ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 3 เริ้นเสี่ยวจอมลามก

    ตอนที่ 3 เริ้นเสี่ยวจอมลามกการแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานียิ่งใกล้เข้ามาแล้ว ตอนนี้ในสถานีก็เริ่มพูดถึงเรื่องนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ หลายวันมานี้หวังซินก็โดดเรียน แล้วไปสังเกตการณ์เฉินอี๋ทุกวัน จนมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น ที่คอยจับตามองเฉินอี๋คนนี้อยู่ตลอดเวลา แต่ในที่สุดก็ไม่พบอะไรเลย สิ่งนี้จึงทำให้เขาสงสัยว่าตัวเองกำลังมาผิดทางอยู่รึเปล่าเมื่อกลับถึงบ้าน ก็มองดูปฏิทิน วันที่ปรากฏในตอนนี้ก็คือวันที่ 24 มีนาคม 1993เมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในปีนั้น ก็คือวันที่ 25 นี้เอง ที่เกิดเรื่องขึ้นกับเริ้นเสี่ยวสินะวันต่อมา หลังจากที่หวังซินกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว เขาก็ไม่ได้ตรงไปเข้าเรียนแต่กลับรีบมาที่ห้องทำงานของเริ้นเสี่ยวในแผนกการผลิตของสถานีโทรทัศน์แต่เช้าหลังจากที่เขามาถึงห้องทำงานของเริ้นเสี่ยว หวังซินก็รีบซ่อนตัวในห้องทำงานของเริ้นเสี่ยว ภายในห้องทำงานมีตู้เก็บเอกสารมากมาย ซึ่งตู้เก็บเอกสารหนึ่งตู้จะสามารถเข้าไปซ่อนข้างในได้หนึ่งคน เขาจึงซ่อนอยู่ข้างในเพื่อไม่ให้ถูกจับได้เขาอยู่ในตู้เก็บเอกสารเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมง หวังซินที่ขดตัวอยู่นั้นก็เกือบจะทนไม่ไหวแล้ว ในตอนนี้เขาเองก็เห็นเฉินอี๋ย่องเข้ามาที่ห้องทำงานของเริ้นเสี่ยว และเปิดตู้เก็บเอกสารตู้หนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ หวังซิน แล้วแอบติดตั้งกล้องรูเข็มหวังซินถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะถ้าเฉินอี๋มาติดตั้งกล้องรูเข็มที่ห้องทำงานของเริ้นเสี่ยวก่อนหน้านี้ล่ะก็ เกรงว่าตัวเองจะถูกจับได้ในทุกการเคลื่อนไหวที่เข้ามาในห้องเริ้นเสี่ยวเฉินอี๋ติดตั้งกล้องรูเข็มด้วยความชำนาญ โดยใช้เวลาเพียงแค่สิบกว่านาที ก็ติดตั้งเสร็จแล้ว ในเวลานี้ก็พึ่งจะแปดโมงครึ่ง ยังเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมงกว่าเริ้นเสี่ยวจะมาทำงานไม่ถึงสิบนาที เริ้นเสี่ยวก็มาถึงที่ห้องทำงานของตัวเอง โดยเริ้นเสี่ยวเป็นชายวัยกลางคนที่อายุประมาณสี่สิบปี ใส่ชุดสูทสวมรองเท้าหนัง และไว้ผมทรงสลิคแบค ในยุค 90 นี้ ซึ่งผมทรงสลิคแบคก็ยังเป็นที่นิยมมากอีกด้วยเขาแต่งตัวอย่างสุภาพเรียบร้อย มาพร้อมกับใบหน้าที่มีความสุข นั่นอาจเป็นเพราะเขามั่นใจว่าตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีจะตกเป็นของตัวเอง เขาจึงไม่มีความกังวลใด ๆสิ่งที่ทำให้หวังซินพูดไม่ออกก็คือขั้นตอนนี้เอง เขาเห็นเริ้นเสี่ยวสวมบทบาทเป็นรองผู้อำนวยการสถานีในกระจก