ป่าดงพญาไฟ... ดินแดนที่แผนที่โลกไม่รู้จัก
แสงตะวันยามบ่ายแก่ๆ ที่ควรจะแผดเผาร้อนแรง กลับถูกบดบังด้วยเรือนยอดไม้หนาทึบของต้นยางนาและต้นตะเคียนั์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมผืนป่าราวกับหลังคาสีเขียวเข้มขนาดมหึมา แสงแดดทำได้เพียงลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ลงมาเป็ลำแสงเล็กๆ เหมือนสปอตไลท์ที่ส่องลงมายังเวทีแห่งความตาย ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงลิ่วจนรู้สึกเหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว หายใจแต่ละครั้งเหมือนสูดเอาน้ำเข้าไปในปอด
เหงื่อกาฬไหลย้อยลงมาจากขมับผ่านแก้มที่เปรอะเปื้อนโคลน หยดติ๋งๆ ลงสู่พื้นดินที่ปูพรมด้วยใบไม้เน่าเปื่อยทับถมกันมานับร้อยปี ส่งกลิ่นเหม็นอับชื้นผสมกับกลิ่นยางไม้และมูลสัตว์ป่า มันคือกลิ่นของป่าดงดิบที่แท้จริง... กลิ่นที่เจือไปด้วยอันตรายทุกตารางนิ้ว
"ซ้าย... บอกว่าซ้ายไงโว้ย! เอ็งจะเดินไปให้เสือสมิงมันแทะหัวรึไง!"
เสียงะโด่ากราดด้วยความหงุดหงิดของ 'ลุงมั่น' (ิญญาทหารเอกในดาบเก่า) ดังก้องสะท้อนไปมาในกะโหลกศีรษะของกันต์จนปวดจี๊ดขึ้นสมอง ยิ่งกว่าเสียงแม่บ่นตอนตื่นสายเสียอีก มันไม่ใช่เสียงที่ผ่านหู แต่เป็คลื่นความถี่ที่กระแทกเข้าสู่จิตโดยตรง
กันต์ หรือในร่าง 'ไอ้จุก' เด็กหนุ่มวัย ๑๔ ปี (ในร่างนี้) ยืนหอบแฮกๆ ขาแข้งสั่นเทาหลังจากบุกป่าฝ่าดงดิบมาสองวันเต็มๆ สภาพของเขาตอนนี้ดูไม่ได้เลย ยิ่งกว่าขอทานเสียอีก เสื้อตะเบงมานที่เคยสีสดบัดนี้ขาดรุ่งริ่งเป็ริ้วๆ จากการถูกหนามหวายเกี่ยว เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยคราบโคลนตมและรอยขีดข่วนจากกิ่งไม้ เืซึมซิบๆ ตามแขนขา แต่สิ่งที่น่าเวทนาที่สุดคือ... เท้า
รองเท้าผ้าใบยี่ห้อดัง Limited Edition จากโลกอนาคตที่เขาภูมิใจนักหนา บัดนี้พื้นรองเท้าอ้าปากพะงาบๆ แยกออกจากตัวรองเท้าเหมือนปลาขาดน้ำ กาวสังเคราะห์คุณภาพสูงไม่อาจทนทานต่อความชื้นและโคลนดูดของป่าดงพญาไฟได้ ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงไปบนพื้นดินแฉะๆ จะมีเสียงดัง แฟบ... แฟบ... เป็จังหวะแห่งความสิ้นหวังที่ตอกย้ำความลำบาก
"โธ่ลุง! ป่ามันก็เขียวเหมือนกันไปหมด ใครจะไปดูออกวะ!"
กันต์บ่นอุบด้วยความหัวเสีย ยกหลังมือที่เปื้อนดินปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตาจนแสบยิบๆ เขาหมุนตัวไปรอบๆ อย่างสับสน ทิศเหนือทิศใต้ดูไม่ออก เพราะต้นไม้มันสูงเสียดฟ้าจนบังดวงอาทิตย์มิด เข็มทิศก็ไม่มี GPS ก็ดับสนิท
"บอกให้เลี้ยวซ้ายตรงต้นตะเคียนคู่... นี่ผมเจอต้นตะเคียนมาสิบต้นแล้วลุง! หน้าตามันเหมือนแฝดแปดกันหมดเลยเนี่ย!"
