ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เล่มที่ 3 บทที่ 76 ใครน่ะ

            หลินหวั่นชิวใช้น้ำแกงไก่ที่เหลือจากเมื่อคืนมาทำบะหมี่น้ำแกงไก่ชามโตให้เจียงหงป๋อเมื่อคืนกินโอสถชำระไขกระดูกไป ตอนนี้กระเพาะเขาน่าจะเปิดไม่น้อยแล้ว

            ส่วนของตัวเองกับเจียงหงหนิงเป็นบะหมี่ผัดเนื้อเสือบะหมี่สีขาวนอนอยู่กลางชามใบยักษ์ ผักสดสีเขียวลอยอยู่ด้านข้างราดน้ำแกงที่ใส่น้ำมันพริกสีแดง รากบัวกับเนื้อเสืออบเกลือกองสูงพะเนินลำพังแค่มองก็เจริญอาหารแล้ว

            “พี่สะใภ้ อร่อยมากเลยขอรับ!” เจียงหงหนิงกินคำโตพร้อมพูดอย่างเคลิบเคลิ้ม

            “ช้าหน่อย ระวังลวก! ทำอาหารต้องรู้จักใส่วัตถุดิบถึงจะอร่อยเจ้าลองคิดดูสิ บะหมี่ดีขนาดนี้ หากใส่วัตถุดิบไม่พอแล้วไม่อร่อยเส้นบะหมี่จะไม่ถือว่าเสียของหรือ! นี่ถือว่าเป็นความผิดนะ!”

            หลินหวั่นชิวใช้ทั้งคำพูดและอุบายเพื่อหลอกล่อจอมขี้เหนียวอย่างเจียงหงหนิง

            “อื้ม ข้าจำไว้แล้วขอรับพี่สะใภ้!” เจียงหงหนิงคลุกบะหมี่กินอย่างเอร็ดอร่อยท่าทีมูมมามเหมือนเจียงหงหย่วน

            เจียงหงป๋อเทียบกับเขาแล้วสุภาพกว่ามากใช้ตะเกียบคีบเส้นทีละไม่มากไม่น้อย เป่าที่ริมฝีปากแล้วค่อยกินอย่างสุภาพ

            ต้องยอมรับว่าการมองเจียงหงป๋อกินบะหมี่ถือเป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง

            เจียงหงหย่วนเดินตากน้ำค้างกลับมาเห็นภาพนี้

            ความอิจฉาแผ่ซ่านในใจทันที

            เขาแค่ออกจากบ้านครู่เดียวไอ้เด็กสองคนนี้กลับนั่งกินข้าวร่วมกันกับภรรยาตัวน้อยของเขาเสียแล้ว

            ไม่มีสิ่งใดน่ารำคาญไปกว่าน้องชายแล้วจริงๆ

            “ต้าเกอ! บะหมี่ที่พี่สะใภ้ทำอร่อยมากเลยขอรับ!” เจียงหงหนิงเงยหน้าขึ้นจากชามตาเป็นประกายแสดงความพึงพอใจ

            กินก็กินไปสิ ยังจะมีหน้ามาอวดอีกวันนี้เขาจะโยนเจ้าเด็กนี่ไปอยู่ในอำเภอให้ได้ ไม่ให้เขากลับมาแล้ว!

            “ต้าเกอมานั่งเถิด ข้ากินอิ่มแล้วบะหมี่ที่พี่สะใภ้ทำเป็นบะหมี่ที่อร่อยที่สุดในชีวิตที่ข้าเคยกินมา”เจียงหงป๋อวางชามแล้วลุกขึ้นยืนเช่นกัน

            ยังจะมีคนช่วยซ้ำเติมเพิ่มอีกหน้าเจียงหงหย่วนเข้มหนักจนเหมือนมีน้ำรั่วออกมาได้

            “ต้าเกอ ข้ากินเสร็จแล้วเช่นกันจะไปลวกบะหมี่มาให้” เจียงหงหนิงวางชามแล้วเดินเข้าห้องครัว

            “ไม่ต้อง ข้าทำเอง!” ไสหัวไปให้หมด ไอ้พวกตัวยุ่ง

            อ้าว เจ้าหมอนี่โมโหเสียแล้ว

            จริงๆ เลย ตัวใหญ่บึกบึนแท้ๆแต่นิสัยราวกับเด็ก

            หลินหวั่นชิวบอกให้เด็กทั้งสองกลับห้องไปเก็บของนางลุกขึ้นเข้าห้องครัว ผลักเจียงหงหย่วนออก “ข้าไม่รู้เจ้าจะกลับมาเวลาใดกลัวลวกบะหมี่แล้วจะเละเลยยังไม่ได้ทำให้”

            ที่แท้เป็นเช่นนี้…นางไม่ได้จงใจไม่ทำให้เขา!