และเริ่มฝึกออกความคิดเห็นแบบผู้อำนวยการสถานี โดยฝึกน้ำเสียงแบบผู้อำนวยการสถานีด้วย“เริ้นเสี่ยวคนนี้น่าเบื่อจริง ๆ เลย” ไม่คิดเลยว่าเริ้นเสี่ยวที่ปกติจะเป็นคนเข้มงวด แต่พอไม่มีใครสนใจเขา ก็จะมีด้านแบบนี้ด้วยเมื่อถึงเวลาเก้าโมง ประตูห้องของเริ้นเสี่ยวก็มีเสียงเคาะดังขึ้น หวังซินก็หูผึ่งขึ้นมา และดูเหมือนว่าช่วงเวลาสำคัญจะมาถึงแล้วเขาได้มองผ่านช่องของตู้เก็บเอกสาร แล้วหลังจากที่เขาเห็นเริ้นเสี่ยวเปิดประตูห้อง ก็เห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดทำงาน ซึ่งผู้หญิงคนนี้ก็คือเฉินอี๋เลขาของผู้อำนวยการสถานีนั่นเองเฉินอี๋เป็นหญิงสาวที่สวยและเก่งมาก มีการแต่งหน้าอ่อน ๆ  ที่มองดูแล้วงดงามมาก ทุกการเคลื่อนไหวของเธอเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ดึงดูดเพศตรงข้ามเธอมองเริ้นเสี่ยวที่แต่งตัวอย่างสุภาพเรียบร้อย และพูดติดตลกว่า : “ หลายวันมานี้หัวหน้าเริ้นดูดีมากเลยนะคะ มีเรื่องอะไรให้ดีใจก็บอกฉันบ้างสิคะ!”เมื่อหวังซินได้ยินเสียงที่ออดอ้อนก็รู้สึกสะอิดสะเอียนไปชั่วขณะ แต่ใบหน้าของเริ้นเสี่ยวกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แล้วพูดว่า : "มีเรื่องอะไรให้ดีใจที่ไหนกันล่ะ ฉันเรียกว่าเป็นความสุขที่ได้เผชิญหน้ากับการใช้ชีวิตในแต่ละวันยังไงล่ะ!"ขณะที่เริ้นเสี่ยวพูดอยู่ก็ใช้มือทั้งสองข้างลูบผมของตัวเองเบา ๆ และพูดว่า : "เลขาเฉินมาที่นี่มีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ?""ทางสถานีมีเอกสารเกี่ยวกับการแต่งตั้งรองผู้อำนวยการสถานีออกมาแล้วฉบับหนึ่ง ผู้อำนวยการสถานีให้ฉันเอามาส่งให้คุณค่ะ" เธอค่อย ๆ ยื่นซองเอกสารที่ถือมาส่งให้กับเริ้นเสี่ยวในขั้นตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าเฉินอี๋จะทำยังไงต่อ แต่แล้วในที่สุดเธอก็สะดุดรองเท้าส้นสูงของตัวเอง และทั้งตัวเธอก็ล้มไปที่เริ้นเสี่ยวเริ้นเสี่ยวจึงรีบเข้าไปช่วยประคองเฉินอี๋ตามสัญชาตญาณ แต่ด้วยความบังเอิญนั้น มือทั้งสองข้างของเริ้นเสี่ยวก็ได้จับโดนหน้าอกของเฉินอี๋เข้าอย่างจัง สีหน้าของเฉินอี๋แดงขึ้นเล็กน้อย  ซึ่งในช่วงมุมอับของกล้องเธอก็ได้จ้องมองเริ้นเสี่ยวด้วยสายตาที่หยาดเยิ้มสีหน้าที่ดึงดูดของเฉินอี๋ทำให้เริ้นเสี่ยวกลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว มือที่จับตรงหน้าอกของเฉินอี๋ก็ไม่ได้ปล่อย และในตอนนี้เฉินอี๋ก็เริ่มขยับตัวเบา ๆ อีกครั้ง จากมุมที่หวังซินซ่อนอยู่ก็สามารถมองเห็นได้ว่าเฉินอี๋จงใจให้ร่างกายของเธอถูกับร่างกายของเริ้นเสี่ยวเริ้นเสี่ยวกลับกลัวว่าเฉินอี๋จะล้มลงไปบนพื้น ก็แค่จะจับเฉินอี๋ไว้ แต่ในเวลาเดียวกัน เฉินอี๋ก็ยิ้มที่มุมปากอย่างมีเลศนัย แล้วตะโกนออกไปทันทีว่า : “ไอ้โรคจิต!”