"โง่บัดซบ! สายตาเอ็งมันมีไว้ประดับหน้าหรือไง!" ลุงมั่นด่าสวนกลับมาทันควัน "ต้นนั้นเปลือกมันลายทางเสือ... ต้นนี้เปลือกมันเกล็ดงู... ดูไม่ออกรึ!"
"แล้วไหนล่ะเมืองลับแล? นี่เดินจนขาลาก น่องปูดเป็ลูกมะนาวแล้วนะ เงาคนสักคนยังไม่เห็น! มีแต่ลิงกับค่างเนี่ย!"
กันต์ทรุดตัวลงนั่งบนรากไม้ใหญ่ด้วยความหมดแรง ถอดใจกับภารกิจที่ดูเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร "ไม่ไหวแล้วลุง... ขอนั่งพักแป๊บ... ขืนเดินต่อผมตายก่อนถึงเมืองแน่"
"หยุดบ่น แล้วเดินไป! ถ้าไม่อยากให้ไอ้แผนมันตาย!"
เสียงลุงมั่นกระตุ้นเตือนสติด้วยความดุดันและจริงจัง "เอ็งรับปากครูเขาไว้แล้วไม่ใช่รึ! ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น อย่าให้เสียชื่อศิษย์มีครู! เวลามันไม่คอยท่า... พิษคุณไสยมันกัดกินอาจารย์เอ็งทุกวินาที!"
คำว่า 'ไอ้แผนตาย' เหมือนน้ำเย็นจัดสาดเข้าหน้า กันต์สะดุ้งเฮือก ภาพใบหน้าซีดเผือดและแผลเน่าเฟะที่หน้าอกขุนแผนลอยเข้ามาในหัว... ภาพความหวังที่อาจารย์ฝากไว้กับเขามันหนักอึ้งยิ่งกว่าเป้สัมภาระ
กันต์กัดฟันกรอด ข่มความเหนื่อยล้าและความเ็ปที่ฝ่าเท้า เขาใช้มือยันเข่า ลุกขึ้นยืนอีกครั้งด้วยขาสั่นๆ เขาเงื้อ มีดหมอ (มีดงากระเด็นที่ขุนแผนมอบให้) ขึ้นมา ฟัน ฉับ เข้าที่เถาวัลย์หนามที่ขวางทางอยู่ ข้อมือปวดร้าวแต่ใจยังสู้
"เออ! ไปก็ไปวะ! ตายเป็ตาย!"
ความหวังเดียวที่จะช่วยชีวิตอาจารย์และรักษาสาบานลูกผู้ชายได้ คือต้องไปให้ถึง 'เมืองลับแล'
กันต์ก้มหน้าก้มตาเดินต่อ ลัดเลาะไปตามทางด่านสัตว์ที่ลุงมั่นบอก แต่แล้ว... บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป
เสียงนกกาเหว่าที่เคยร้องเซ็งแซ่จู่ๆ ก็เงียบกริบ... เสียงจั๊กจั่นเรไรที่เคยดังระงมหยุดลงพร้อมกันราวกับมีวาทยกรสั่งจบเพลง ความเงียบที่ผิดปกตินี้ทำให้ขนอ่อนที่ท้ายทอยของกันต์ลุกชัน สัญชาตญาณระวังภัยที่เริ่มพัฒนาขึ้นจากการอยู่ในยุคาเตือนว่า... มีบางอย่างผิดปกติ
ไม่ใช่แค่เงียบ... แต่มันคือความรู้สึกเหมือนถูก 'จ้องมอง'
สายตาคู่หนึ่ง... หรืออาจจะหลายคู่ กำลังจับจ้องเขาอยู่จากมุมมืดของป่า รังสีอำมหิตเย็นะเืแผ่ซ่านออกมาจนััได้
"พี่ชาย... ระวัง!"
เสียงเล็กแหลมของ พรายชุมพล ร้องเตือนลั่นมาจากความว่างเปล่าข้างหู
ฟึ่บ!
เสียงวัตถุแหวกอากาศด้วยความเร็วสูงดังหวีดหวิวลงมาจากยอดไม้เหนือศีรษะ! กันต์ไม่มีเวลาคิด ร่างกายตอบสนองด้วยการะโถอยหลังโดยอัตโนมัติ
ฉึก!
