เล่มที่ 1 บทที่ 29 เสี้ยนหนาม
“จัดการข้า!”
เจียงอวิ๋นเข้าใจเรื่องราวทันทีก่อนหน้านี้เขามิเพียงแต่ทำลายแผนการของศิษย์พี่หญิงคนนั้นทั้งยังทำร้ายสัตว์เลี้ยงของสวี่เฉิงซานจนบาดเจ็บ ในเมื่อเวลานี้พวกมันสามารถหลอกลู่เซี่ยวอวี๋ออกจากนิกายไปได้สำเร็จแล้วเช่นนั้นพวกมันสองคนย่อมต้องจัดการเขาเป็นรายต่อไป
มุมปากเจียงอวิ๋นค่อยๆ ยกขึ้นเล็กน้อยเผยรอยยิ้มเย็นเยียบออกมา แต่ไม่นานก็หุบยิ้มลง จ้องเขม็งไปทางชายอ้วนเตี้ย“หากข้าพบว่าเจ้าโกหกแม้เพียงคำเดียว ครั้งต่อไปข้าจะทำลายการบำเพ็ญของเจ้าเหมือนเดิม!”
หลังทิ้งคำพูดนี้ไว้เจียงอวิ๋นก็รีบมุ่งหน้าไปยังลานกว้าง และเมื่อเงาหลังของเจียงอวิ๋นหายไปแล้วชายอ้วนเตี้ยถึงได้ถอนหายใจยาวๆ ออกมาก่อนจะกล่าวอย่างเกลียดชัง“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร เจียงอวิ๋นคนป่าเถื่อนที่เมื่อครึ่งปีก่อนยังเป็นเพียงคนธรรมดาแม้จะมีพละกำลังมากกว่าปกติเล็กน้อย ทว่าคิดจะมาดวลกับข้าเปาหยวนเฉียงเจ้ายังอ่อนเกินไป!”
เปาหยวนเฉียงพูดพลางยันตัวยืนขึ้นคลำลำคอของตัวเอง บนใบหน้าค่อยๆ มีรอยยิ้มชั่วร้ายเจ้าเล่ห์ปรากฏ “หึหึดูท่าทางเจ้าจะต้องไปหาเรื่องศิษย์พี่หญิงฟางเป็นแน่ ในนิกายแสวงมรรคผู้ใดบ้างไม่รู้ว่าศิษย์พี่หญิงฟางยั่วหลินเป็นน้องสาวแท้ๆ ของฟางอวี่เซวียนข้าอยากเห็นเหมือนกันว่าครั้งนี้เจ้าจะตายอย่างไร!”
หากเจียงอวิ๋นได้ยินคำพูดนี้เมื่อนั้นความสงสัยในใจเขาก่อนหน้านี้ก็จะได้รับคำตอบที่สมเหตุสมผล
ในนิกายแสวงมรรคอาจมีผู้คนไม่น้อยที่ไม่เคยได้ยินนามของประมุขแห่งห้ายอดแต่ไม่มีใครไม่รู้จักนามของฟางอวี่เซวียนแน่นอน
ลูกศิษย์สายในอันดับหนึ่งผู้นี้ เป็นเป้าหมายและแบบอย่างของลูกศิษย์แทบทั้งหมดในนิกายแสวงมรรคมานานแล้วเรื่องเล่าขานอันน่าตื่นตะลึงที่เขาสร้างไว้ในการทดสอบซ้ำก่อนหน้านี้ได้ถูกมองเป็นตำนานไปแล้ว
ผู้ที่คิดปองร้ายลู่เซี่ยวอวี๋ ก็คือฟางยั่วหลิน น้องสาวแท้ๆของฟางอวี่เซวียน นางได้มอบภารกิจให้ลู่เซี่ยวอวี๋ในนามของฟางอวี่เซวียน ทำให้ลู่เซี่ยวอวี๋ย่อมไม่มีทางสงสัยและไม่กล้าสงสัยอย่างสิ้นเชิง
เปาหยวนเฉียงกวาดสายตามองรอบๆ จัดเสื้อผ้าเล็กน้อยจากนั้นก็ส่ายหน้าเดินไปทางลานกว้าง
เรื่องราวเล็กๆที่เกิดขึ้นระหว่างเจียงอวิ๋นและชายหนุ่มอ้วนเตี้ยมิได้ดึงดูดความสนใจของใครเพราะเวลานี้ บนท้องฟ้าของลานกว้างมีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นยืนกลางอากาศเป็นลูกศิษย์สายในของยอดเขาหลักผู้ที่รับผิดชอบการทดสอบสามด่านในตอนรับศิษย์ใหม่เซียวอี้ซูนั่นเอง