เสียงดังมาก ดังจนทะลุประตูที่พึ่งจะปิดไป เมื่อเสียงของเฉินอี๋เบาลง หวังซินก็ได้ยินเสียง ‘ โครม! ’ แล้วประตูห้องทำงานของเริ้นเสี่ยวก็ถูกพังเข้ามา ในเวลานี้มีเสียงผู้ชายที่อุทานด้วยความตกใจดังขึ้น พร้อมพูดว่า “นี่ ผู้จัดการเริ้น นี่คุณทำอะไรเนี่ย? คนอื่นเห็นแล้วมันไม่ดีนะ!”เสียงของเขาดังมาก พอได้ยินเสียงนี้แล้ว หวังซินก็รู้สึกคุ้นเคยขึ้นมา เขาจึงเปิดตู้เก็บเอกสารออกเล็กน้อย ซึ่งนั่นก็คือใบหน้าของหลินเฟิงหลินเฟิง ในปีนั้นเขาได้ใช้แผนการชั่วร้ายทำร้ายตัวเขาเองจนเกือบทำให้ครอบครัวแตกแยกหลังจากที่ได้เกิดใหม่จึงเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นในปีนั้น หวังซินก็รู้สึกเกลียดชังหลินเฟิงโดยสัญชาตญาณ พอเห็นหลินเฟิงผ่านมาที่นี้ ‘พอดี’ เขาก็เข้าใจได้ทันทีเลยว่านี่เป็นสิ่งที่หลินเฟิงและเฉินอี๋ร่วมมือกันจัดฉากขึ้นตอนนี้เริ้นเสี่ยวยังไม่เข้าใจสถานการณ์อะไร ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการที่เข้าไปช่วยเฉินอี๋ แล้วจู่ ๆ ก็กลายเป็นไอ้โรคจิตได้ยังไงกัน?ทั้งยังมีหลินเฟิงที่เตะประตูพังเข้ามา บวกกับหน้าประตูที่ยังมีคนอื่น ๆ อยู่อีก ซึ่งในเวลานั้นมือข้างหนึ่งของเขาก็ยังจับที่หน้าอกของเฉินอี๋อยู่ มีพยานอยู่ที่นี่ก็ตั้งหลายคน จึงทำให้เขาตกตะลึงไปชั่วขณะในเวลานี้หลินเฟิงกลับแสร้งทำเป็นคนดี หันกลับไปจ้องกลุ่มคนที่อยู่ล้อมรอบ พร้อมตำหนิออกไปว่า : “มามุงทำอะไรกันตรงนี้? งานของพวกคุณทำเสร็จกันหมดแล้วเหรอ!”หลังจากที่หลินเฟิงได้ตำหนิคนที่มุงอยู่รอบ ๆ แล้วก็มองไปที่เฉินอี๋และถามว่า : “เลขาเฉินคุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”ในตอนนี้เองเฉินอี๋ก็ผลักเริ้นเสี่ยวออกอย่างเต็มแรงทันที ไม่รู้เลยว่าบนใบหน้านั้นมีน้ำตาตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอเอาแต่ยืนนิ่ง ไม่พูดไม่จา แล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นเริ้นเสี่ยวถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างอ่อนแรง นั่งลงบนโต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วเริ้นเสี่ยวในเวลานี้ทำไมถึงไม่รู้ว่านี่เป็นการจัดฉากเฉินอี๋ที่จู่ ๆ ก็ล้มลง และหลินเฟิงที่ปรากฏตัวขึ้นตอนเวลาที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่านี่คือฉากหนึ่งที่หลิงเฟิงจงใจจัดขึ้นมาให้กับตัวเขาเองแต่ว่าฉากนั้นที่เขาเองจับหน้าอกของเฉินอี๋ ก็มีคนเห็นตั้งหลายคน ต่อให้ตัวเขาเองอธิบาย แต่ยังไงก็ฟังไม่ขึ้นอยู่ดีทางสถานี ก็ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของแต่ละคนมาก เรื่องที่เกิดขึ้นกับเริ้นเสี่ยวนี้ ไม่ต้องพูดถึงการแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีของเริ้นเสี่ยว