ลูกดอกไม้ไผ่เหลาปลายแหลมเปี๊ยบ อาบด้วยยางไม้สีดำสนิท พุ่งลงมาปักเข้าที่พื้นดินตรงหน้าปลายเท้ากันต์พอดิบพอดี! ลึกจมดินไปกว่าครึ่งดอก! หางลูกดอกที่ทำจากขนนกยังสั่นระริกด้วยแรงส่ง
กันต์ยืนตัวแข็งทื่อ มองดูความตายที่ห่างจากนิ้วโป้งตีนไปแค่เิเเดียว เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก... ถ้าก้าวขาไปอีกนิดเดียว มันคงปักทะลุหลังเท้าไปแล้ว และดูจากสียางไม้... น่าจะเป็พิษร้ายแรงที่ทำให้ล้มทั้งยืน
"หยุด! อย่าขยับแม้แต่ก้าวเดียว!"
เสียงหนึ่งดังกังวานก้องป่า เป็เสียงผู้หญิงที่หวานใสแต่แฝงอำนาจเด็ดขาดและเ็า ราวกับเสียงของราชินีที่สั่งการข้าทาสให้หยุดหายใจ
กันต์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตามเสียง... หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก
บนกิ่งไม้ใหญ่ของต้นยางนาที่สูงลิบลิ่ว ร่างระหงของหญิงสาวนางหนึ่งยืนทรงตัวอยู่บนกิ่งไม้เล็กๆ ด้วยท่วงท่าสง่างามและสมดุลราวนางพญาแห่งพงไพร หรือไม่ก็นินจาสาวในหนังแอ็กชัน แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านใบไม้ส่องกระทบผิวกายของนางจนดูนวลเนียนผ่องใสราวกับดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ตัดกับความมืดครึ้มและสกปรกของป่าดงดิบ
ผมยาวสลวยดำขลับถูกเกล้าขึ้นสูงปักด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย เปิดเผยลำคอระหงและใบหน้าที่งดงามหมดจด คิ้วโก่งดั่งคันศร ดวงตากลมโตดำขลับ จมูกโด่งรั้นรับกับริมฝีปากบางเฉียบสีชมพูระเรื่อ นางนุ่งผ้าซิ่นสีกลีบบัวสั้นเหนือเข่าแบบทะมัดทะแมง เผยให้เห็นเรียวขายาวสวยที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแรง รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นดูบอบบางน่าทะนุถนอม...
แต่สิ่งที่ขัดแย้งกับรูปลักษณ์เทพธิดานั้นคือ แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวที่จ้องมองลงมา และมือเรียวสวยที่กำ หน้าไม้ เล็งมาที่แสกหน้าของเขาอย่างมั่นคง นิ้วชี้เกี่ยวไกพร้อมที่จะส่งิญญาเขาไปยมโลกได้ทุกเมื่อ
นางดูดุดันราวกับ แม่เสือสาว ที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อที่ล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขต
"เ้าเป็ใคร? ผู้ชายห้ามเข้าเขตนี้... กลับออกไปซะ ก่อนที่ข้าจะยิงลูกต่อไปฝังที่หัวใจเ้า" นางประกาศก้อง น้ำเสียงไร้ซึ่งความล้อเล่น
"ด... เดี๋ยวจ้ะแม่นาง!"
กันต์รีบยกมือสองข้างขึ้นเหนือหัวแสดงท่าทางยอมแพ้ทันที ขาสั่นพับๆ พยายามฉีกยิ้มแห้งๆ ที่ดูเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ "อย่าเพิ่งยิง! ผมมาดี! ผมชื่อจุก! มาจากค่ายทัพอยุธยา... ผมไม่ได้มาร้าย!"
"ทหารอยุธยารึ?" หญิงสาวหรี่ตามองอย่างรังเกียจ "พวกบ้าา... เข้ามาในป่านี้มีแต่จะนำความวิบัติมาให้ ไสหัวไปซะ!"
"ฟังผมก่อน!"
