีหน้า แม้กระทั่งยกยิ้มมุมปากน้อยๆ อีกด้วย มองเหมือนไม่มองไปที่ดาบที่กำลังฟันเข้ามาหาตน

            มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว

            นางไม่มีอะไรต้องกลัว

            องค์หญิงไม่กังวลใจเกี่ยวกับพวกนักฆ่าเลยนั่นแสดงว่านางจะต้องมีวิธีจัดการพวกเขา

            ซุนเฟยครุ่นคิดสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้ไร้ซึ่งความกลัวมันก็เดาออกได้ง่ายๆ คือ บนร่างของนางจะต้องมีอุปกรณ์เวทมนตร์ป้องกันที่แข็งแกร่งจนน่าตกใจหรือไม่ก็มียอดฝีมือที่มีความแข็งแกร่งเลิศล้ำแอบซ่อนอยู่ข้างกาย

            ดังนั้น ซุนฟยเลยลองตะโกนประโยคนั้นออกมา

            ใครจะรู้ว่าจบประโยคนี้จะมียอดฝีมือหนุ่มที่มีพลังที่น่าเกรงขามออกมาจริงๆอาศัยเพียงทักษะดาบที่มหัศจรรย์ก็กู้วิกฤติอันตรายขึ้นมาและพลิกสถานการณ์กลับมาได้อีกด้วย

            ความเงียบก็แผ่ปกคลุมไปทั่ว

            “แพรีส ออกมาเถอะ ข้ารู้ว่าเจ้ามา!”

            เสียงแหบๆ ดังขึ้น นี่เป็นประโยคที่องค์หญิงกล่าวออกมา นางก้าวไปข้างหน้าและยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับชายคนนั้น ดวงตาสีฟ้าครามเหมือนน้ำทะเลกวาดสายตามองไปยังฝูงชนที่อยู่ใต้แท่นหิน น้ำเสียงที่พูดก็เงียบสงบ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา เหมือนกับกำลังพูดคุยกับเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันเป็นเวลานาน

            “ฮึๆ ท่านพี่นาตาชา ไม่ได้พบกันนานเลยนะ ท่านยังคงดูอมโรคเช่นเคย!”

            เสียงหวานเยิ้มดังออกมาจากฝูงชนจากนั้นประกายแสงสีเงินก็สว่างขึ้นมาร่างเพรียวบางสีขาวปรากฏออกมาอยู่ข้างๆ นักฆ่าที่ใช้ดาบ นางสวมเสื้อคลุมสีขาว ผมยาวสีบลอนด์ทองประบ่า ในมือถือดอกกุหลาบสีแดงโดยมีหยดน้ำค้างแต่งแต้มสีขาวของชุดและสีแดงของดอกกุหลาบตัดกันอย่างเห็นได้ชัดทำให้ในใจของทุกคนรู้สึกแปลกใจมาก

            “น่าเสียดาย คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าท่านพี่นาตาชาจะสามารถเชิญ ‘หนึ่งดาบ’ มาเข้าร่วมได้ ฮิๆ ดูเหมือนว่าพวกข้าคงไม่สามารถสังหารท่านได้ในวันนี้!”

            ผู้หญิงในชุดขาวที่ถือกุหลาบแดงอายุประมาณยี่สิบปี มีหน้าตางดงามรูปร่างสะโอดสะอง ท่าทางออดอ้อนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม คำว่า ‘สังหาร’ ที่หลุดออกมาจากปากนางด้วยท่าทีเจ้าเล่ห์...เป็นผู้หญิงที่สวยงามและมากด้วยเสน่ห์

            องค์หญิงนาตาชาเพียงแค่ยิ้มเย็นชาออกมา แต่ไม่ตอบอะไร

            แต่ซุนเฟยเห็นอย่างชัดเจนว่าคิ้วสวยของนางย่นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเบื่อหน่ายกับผู้หญิงคนนี้มากแม้กระทั่งไม่อยากจะเสวนากับนางมากด้วยซ้ำ

            “นังหมูตัวเมียนี่เป็นใคร?”