ก็คือการได้อยู่ต่อในสถานีโทรทัศน์อีกหรือไม่นั้นก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง“พวกคุณสองคนร่วมมือกันใส่ร้ายผม!” เริ้นเสี่ยวชี้ไปที่เฉินอี๋และหลินเฟิงด้วยความโมโห และสีหน้าที่ดูสิ้นหวัง“ผู้จัดการเริ้น การที่ผมใส่ร้ายคุณขนาดนี้ คุณจะทำอะไรผมได้ล่ะ? ” ประตูห้องที่ถูกปิดลง และใบหน้าหลินเฟิงในตอนนี้ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่เย็นชา กอดอก แล้วมองดูเริ้นเสี่ยวด้วยความเย็นชาเมื่อเริ้นเสี่ยวได้ยินคำพูดที่เผยให้เห็นธาตุแท้ของหลินเฟิงแล้ว ก็ถึงกับถลึงตาใส่ และพูดไม่ออกไปครึ่งค่อนวัน “ผู้จัดการเริ้น คุณอายุมากแล้ว คนแก่ก็ควรอยู่ในที่ของคนแก่คอยทำงานของตัวเองให้ดี ไม่ต้องคิดอยากเลื่อนตำแหน่ง มาคอยขวางทางของคนหนุ่มสาว มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย ” หลังจากที่หลินเฟิงพูดทิ้งท้าย จึงตรงไปที่เฉินอี๋และทั้งสองคนก็ออกจากห้องทำงานนี้ไปพร้อมกันเริ้นเสี่ยวใช้มือทั้งสองข้างจับที่ผม ส่วนจิตใจฮึกเหิมที่หวังซินเคยเห็นก่อนหน้านี้ก็ไม่มีอีกแล้ว เหลือแค่เพียงสีหน้าที่เศร้าสลดหวังซินได้เอาขั้นตอนนี้มาคิดอย่างชัดเจน สีหน้าของเขาดูตื่นเต้นมาก ตามแนวโน้มของเหตุการณ์ หลังจากที่เริ้นเสี่ยวได้ผ่านเหตุการณ์ในครั้งนี้แล้ว ก็ถูกนำตัวไปสอบสวน โชคดีที่ด้านการเงินของเขาไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องลาออก เนื่องจากเหตุการณ์ในชีวิตครั้งนี้ ทำให้เขาจำใจต้องหย่าร้างกับภรรยา จึงส่งผลกระทบให้เกิดการแยกทางของครอบครัวขึ้น“กำจัดไปแล้วคนหนึ่ง เป้าหมายต่อไปของแก ก็คงจะเป็นพ่อฉันแล้วสินะ!” หวังซินยิ้มที่มุมปากด้วยความเย็นชาหากวิเคราะห์ตามนิสัยของมนุษย์แล้ว วันนี้เฉินอี๋และหลินเฟิงจะต้องฉลองความสำเร็จที่กำจัดเริ้นเสี่ยวได้อย่างแน่นอน และสำหรับเขาแล้ว นี่ถือว่าเป็นโอกาสหนึ่งเลยก่อนหน้านี้เขาไม่มีหลักฐานว่าเฉินอี๋และหลินเฟิงเป็นพวกเดียวกัน ตอนนี้มีทางที่จะพิสูจน์แล้ว หวังซินก็ไม่ยอมปล่อยไปอย่างแน่นอนเริ้นเสี่ยวอยู่ในห้องทำงานได้แค่ห้านาที ก็ถูกคนมาเรียกไปหลังจากที่รอให้เริ้นเสี่ยวออกไปแล้ว หวังซินก็ออกมาจากข้างในตู้เก็บเอกสาร โดยใช้มือข้างหนึ่งปิดใบหน้าของตัวเอง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็ชูนิ้วกลางไปที่กล้องรูเข็ม จากนั้นก็ออกจากห้องทำงานของเริ้นเสี่ยว ตามเส้นทางการพัฒนาของเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้มาแล้ว เริ้นเสี่ยวที่อยู่ในสถานีก็ได้รับฉายาว่า ‘ไอ้บ้ากามหน้าตาย’ เรื่องนี้ได้สร้างความฮือฮาให้กับสถานีเป็นอย่างมาก ทุกคนในสถานีโทรทัศน์เอาแต่วิพากษ์วิจารณ์กันเพราะปกติแล้วเริ้นเสี่ยวจะทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายดีที่รักครอบครัวคนหนึ่ง