ตอนที่ 15 โลกนอกบ่อ (4)
หลังพักค้างคืนที่โรงเตี้ยมหนึ่งคืนเช้าวันต่อมาครอบครัวสกุลซือก็ขายรถเทียมวัวปล่อยวัวแก่เป็อิสระแล้วจึงขึ้นเรือโดยสาร ซือคงได้ห้องโดยสารสำหรับครอบครัวที่ชั้นหนึ่งของเรือโดยสารลำใหญ่ห้องไม่ใหญ่มากแต่ก็ยังดีกว่าอยู่ร่วมกับผู้โดยหมู่มาก
ซือคงแสร้งเดินสำรวจรอบผนังห้องและแอบวาดยันต์ป้องกันการสอดแนมบนผนังจูหลันง่วนอยู่กับการปูผ้าปูที่นอนที่พกมาเองจึงไม่เห็นสีทองที่สว่างวูบวาบจากตรงโน้นทีตรงนี้ทีทว่าซือเฟิงหลงจับตามองบิดาอยู่ตลอด
เด็กชายมองมารดาที่เหมือนไม่เคยรับรู้ความพิเศษของบิดาก็รีบเอ่ยชวนคุยว่า “ท่านแม่ท่านเหนื่อยหรือไม่ บนเรือไม่อาจทำอาหารได้แต่ยังดีที่เราเตรียมเสบียงแห้งมามาก”
จูหลันหัวเราะเบาๆพลางตบไปบนที่นอนให้เรียบ “แม่ยังอิ่มอยู่เลย ถ้าเสี่ยวหลงหิวก็กินก่อนเลยนะลูก”
“ข้าแค่กังวลว่าท่านแม่จะหิวข้านั่งเรือเป็ครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้นจนลืมหิวไปแล้ว”ซือเฟิงหลงหันไปทางบิดาที่กำลังจัดสำภาระจำเป็ที่นำติดตัวมาด้วย
“ท่านพ่อข้าออกไปเดินเล่นข้างนอกได้หรือไม่ขอรับ”
“ได้สิ! แต่อย่าไปนานนักล่ะ หากเกิดอะไรขึ้นให้ใช้ลมปราณเผายันต์แผ่นหนึ่ง”
ซือคงโยนยันต์สีเหลืองปึกหนึ่งให้บุตรชายซือเฟิงหลงเพิ่งจะเคยเห็นกระดาษยันต์เป็ครั้งแรก ยามบิดาเขียนยันต์หากไม่สลักลงบนแผ่นเหล็ก ก็สลักลงหินไม่เคยวาดลงบนกระดาษยันต์มาก่อน
“ยันต์วาดลงบนกระดาษได้ด้วยหรือขอรับ!” เด็กชายถามตาเป็ประกาย ใช้ปลายนิ้วคีบยันขึ้นมาดูแผ่นหนึ่ง
ซือคงหัวเราะเบาๆ ตอบว่า“ขั้นพื้นฐานของการวาดยันต์ล้วนต้องวาดลงบนกระดาษเสียก่อนลูกเรียนสลักยันต์ลงบนชิ้นส่วนอาวุธกับพ่อมาั้แ่เด็กเรียกว่าเรียนข้ามขั้นไปไกลแล้วหากต้องวาดลงกระดาษก็เป็เื่แค่พลิกฝ่ามือเท่านั้น”
“เยี่ยมไปเลยขอรับหากข้าใช้ปราณเผายันต์แผ่นนี้ท่านพ่อก็จะรู้ใช่หรือไม่”
“ยันต์นี้เรียกว่ายันต์แจ้งเหตุหยินหยางหากถูกเผาไหม้ด้วยพลังปราณ ยันต์แม่ที่อยู่กับพ่อก็จะลุกไหม้เช่นเดียวกันเราออกมาจากหมู่บ้านแล้ว โลกภายนอกอันตรายกว่าที่เ้าคิดแต่ก็ไม่จำเป็ต้องระวังตัวเกินไปขอแค่เ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดย่อมมีกฎเกณฑ์คอยควบคุมดูแล”
“ขอรับ” ซือเฟิงหลงสอดยันต์ปึกหนึ่งใส่ไว้ในอกเสื้อแล้วออกจากห้องไป