            ซุนเฟยที่ยืนอยู่ข้างๆ องค์หญิงก็หันไปกระซิบถามเบาๆ ข้างหูนางแม้ว่าประโยคนี้จะพูดเบาๆ แต่ทุกคนกลับได้ยินอย่างชัดเจนเห็นได้ชัดว่าฝ่าบาทจงใจทำแบบนี้

            ‘หมูตัวเมีย’ สามคำนี้ทำให้ใบหน้าขององค์หญิงพลันเผยรอยยิ้มงามออกมาในดวงตาสีฟ้าครามเป็นประกายระลอกคลื่นด้วยความพอใจ ผู้หญิงในชุดขาวที่ถือดอกกุหลาบแดงแม้ว่าจะยังคงมีรอยยิ้มในขณะที่จ้องมองไปที่ซุนเฟยแต่ก็แอบซ่อนรังสีฆ่าฟันไว้ใต้รอยยิ้มนั้น

            “น่ากลัวจัง นี่ พี่ชายยอดฝีมือคนนั่นน่ะ ยังอยากมีไก่น้อยไว้ไหม?”

            เมื่อเห็นยอดฝีมือหนุ่มดาบสนิมคนนั้นอยู่ไม่ไกลซุนเฟยก็รู้สึกมีความกล้าขึ้นมาขณะที่มองไปที่ผู้หญิงคนนั้นเหมือนกับจะยั่วโมโหเล็กน้อยแม้แต่กวาดสายตามองไปที่หน้าอกของผู้หญิงคนนั้นอย่างจาบจ้วงด้วยท่าทางดูแคลน เล็กจริงๆ มากสุดก็แค่คัพบี

            หญิงสาวชุดขาวที่ชื่อว่าแพรีสเหมือนถูกสัมผัสเกล็ดย้อน ดวงตาเป็นประกายแหลมคม

            ไม่ช้า หัวหน้าอัศวินโรมันปัฟลูย์เชนโคก็นำกำลังอัศวินกว่าร้อยคนขึ้นมายังแท่นหินบูชาและล้อมรอบแพรีสและนักฆ่าห้าดาวคนนั้นไว้อย่างแน่นหนาดาบหอกแน่นขนัดราวกับป่าไม้ แสงสีเงินสะท้อนวิบวับ ชี้ไปทางหกคนนั้น

            เห็นได้ชัดว่าความสมดุลเอียงไปทางฝ่ายองค์หญิงมาก

            น้ำหนักของความสมดุลที่สำคัญนี้ก็มาจากชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาที่ถือดาบขึ้นสนิม พลังของเขาแข็งแกร่งมากโดดเด่นเหนือฝูงชน เขาเพียงคนเดียวก็สามารถตัดหัวของทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้อย่าง่ายดาย...

            แต่ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ซุนเฟยก็พลันสงสัยเล็กน้อยว่านังหมูตัวเมียที่ชื่อแพรีสไม่ใช่ว่าสมองมีปัญหาหรือ ในเมื่อเห็นๆ อยู่ว่าจะแพ้แล้วทำไมถึงไม่ซ่อนตัว แต่กลับกล้าปรากฏตัวออกมา?

            ตอนนี้เอง

            “องค์หญิงนาตาชา สัญญาของข้ากับเจ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว คงไม่ต้องพบกันอีก”

            ทันทีที่ชายหนุ่มดาบสนิมนั่นเปิดปากพูดขึ้นมาประโยคนี้ใครๆ ต่างก็ฟังไม่เข้าใจ จากนั้นไม่รอให้คนรอบตัวได้ไหวตัวทันร่างของเขาก็พลันกะพริบหายไปจากแท่นหินบูชากลิ่นอายของเขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย...เขาไปแล้ว

            -----------------