ทันทีที่เกิดเรื่องลวนลามผู้หญิงขึ้นกับเขา จะไม่ให้เป็นที่สนใจเลยก็คงจะเป็นไปไม่ได้และในความทรงจำ หลังจากที่หลินเฟิงอยู่ในสถานีได้ไม่นานก็ได้รับตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการสถานี แถมในปลายปีผู้อำนวยการสถานีก็ยังล้มป่วยจึงได้เกษียณออกไป และหลินเฟิงก็จะได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น โดยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถานีภายในหนึ่งปีได้เลื่อนตำแหน่งติดต่อกันถึงสองครั้ง ในองค์กรไม่พูดก็รู้ว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ แล้วโอกาสที่จะเกิดขึ้นก็มีน้อยมากและหลังจากนั้นสองปี เฉินอี๋ที่อยู่ในฐานะลูกจ้างหญิงชั่วคราวในเวลานั้นก็จะได้ปรากฏตัวอย่างอลังการเคียงคู่กับหลินเฟิง ในฐานะภรรยา ด้วยเหตุนี้จึงสามารถที่จะจินตนาการความสัมพันธ์ระหว่างเฉินอี๋และหลินเฟิงได้“หลินเฟิง ตอนนี้นายหัวเราะไปเถอะ แต่นายก็คงจะหัวเราะได้อีกไม่นานหรอก”ในปีนั้นหวังซินได้มีประสบการณ์ผ่านเรื่องต่าง ๆ มาบ้าง เพียงแค่ไม่รู้ถึงรายละเอียดของเรื่องที่เคยประสบมา เมื่อตอนนี้ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง รายละเอียดเหล่านั้นก็ค่อย ๆ มาอยู่ตรงหน้าเขา สำหรับหวังซินแล้วนั้น สิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ๆ มีมากมายเหลือเกินหลังจากที่ออกมาจากห้องทำงานของเริ้นเสี่ยวแล้ว หวังซินก็พบกับหวังเป่าหลงพอดีเมื่อหวังเป่าหลงเห็นหวังซินที่สถานีโทรทัศน์ ก็โมโหโดยไม่ถามสักคำ แล้วรีบมาหาหวังซินและตำหนิว่า: “ทำไมไม่ตั้งใจเรียน แกมาทำอะไรที่นี่!”“พ่อครับ รอถึงที่ห้องทำงานของพ่อแล้วค่อยคุยกันนะครับ” หวังซินพูดไม่ออกเล็กน้อย การที่ถูกพ่อจับได้นั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่เขาอยากให้เห็นเลยหวังเป่าหลงขมวดคิ้ว ยิ่งได้เห็นสีหน้าที่จริงจังของหวังซินแล้ว ก็ถอนหายใจด้วยความชินชา แล้วก็เดินไปทางห้องทำงานของตัวเองเมื่อมาถึงห้องทำงานของหวังเป่าหลง หวังซินก็พูดออกมาตรง ๆ ว่า : “เริ้นเสี่ยวจบเห่แล้ว ต่อไปพ่ออย่าชะล่าใจซะล่ะ”“แกพูดอะไรน่ะ?” หวังเป่าหลงมองหวังซินด้วยความสงสัย“พ่อรอดูเถอะ อีกไม่นานพ่อก็จะรู้ข่าวเอง”หวังซินไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม หวังเป่าหลงยังคงแคลงใจแล้วถามว่า: “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”“ผมบอกรายละเอียดกับพ่อไม่ได้ แต่อีกไม่นานก็จะมีข่าวลือออกมา”  หวังซินพูดจบโดยไม่รอให้พ่อถาม ก็พูดต่อไปอีกว่า: “พ่อครับ ผมต้องไปทบทวนเนื้อหาแล้ว แต่พ่อต้องมีวินัยในต่อตัวเองด้วยนะ!”“ไอ้เด็กบ้า มีลูกที่ไหนเขาพูดแบบนี้กับพ่อบ้างล่ะ?” หวังเป่าหลงถูกคำพูดสุดท้ายของหวังซินเล่นเข้าให้แล้ว...