ชั้นแรกของเรือมีห้องส่วนตัวอยู่ส่วนท้ายของเรือแปดห้อง ห้องพักรวมห้องละสิบคนสี่ห้องถัดมาเป็ส่วนของร้านอาหาร และลานโล่งหัวเรืออันเป็พื้นวางสำภาระขนาดใหญ่ส่วนชั้นสองของเรือคือห้องพักแบบพิเศษ มีบริการครบครั้นทั้งอาหาร ดนตรีและนางรำเพื่อความเพลิดเพลินผล่อนคลายตลอดระยะเวลาที่เดินทางกว่าสิบห้าวัน
เรือโคลงเคลงแล่นทวนกระแสน้ำขึ้นเหนือ ยามยืนอยู่ริมระเบียงทางเดินเกลียวคลื่นซัดเป็ฟองขาวฟ่องมาถึงกาบข้างของเรือส่งละอองน้ำเย็นเฉียบกระเด็นขึ้นมาปะทะใบหน้าซือเฟิงหลงเลือกเดินไปยังส่วนท้ายของเรือ เห็นชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งยืนพิงราวระเบียงอยู่ก่อนยามมีคนเดินมาที่ระเบียงพวกเขาก็จะหันมามองสำรวจสักครั้ง เมื่อเห็นว่าผู้มาเป็เพียงเด็กชายคนหนึ่งพวกเขาก็แค่ปรายตามองครั้งเดียวก็เลิกสนใจ
ซือเฟิงหลงเลือกพื้นที่ว่างจุดหนึ่งแล้วเริ่มััพลังปราณฟ้าดินพบว่าปราณบริสุทธิ์จากแม่น้ำฟู่เซียนหนาแน่นเหมาะที่จะขัดเกลาพลังธาตุน้ำยิ่งนักจึงยืนนิ่งดูดซับปราณฟ้าดินอยู่ตรงนั้นไม่นานก็เริ่มมีนักเดินทางออกมายืนชมทิวทัศน์มากขึ้นครอบครัวหนึ่งจูงบุตรมาหยุดอยู่ใกล้ๆ
เสียงเด็กหญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น“ท่านแม่เหตุใดพี่ชายท่านนั้นจึงยืนนิ่งเป็ไก่ไม้เช่นนั้นเล่าเ้าคะ”
“ชู่ว์! อย่างสงเสียงดัง พี่ชายอาจจะกำลังทำสมาธิ” เสียงสตรีดังขึ้นเบาๆ
เสียงพูดคุยของสองแม่ลูกไม่ได้รบกวนซือเฟิงหลงแม้แต่น้อยแต่ทันใดนั้นก็มีเสียงดังกรีดอากาศราวกับมีบางอย่างเคลื่อนที่มาด้วยความเร็วสูงดังกึกก้องจนซือเฟิงหลงสะดุ้งออกจากสมาธิ ทางตอนใต้ของแม่น้ำมีร่างสองร่างกำลังขี่กระบี่บินมุ่งหน้ามารวดเร็วจนผิวน้ำเบื้องล่างแหวกเป็ทางมารดาและบุตรสาวที่อยู่ไม่ไกลพอกันกรีดร้องพร้อมก้มหลบ
ซือเฟิงหลงมองภาพนั้นอย่างตกตะลึงเขาสบตากับคนที่ขี่กระบี่นำอยู่ด้านหน้าแวบหนึ่ง นางเป็เพียงเด็กสาวอายุน้อยคนหนึ่งดูจากรูปร่างแล้วคงมีอายุไม่มากไปกว่าเขาเป็แน่ทว่าท่วงท่ายามยืนอยู่บนกระบี่กลับอาจหาญงดงามราวกับเทพเซียนผมหน้าม้าของนางถูกสายลมพัดปลิวไสวราวกับเส้นไหมสีดำเป็มันเงาชายอาภรณ์สีชมพูอ่อนลู่ไปด้านหลังยามกระชั้นชิดนางเพียงเบี่ยงตัวเล็กน้อยปลายกระบี่ก็เบี่ยงเบนออกไปทางด้านซ้ายส่วนบุรุษฉกรรจ์ที่ตามมาเื้ัเบนหลบไปทางขวาพุ่งผ่านเรือไปทิ้งไว้เพียงคลื่นน้ำกระทบเรือจนโยกคลอนไปทั้งลำ