แม้จะมีเพียงเขาคนเดียวทว่าเขาที่มีการบำเพ็ญระดับธรณีมงคลแล้วย่อมมีความสามารถมากพอจะจัดการดูแลการทดสอบซ้ำได้และการปรากฏตัวของเขาก็หมายความว่าการทดสอบซ้ำกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า
เจียงอวิ๋นเองก็กลับมายังลานกว้างแล้วอย่างเงียบงันเขายืนเงียบเชียบอยู่ด้านหลังสุดของฝูงชน มองไปทางเซียวอี้ซูบนฟ้าเหมือนคนอื่นๆ ในหัวมีความคิดต่างๆวิ่งแล่นอย่างรวดเร็ว
แม้ตอนนี้เขาจะร้อนรุ่มใจดั่งโดนไฟเผา ทว่าเขาก็รู้ดีว่าหากคิดจะสืบหาที่อยู่ของลู่เซี่ยวอวี๋เขาก็จำต้องผ่านการทดสอบซ้ำให้ได้ก่อน และเมื่อถึงตอนงานประลองเล็กหลังการทดสอบค่อยประลองกับศิษย์พี่หญิงคนนั้นหรือไม่ก็สวี่เฉิงซาน
แต่ว่างานประลองเล็กนั้นมิใช่ว่าศิษย์ใหม่ทุกคนจะมีโอกาสได้เข้าร่วม อย่างไรเสียการทดสอบซ้ำก็มิได้ยากเย็นอันใดนักจำนวนลูกศิษย์ที่ผ่านการทดสอบซ้ำได้ในอดีตก็มักจะมีจำนวนราวๆ ครึ่งหนึ่งเสมอ
ศิษย์ใหม่มีจำนวนสี่ร้อยกว่าคนหากเหลือครึ่งหนึ่งก็คือสองร้อยกว่าคน หากให้ทั้งสองร้อยคนนี้ร่วมการประลองอย่างน้อยก็คงต้องใช้เวลาหลายวันเลยทีเดียว เพื่อเป็นการประหยัดเวลาผู้ที่จะเข้าร่วมการประลองเล็กได้จึงมีเพียงลูกศิษย์ที่มีผลงานโดดเด่นในการทดสอบซ้ำเท่านั้น
กล่าวโดยง่ายก็คือ ผลการทดสอบซ้ำอย่างน้อยก็ต้องยกระดับจากเดิมได้สองขั้น จึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการประลองเล็ก!
ตามแผนเดิมของเจียงอวิ๋นนั้น เขาคิดจะเผยระดับการบำเพ็ญออกไปเพียงระดับเบิกปราณขั้นหนึ่งเท่านั้นแค่ให้ผ่านการทดสอบซ้ำก็เพียงพอแล้ว ทว่าบัดนี้ลู่เซี่ยวอวี๋ได้หายตัวไปทำให้เขาจำต้องเปลี่ยนแผนอย่างช่วยไม่ได้
“ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมงานประลองเล็กพวกสวี่เฉิงซานสองคนจักต้องเป็นฝ่ายลงมือกับข้าเองเป็นแน่ ต้องโค่นพวกมันลงให้พวกมันคายที่อยู่ของเซี่ยวอวี๋ออกมา!”
“แม้เซี่ยวอวี๋จะออกไปนานแล้วแต่ความเร็วของนางไม่เร็วแน่นอน ด้วยความเร็วของข้า น่าจะยังไล่ตามได้ทัน! ขอเพียงไปพากลับมายังนิกายได้ทันภายในวันนี้บางทีอาจจะยังไม่ถือว่าพลาดการทดสอบซ้ำ อย่างไรเสียผู้อาวุโสของยอดเขาร้อยสิงสาผู้นั้นก็ถูกใจนางอยู่แล้วด้วยถึงจะช้าไปสักเล็กน้อยก็คงไม่มีปัญหาอะไรมาก!”
“ทันทีที่เซี่ยวอวี๋กลายเป็นศิษย์สายในได้จริงเช่นนั้นต่อให้ศิษย์พี่หญิงสายนอกคนนั้นจะไม่พอใจอะไร แต่ใต้กฎเกณฑ์ของนิกาย คิดว่านางก็คงไม่กล้าทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า!”