กันต์ะโแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัว กลัวว่าลูกดอกจะพุ่งมาเจาะกบาลก่อนพูดจบ "ผมมาตามหายา! อาจารย์ผม... ท่านขุนแผน... ถูกคุณไสยกำลังจะตาย! หมอที่ไหนก็รักษาไม่ได้... ผม้า ดอกบัว์ ไปรักษา! ได้โปรดเถอะจ้ะ!"
ชื่อ 'ดอกบัว์' ทำให้ใบหน้าที่ตึงเครียดของหญิงสาวชะงักไปวูบหนึ่ง คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน แววตาที่เคยแข็งกร้าวไหววูบด้วยความประหลาดใจ นางลดหน้าไม้ลงเล็กน้อยแต่ยังไม่ลดความระแวดระวัง
"ขุนแผน... ศิษย์หลวงปู่คงงั้นรึ?" นางพึมพำกับตัวเอง
นางะโลงมาจากกิ่งไม้ที่สูงเกือบสามเมตร ร่างกายพลิ้วไหวกลางอากาศ ชายผ้าซิ่นสะบัดพลิ้ว ก่อนจะลงสู่พื้นดินอย่างแ่เบา ไร้เสียงฝีเท้า ราวกับขนนกที่ร่วงหล่นลงบนผืนหญ้า
นางเดินย่างสามขุมตรงเข้ามาหากันต์ กลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนดอกไม้ป่าลอยแตะจมูกกันต์... กลิ่นที่แตกต่างจากความเหม็นอับของป่าอย่างสิ้นเชิง
"ดอกบัว์... ของศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองเรา ใครๆ ก็อยากได้เพื่อความเป็ะ... แล้วเ้าจะเอามันไปทำอะไรกันแน่ เ้าเด็กน้อย" นางถามเสียงเย็น จ้องลึกเข้าไปในดวงตากันต์
"ช่วยชีวิตอาจารย์ข้าจ้ะ! อาการกำลังแย่! เส้นเืดำลามเกือบถึงหัวใจแล้ว!"
กันต์จ้องตานางกลับด้วยความมุ่งมั่น แม้จะกลัวจนฉี่แทบราด แต่ความกตัญญูและความรับผิดชอบมันค้ำคออยู่ "ผมยอมแลกด้วยชีวิตเพื่อให้ อาจารย์ รอด... ให้ผมทำอะไรก็ได้ จะให้ปีนเขา ลงห้วย หรือเป็ทาสรับใช้... ขอแค่บอกทางผมเถอะ! ผมสาบานว่าจะไม่นำความเดือดร้อนมาให้เมืองของท่าน!"
หญิงสาวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กหนุ่ม นางไม่เห็นแววตาเ้าเล่ห์เพทุบายแบบชายโฉดทั่วไป นางเห็นเพียงเปลวไฟแห่งความกตัญญูที่ลุกโชนอย่างแรงกล้า และความใสซื่อบริสุทธิ์ที่ปิดไม่มิด... แววตาแบบนี้ โกหกไม่เป็
นางถอนหายใจเบาๆ เก็บหน้าไม้เข้าที่เอว ท่าทางผ่อนคลายลงเล็กน้อย "เ้าดูมีความมุ่งมั่น... แปลกนักสำหรับเด็กวัยนี้"
นางเอ่ยเสียงเรียบ แต่ประโยคถัดมากลับดังก้องในหูของกันต์ราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
"ข้าชื่อ บัวคลี่... ผู้พิทักษ์ชายแดนเมืองลับแล"
นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย "เห็นแก่ความกตัญญูของเ้า ข้าจะพาเ้าไปพบหลวงปู่... ท่านจะเป็ผู้ตัดสินชะตาเ้าเอง ว่าเ้าคู่ควรกับดอกบัว์หรือไม่"
"บัวคลี่!?"
กันต์อุทานลั่นป่า ดวงตาเบิกโพลงยิ่งกว่าเห็นผีหลอกตอนกลางวัน ปากอ้าค้างจนแมลงวันบินเข้าไปวางไข่ได้ สมองของเด็กวิศวะสายคำนวณประมวลผลข้อมูลในหัวอย่างรวดเร็วจนควันแทบออกหู
'เดี๋ยวนะ... บัวคลี่? เมียขุนแผนลูกสาวหมื่นหาญไม่ใช่เหรอ? ตามวรรณคดี ขุนแผนต้องผ่าท้องนางเพื่อเอากุมารทอง แล้วนางก็ต้องตายไปแล้วสิ! ทำไมนางมายืนถือหน้าไม้อยู่ตรงนี้วะ หรือคนละบัวคลี่ฟ้ะ !'