            เจียงหงหย่วนอารมณ์ดีขึ้นทันทีเขายืนข้างหลินหวั่นชิว มุมปากยกโค้ง รอยยิ้มกว้างขึ้น

            ฟืนใต้เตายังไม่ได้เอาออกคอยจุดไว้อยู่เสมอ ไม่ต้องเสียเวลาเติมฟืนเพิ่ม บะหมี่ก็ลวกเสร็จเสียแล้ว

            จังหวะที่หลินหวั่นชิวยกชามบะหมี่หันตัวมาเจียงหงหย่วนหุบยิ้มทันที รับชามจากนางด้วยหน้าเคร่งขรึม

            ความจริงเขาก็อยากยิ้มให้ภรรยาตัวน้อยแต่หน้าตาเขาเป็นเช่นนี้ มีแผลเป็น ยิ้มแล้วมีแต่จะยิ่งน่าเกลียดน่ากลัว

            ผู้ใดก็อยากรักษาภาพลักษณ์ที่ดีที่สุดต่อหน้าคนที่ตัวเองชอบทั้งนั้น

            หลังจากนั่งลงหลินหวั่นชิวกินบะหมี่ที่เหลือของตัวเองต่อ

            เจียงหงหย่วนเห็นว่าชามบะหมี่ของนางไม่มีไอน้ำหลงเหลือและบะหมี่จับตัวเป็นก้อนเสียแล้วจึงแย่งเอามาผลักชามตัวเองไปให้นาง “ข้าหิวแล้ว จะกินชามของเจ้า เจ้ากินชามข้าไปก่อนกินไม่หมดข้าค่อยกินต่อ!”

            “อื้ม” หลินหวั่นชิวย่อมเข้าใจเจตนาเจียงหงหย่วนบุรุษผู้นี้ช่างเอาใจใส่แต่ปากร้าย ซื่อตรง ไม่มีกลยุทธ์ใด

            นางไม่มามัวดัดจริตในเมื่อรู้หัวใจตัวเองและตัดสินใจเผชิญกับความรู้สึกนี้แล้วนางก็ไม่เกรงใจกับเจียงหงหย่วนอีก

            บุรุษควรเป็นฝ่ายดูแลสตรีอยู่แล้วไม่มีเหตุผลให้ต้องผลักไส

            หากผลักไสมากเกินไปบุรุษจะคิดว่าเจ้าไม่ชอบ วันหน้าไม่ดูแลเจ้าเช่นนี้อีกแล้ววันนั้นสตรีจะรู้สึกผิดหวังเสียใจ พอเสียใจก็อดทำพฤติกรรมเสแสร้งต่างๆ ไม่ได้

            แม้จะเป็นความรู้สึกที่ลึกล้ำแต่จะทนการเสแสร้งได้กี่ครั้ง?

            เจียงหงหย่วนเห็นภรรยาตัวน้อยไม่ปฏิเสธสักนิดกินบะหมี่ชามนั้นของเขาแต่โดยดีก็ดีใจ…ดีใจจนอยากฮัมเพลงภูเขา

            บะหมี่ชามนี้ภรรยาตัวน้อยกินไปแล้ว…อีกเดี๋ยวชามนั้นก็ถูกกินเช่นกัน…

            กินบะหมี่ชามเดียวกัน…

            นี่แทบจะเหมือนการจูบไม่ใช่หรือ?

            ฮิฮิ…

            “ตอนนี้สุ่ยเซิงกับฟู่กุ้ยขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่กับเถาวัลย์แล้วใช้ไม้ไผ่จะเร็วกว่า เพราะนี่เป็นที่ตั้งหกสิบไร่หากมัวแต่ตัดไม้ทำเสาจะเสียเวลาหลายวันข้าคิดว่าเจ้าหน้าที่จากอำเภอน่าจะมาถึงช่วงใกล้เที่ยงเจ้าไม่ต้องเตรียมอาหารให้พวกเขา เตรียมค่าตอบแทนไว้ก็พอ ไม่ต้องดูแลสุ่ยเซิงกับฟู่กุ้ยเช่นกันไว้ข้ากลับมาแล้วค่อยเชิญพวกเขามาดื่มเหล้า”

            เขาไม่ได้ไม่วางใจที่จะให้หลินหวั่นชิวอยู่กับสุ่ยเซิงและฟู่กุ้ยตามลำพังแต่คนในหมู่บ้านปากเสียเกินไป กลัวคนพวกนี้พูดจาไม่ดีถึงเวลาเขาไม่อยู่บ้านช่วยนางหนุนหลัง ภรรยาตัวน้อยคงได้ถูกรังแก