“ขอเพียงเซี่ยวอวี๋ไม่เป็นอะไรเช่นนั้นในตอนประลองข้าก็จะแค่สั่งสองพวกมันสองคนสักเล็กน้อยช่วยระบายอารมณ์ให้เซี่ยวอวี๋ จากนั้นก็จบเรื่องแต่เพียงเท่านี้!”
ในหัวมีความคิดเหล่านี้ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้เจียงอวิ๋นสงบใจลงได้ในที่สุด และในตอนนั้นเองเสียงพูดอันเย็นชาของเซียวอี้ซูก็ดังขึ้นพอดี!
“เงียบ!”
หลังสิ้นเสียงของเซียวอี้ซู เขาก็สะบัดชายเสื้อพลันมีแสงสีขาวห้าสายยิงออกมาจากชายเสื้อของเขา ตกลงบนลานกว้างที่อยู่เบื้องล่าง
เป็นลูกแก้วสีขาวขนาดเท่ากำปั้นห้าลูกลอยนิ่งอยู่กลางอากาศสูงจากพื้นเท่ากับความสูงคนหนึ่งคน บนนั้นมีประกายแสงไหลเวียน
“ลูกแก้วตรวจปราณ!”
เมื่อเห็นลูกแก้วเหล่านี้แล้ว ในกลุ่มคนพลันมีคนส่งเสียงเรียกชื่อของมันออกมาทันที
เจียงอวิ๋นเองก็จำลูกแก้วห้าลูกนี้ได้จึงถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา กล่าวด้วยเสียงที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่ได้ยิน“โชคดีจริงๆ ที่ใช้ลูกแก้วตรวจปราณเช่นนี้ข้าก็ไม่จำเป็นต้องซ่อนการบำเพ็ญเลยด้วยซ้ำ!”
เจียงอวิ๋นย่อมต้องไปหาข้อมูลเกี่ยวกับการทดสอบซ้ำมาไว้ก่อนอยู่แล้วเขารู้ว่านิกายแสวงมรรคมีวิธีในการทดสอบซ้ำทั้งหมดสามวิธี
วิธีแรกคือการทดสอบด้วยคนนั่นคือการให้ลูกศิษย์สายในระดับธรณีมงคลใช้จิตสำนึกสำรวจร่างกายของเหล่าลูกศิษย์ที่มาทดสอบซ้ำใช้ความแข็งแกร่งอ่อนแอของกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างกายในการวิเคราะห์ระดับการบำเพ็ญวิธีที่สองคือการใช้กระจกที่คล้ายกับกระจกแสวงมรรคเพียงยืนอยู่หน้ากระจกก็จะสามารถส่องระดับการบำเพ็ญออกมาได้ส่วนวิธีที่สามก็คือการใช้ลูกแก้วตรวจปราณ เพียงสัมผัสมันแล้วส่งถ่ายพลังปราณเข้าไปอย่างต่อเนื่องบนลูกแก้วจะเปล่งประกายแสงออกมาระดับเบิกปราณขั้นหนึ่งจะเปล่งประกายแสงออกมาหนึ่งสายขั้นสองจะเปล่งประกายแสงสองสาย มากสุดคือประกายแสงเก้าสาย
เดิมทีเจียงอวิ๋นกังวลกับวิธีการทดสอบซ้ำวิธีที่สองเล็กน้อยจึงไปขอให้ศิษย์พี่หญิงสองช่วยสอนวิธีซ่อนการบำเพ็ญ ทว่าตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว
เพราะเราสามารถควบคุมได้ว่าจะส่งถ่ายพลังปราณเข้าไปในลูกแก้วมากน้อยเพียงใด!
หากมีคนรู้ความคิดของเจียงอวิ๋นละก็จะต้องมองเขาเป็นตัวประหลาดแน่
สำหรับการทดสอบซ้ำ ทุกคนต่างก็อยากเค้นศักยภาพของตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุดอยู่แล้วใครเล่าจะยังจงใจซ่อนความแข็งแกร่งของตัวเองไว้อีก
“เอาละทุกคนจงเรียงตามลำดับจากศิษย์สายนอกไปยังศิษย์จิปาถะ...”เสียงของเซียวอี้ซูดังขึ้นอีกครั้ง แต่หลังจากกล่าวไปได้ครึ่งหนึ่งกลับหยุดชะงักอย่างกะทันหันเลื่อนสายตาอันคมกริบกวาดมองไปยังกลุ่มคนบนลานกว้าง
เมื่อเห็นสายตาของเซียวอี้ซูเจียงอวิ๋นก็ต้องเผยรอยยิ้มเจื่อน
และก็เป็นอย่างที่คาดเมื่อเซียวอี้ซูมองเห็นเจียงอวิ๋นที่ยืนอยู่หลังสุดเขาก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ จากนั้นก็ชี้นิ้วไปทางเจียงอวิ๋น “เจ้าคนสุดท้าย!”