กันต์จ้องมองหญิงสาวตรงหน้าตาไม่กระพริบ... นางยังมีชีวิตอยู่ ตัวเป็ๆ เืฝาดแก้มแดงปลั่ง หน้าอกกระเพื่อมตามจังหวะหายใจ แถมยังดูแข็งแรงและสวยสง่า ไม่ใช่ผีตายท้องกลมที่น่ากลัวแน่นอน และที่สำคัญ... นางอยู่ที่ เมืองลับแล ไม่ใช่ซ่องโจรของหมื่นหาญ!
'เชี่ย... นี่มัน... Butterfly Effect (เด็ดดอกไม้ะเืถึงดวงดาว) หรือเปล่า? หรือว่าเราหลุดเข้ามาใน Parallel World (โลกคู่ขนาน) ที่ประวัติศาสตร์ไม่เหมือนในหนังสือเรียนที่เราเคยท่องจำ?'
ความคิดนี้ทำให้กันต์ขนลุกซู่ั้แ่ตาตุ่มยันหนังหัว
'มิน่าล่ะ! ไอ้พรายชุมพลถึงบอกว่าเป็กุมารเทพ ไม่ใช่กุมารผีตายโหง... เพราะในจักรวาลนี้ ขุนแผนไม่ได้ฆ่าเมียตัวเอง! บัวคลี่ยังไม่ตาย! และลูกก็คงคลอดออกมา หรือไม่ก็... โอ๊ย งงไปหมดแล้ว! ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ยังอธิบายเื่นี้ไม่ได้เลยมั้ง!'
ความจริงข้อนี้กระแทกใจกันต์อย่างจัง... ถ้าประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปแบบนี้ แปลว่าเขาก็ไม่สามารถใช้ความรู้จากโลกอนาคตมาคาดเดาเหตุการณ์ได้ 100% อีกต่อไปแล้ว! ทุกก้าวต่อจากนี้คือเื่ใหม่ คืออนาคตที่ยังไม่ถูกเขียน!
"เ้าเป็อะไร? ทำหน้าเหมือนเห็นผี" บัวคลี่ถามเสียงห้วน จ้องหน้ากันต์ที่อ้าปากค้าง ทำหน้าตาตลกๆ
"ปะ... เปล่าจ้ะ" กันต์รีบหุบปากฉับ ปรับสีหน้าให้ดูปกติที่สุด แม้ในใจจะยังกรีดร้องอยู่ "แค่ตะลึงในความงาม... เอ้ย! ตะลึงที่เจอคนดังน่ะจ้ะ ไม่นึกว่าตัวจริงจะสวย... เอ้ย ดุขนาดนี้"
บัวคลี่ชะงักไปนิดหนึ่ง แก้มเนียนใสขึ้นสีระเรื่อจางๆ นางหันหน้าหนีซ่อนรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะตวาดแก้เขิน
"พูดมาก! รีบตามมา ก่อนที่เสือจะมากินเ้า!"
...
การเดินทางสู่เขาวงกต และคนบ้ากลางป่า
เส้นทางสู่เมืองลับแลไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่มันเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ รากไม้ใหญ่ที่ปูดโปนเหมือนงูั์คอยขัดขา โขดหินลื่นๆ ที่มีตะไคร่น้ำจับหนาพร้อมจะทำให้แข้งขาหัก และพืชมีพิษสารพัดชนิดที่แค่แตะก็คันคะเยอ
บัวคลี่เดินนำหน้าอย่างคล่องแคล่วว่องไว ฝีเท้าของนางเบากริบแทบไม่ทำให้ใบไม้ไหว ราวกับนางเป็ส่วนหนึ่งของป่า ส่วนกันต์เดินตามต้อยๆ อย่างทุลักทุเล เสียงฝีเท้าดัง ตึงตัง สลับกับเสียงร้อง โอ๊ย อูย เป็ระยะ รองเท้าที่พังยับเยินทำให้ทุกย่างก้าวคือความทรมาน
เพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด (และเพื่อหลอกถามข้อมูลโลกคู่ขนานนี้) กันต์จึงพยายามชวนคุย
"แม่หญิงบัวคลี่... เดินป่าเก่งจังนะจ๊ะ ทะมัดทะแมงยังกะ หน่วยรบพิเศษ แน่ะ"
"หือ?" บัวคลี่หันมาขมวดคิ้ว หยุดเดินกะทันหันจนกันต์เกือบชนหลัง "หน่วยรบ... พิ... อะไรของเ้า? พูดภาษาอะไร? ภาษาขอมรึ? หรือภาษาฝรั่งดั้งขอ?"