เสียงผู้คนรอบด้านอุทานเซ็งแซ่แม้แต่ผู้โดยสารที่พักผ่อนอยู่ในห้องยังเปิดประตูออกมาชะโงกดูตามระเบียงซือเฟิงหลงถูกภาพเมื่อครู่ทำให้นิ่งค้างไปในบัดดลแม้หูจะได้ยินเสียงสนทนาดังขึ้นรอบด้าน แต่สำนึกในใจกลับไม่อาจลบภาพของผู้ที่ขี่กระบี่บินทะยานผ่านไปได้
“ท่านเซียน! นั่นคือท่านเซียนใช่หรือไม่ท่านแม่!”เสียงของเด็กหญิงดังขึ้นอย่างตื่นเต้น
“ใช่แล้ว อวี้เอ๋อร์โชคดีแล้วที่ได้เห็นเซียนขี่กระบี่ในระยะใกล้ขนาดนี้”
“นางยังเด็กอยู่เลยท่านแม่ข้าอยากเป็เซียน”
“มีความฝันเป็เื่ดีลูกต้องหมั่นทำดีถึงจะมีเซียนมาโปรดนะเมื่อไปถึงหยุนหนานเ้าก็ลองขอให้ท่านพ่อหาอาจารย์ให้สักคนเป็อย่างไรลูกแม่อาจมีคุณสมบัติในการฝึกเซียนก็ได้นะ”
“ดีเ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะตั้งใจเรียนจะไม่เอาแต่เล่นอีกแล้ว”
เสียงของสองแม่ลูกดังห่างออกไปซือเฟิงหลงหันไปมอง เห็นผู้คนมากมายที่โผล่หน้าออกมาจากห้องพักพากันทยอยกลับเข้าไป
เด็กชายไม่ได้กลับเข้าห้องพักทันทีแต่ยังคงนึกถึงภาพการขี่กระบี่เมื่อครู่พลังสภาวะยามที่กระบี่บินเหนือน่านน้ำช่างน่าหลงใหลยิ่งนักทำเช่นไรตนเองจึงจะขี่กระบี่บินได้
เขาอยู่ในขั้นเลี่ยนชี่เด็กสาวคนนั้นอายุน้อยกว่าก็เหยียบกระบี่บินทะยานข้ามฟ้าได้แล้วนางอยู่ระดับขั้นใดกัน?คนเปรียบเทียบกับคนช่างชวนให้ปวดใจจริงๆ
แม้จะรู้สึกอิจฉาแต่เขาไม่ได้ริษยานางแม้แต่น้อยวันนี้ยังขี่กระบี่บินไม่ได้ วันหน้าจะต้องทำได้แน่
ซือเฟิงหลงหลับตาลงนึกภาพเงาเลือนรางของแสงกระบี่เมื่อครู่ ตัวกระบี่เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆราวกับมีชีวิต คงไม่ใช่กระบี่ธรรมดาเป็แน่ ลำแสงที่ปลดปล่อยออกมา...
คิ้วเข้มขมวดเมื่อพยายามนึกทบทวนภาพนั้นแต่นอกจากลำแสงขาวพล่าตาแล้วเขาก็มองไม่เห็นอย่างอื่นอีกนอกจากบางอย่างที่มีลักษณะเหมือนโซ่ใบหลิวภายในแกนกลางของลำแสงนั้น อาจเป็ไอน้ำที่จับตัวเป็น้ำแข็ง
เด็กชายลืมตาขึ้นพลางถอนใจยาวคิดจะมองพลังเหนือสามัญให้ออกตอนนี้ยังคงเร็วเกินไปกว่าเขาจะมองเห็นธาตุทั้งห้าออกก็หลังจากเรียนตีเหล็กกับบิดามาหลายปีผ่านมาหลายปีก็ยังมองไม่เห็นกฎสุดท้ายของวิชาหมัดวิชานั้น
ในเมื่อมองไม่ออกก็ไม่ต้องมองก่อนอื่นคงต้องมีกระบี่เสียก่อน ค่อยหาวิธีทำให้กระบี่บินได้
ซือเฟิงหลงพลันลืมตาขึ้นดวงตาเปล่งประวาบ ร่างเล็กๆ หมุนกายเดินแกมวิ่งกลับไปที่ห้องพักอย่างลิงโลดไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่ามีคนแอบเดินเตร่ตามมาจนถึงหน้าห้องพักหลังจากวนเวียนอยู่ครู่หนึ่ง บุคคลผู้นั้นก็จากไป