คนอื่นๆต่างก็เลื่อนสายตามองตามไปทางที่เซียวอี้ซูชี้ไป
เมื่อเห็นปลายทาง ผู้คนส่วนใหญ่ก็เข้าใจทันทีต่อให้ไม่เข้าใจก็ยังมีเสียงพูดเย้ยหยันดังขึ้นมาจนทำให้พวกเขาได้รู้เรื่องไปด้วย
“อ้าว นี่มันเจ้าคนป่าที่ดวงดีตอนนั้นไม่ใช่หรือ? ฮ่าฮ่าดูเจ้าไร้ซึ่งกลิ่นอายอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ ดูท่าจะยังคงเป็นคนป่าเหมือนเดิมสินะ! ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะยังมีคนรับเจ้าเป็นศิษย์อีกหรือไม่!”
ในการทดสอบสามด่านเมื่อครึ่งปีก่อนนั้นวีรกรรมของเจียงอวิ๋นนั้นโดดเด่นเกินไปจริงๆ ยิ่งรวมกับที่เขาไม่ผ่านสักด่านแต่กลับโชคดีถูกรับเป็นศิษย์จิปาถะเหมือนกัน จึงทำให้มีผู้คนไม่น้อยที่จดจำเขาได้
ผู้ที่ส่งเสียงพูดขึ้นมาคือฮั่วหย่วนนั่นเองแม้บนใบหน้าเขาจะเต็มไปด้วยสีหน้าเย้ยหยัน ทว่าหากสังเกตดูดีๆจะพบว่าส่วนลึกในดวงตาเขาได้มีจิตสังหารซ่อนอยู่เสี้ยวหนึ่งด้วย
จนบัดนี้ฮั่วหย่วนก็ยังไม่เคยลืมแววตาที่เจียงอวิ๋นจับจ้องมาที่เขาในวันนั้นเลยทั้งยังมีหลายครั้งหลายคราที่เขาต้องสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะแววตานั้นในระหว่างทำสมาธิประหนึ่งมีคนคอยจับจ้องอยู่ที่ด้านหลังตลอดเวลา
บอกตามตรงว่าเขาไม่รู้เลยจริงๆว่าเหตุใดสายตาของคนธรรมดาคนหนึ่งจึงสามารถสร้างความหวาดกลัวให้เขาได้ใหญ่หลวงเพียงนี้แต่เขากลับรู้เพียงว่า เจียงอวิ๋นต้องตายเท่านั้น
เพราะสายตาของเจียงอวิ๋นได้กลายเป็นเสี้ยนหนามที่เสียดแทงจิตใจเขาแล้ว
ตราบใดที่เจียงอวิ๋นยังไม่ตาย จิตใจของเขาหรือกระทั่งเส้นทางการบำเพ็ญมรรคของเขาต่อจากนี้จักได้รับผลกระทบอย่างหนัก
แม้ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาเขาจะคิดหาวิธีสังหารเจียงอวิ๋นตลอดเวลาทว่าในตอนที่เขาเข้าร่วมนิกายแสวงมรรค เขาก็ระดับเบิกปราณขั้นสามแล้วการยกระดับขึ้นหนึ่งขั้นในเวลาเพียงครึ่งปีจึงถือเป็นเรื่องยากสำหรับเขาดังนั้นเขาจึงไม่เหลือเวลาและโอกาสไปจัดการเจียงอวิ๋นเลยอย่างสิ้นเชิง
บัดนี้เมื่อได้เห็นเจียงอวิ๋นอีกครั้งจิตสังหารในใจฮั่วหย่วนจึงถูกปลุกเร้าขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นว่าเจียงอวิ๋นเหมือนจะยังคงเป็นคนธรรมดาเช่นเดิมเขาก็พลันรู้สึกได้ว่าวันนี้ในที่สุดเขาน่าจะสามารถถอนเสี้ยนหนามในใจชิ้นนี้ออกได้เสียที!