            “อื้ม ข้าจะทำตามที่หย่วนเกอว่า” นี่เป็นครั้งแรกที่หลินหวั่นชิวเรียกเขาว่าหย่วนเกอในเช้าวันนี้

            เสียงนุ่มนวลจนเจียงหงหย่วนรู้สึกซาบซ่านไปหมด

            “หากเจ้ากลัวที่จะอยู่บ้านผู้เดียวก็ไปตามกุ้ยเซียงมาอยู่เป็นเพื่อนข้าเกรงว่ากว่าจะกลับจากการเข้าอำเภอครั้งนี้จะดึกเสียหน่อย จริงสิขอเงินให้ข้าติดตัวหน่อยเถิด เอาเศษเหรียญทองแดงกับเศษก้อนเงินแล้วก็ตั๋วเงินอีกสองร้อย ข้าจะดูว่าเข้าอำเภอครั้งนี้จะหารถล่อได้หรือไม่แต่รถม้าเคลื่อนที่เร็วกว่า วันหน้าข้าไปทำงานในอำเภอจะได้ประหยัดเวลาเดินทาง”

            ที่สำคัญที่สุดคือเวลาพาภรรยาตัวน้อยเข้าอำเภอจะมีตู้รถช่วยบัง…เขาจะได้ทำเช่นนั้นเช่นนี้ได้!

            “อื้ม ได้!” หลินหวั่นชิวตอบตกลง

            นอกจากเงินสองสามร้อยตำลึงที่ได้จากการขายน้ำมันกระดูกเสือกับหนังเสือก่อนหน้านั้นเจียงหงหย่วนก็ให้เงินนางมาหลายร้อยตำลึงตั้งแต่ตอนลงจากเขา

            การขึ้นเขาของเขาครั้งนี้เก็บเกี่ยวได้ล้นหลามมากเกือบได้เป็นพันตำลึง!

            แม้พวกเขาจะใช้จ่ายเยอะทั้งซื้อที่ ทั้งจะสร้างบ้านอิฐ สิ่งเหล่านี้ต่างมีค่าใช้จ่ายก้อนโตแต่เจียงหงหย่วนมองแล้วรู้สึกว่าทุกอย่างดีขึ้นเรื่อยๆวันหน้าไม่มีค่าใช้จ่ายจำเป็นใดอีก

            เช่นนี้แล้วการดำรงชีวิตในวันหน้าล้วนไม่มีสิ่งใดต้องกังวลเจียงหงหย่วนไปทำงานที่บ่อนยังได้เงินเดือนละยี่สิบตำลึง

            ยี่สิบตำลึงเพียงพอให้ครอบครัวเกษตรกรธรรมดาใช้จ่ายได้ทั้งปีเชียวนะ!

            หลินหวั่นชิวกินเสร็จก็เข้าไปหยิบตั๋วเงินสองร้อยกับถุงใส่เศษเงินเศษเหรียญให้เจียงหงหย่วนจากในห้อง

            ไม่นาน หวางโหย่วกุ้ยพี่ชายของหวางฟู่กุ่ยก็ขี่เกวียนวัวมารับพี่น้องบ้านตระกูลเจียงหลังจากส่งพวกเขาออกไปเสร็จหลินหวั่นชิวปิดประตูลานบ้านแล้วนั่งท่องเสียนอวี๋อยู่บนเก้าอี้

            นางค้นหาเมล็ดพันธุ์พุ่มหนามเป็นอย่างแรกนางรู้สึกว่าขนาดของแปลกประหลาดหลุดโลกเช่นตั๋วทะลุมิติยังมีขายบนเสียนอวี๋เช่นนั้นไม่มีสิ่งใดที่หาไม่ได้ในเสียนอวี๋เป็นแน่

            เป็นไปตามคาด นางแค่คิดในใจสมองก็มีข้อมูลเกี่ยวกับการขายเมล็ดพืชพุ่มหนามจำนวนมากปรากฏ

            แต่ด้วยคุณภาพของเสียนอวี๋…เมล็ดพันธุ์เหล่านี้จึงมีอัตราการเจริญเติบโตต่ำมากมิเช่นนั้นคงไม่ถูกนำมากำจัดเช่นนี้

            แต่หลินหวั่นชิวไม่ถือสาสิ่งใดแค่มีอัตราการเจริญเติบโตต่ำไม่ใช่หรือ?

            เช่นนั้นแค่ซื้อให้มากและโรยเยอะหน่อยก็สิ้นเรื่อง!

            หลินหวั่นชิวเพิ่งซื้อเมล็ดพันธุ์พืชพุ่มหนามเสร็จนอกลานบ้านก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

            “ผู้ใดกัน?” หลินหวั่นชิวเดินออกไปถาม

             

     

    คล้ายกับเรื่องภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569] ที่คุณอ่าน