"เอ่อ... หมายถึงทหารเก่งๆ น่ะจ้ะ" กันต์รีบแก้ตัวลิ้นพันกัน สมองรีบหาคำเปรียบเทียบ "ผมแค่จะชมว่าแม่หญิงเก่ง... แข็งแรงแต่ก็สวย... ผู้หญิงแบบนี้แหละ สเปก (Spec) ชายไทยเลย"
บัวคลี่หันขวับมาจ้องหน้าเขาตาเขียวปั๊ด มือแตะที่ด้ามมีดเหน็บเอวทันที
"สระ... เปก... เ้าสวดคาถาอะไร? หรือเ้ากำลังสาปแช่งข้าให้เป็เปรต?"
"เฮ้ย! เปล่าจ้ะ! ไม่ใช่เปรต!" กันต์โบกมือพัลวัน เหงื่อแตกพลั่กกว่าเดิม "สเปก หมายถึง... เอ่อ... แบบที่ชอบน่ะจ้ะ! แบบ... ต้องตาต้องใจ! รสนิยม... ประมาณนั้น! คือจะบอกว่าแม่หญิงน่ารักน่ะจ้ะ!"
"ถ้าชอบก็พูดว่าชอบ! ถ้าถูกใจก็พูดว่าถูกใจ!"
บัวคลี่ดุเสียงเขียว หน้าแดงระเรื่อขึ้นมาแวบหนึ่งลามไปถึงใบหู นางทำท่าฮึดฮัดกลบเกลื่อนความขัดเขิน "มาพูดคำวิปลาสฟังไม่ได้ศัพท์เหมือนคนบ้า... อยู่ในป่าในดง พูดจาไม่รู้เื่รู้ราว เดี๋ยวเ้าป่าเ้าเขา ผีสางนางไม้มันก็นึกว่าเ้าวิกลจริต มาหักคอเอาหรอก!"
กันต์หุบปากฉับทันที ก้มหน้างุด
'ลืมไป... ภาษาอังกฤษยังไม่เกิดในแถบนี้... หรือเกิดแล้วก็ยังมาไม่ถึง ไอ้เราก็ปากไว โดนด่ายับเลยกู จีบหญิงข้ามภพนี่มันยากกว่าจีบดาวคณะวิศวะอีกเว้ย... ต้องใช้สกิลขั้นเทพขนาดไหนวะเนี่ย'
...
วิทยาศาสตร์ ปะทะ ไสยศาสตร์
ตะวันลับขอบฟ้า ความมืดเข้าปกคลุมผืนป่าอย่างรวดเร็วราวกับเทน้ำหมึกราดลงมา เสียงแมลงกลางคืนเริ่มกรีดปีกระงม อากาศเย็นลงจนหนาวสะท้าน บัวคลี่ตัดสินใจหยุดพักค้างแรมริมลำธารเล็กๆ ที่น้ำใสไหลเย็น
"ก่อไฟซะ ข้าจะไปจับปลา" นางสั่งสั้นๆ ก่อนจะหายวับไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
กันต์ถอนหายใจ เขามองหากิ่งไม้แห้งมากองรวมกัน ท้องร้องโครกครากประท้วงความหิว เขาหยิบ 'อุปกรณ์จุดไฟไทยประดิษฐ์' ออกมาจากกระเป๋าเป้ย่าม มันเป็สิ่งที่เขาภูมิใจนำเสนอตามภูมิปัญญาของนักวิศวกรรมที่ดูรายการเอาชีวิตรอด (Survivor) มาเยอะ
เขาใช้ไม้เนื้อแข็งท่อนหนึ่งปั่นลงบนไม้เนื้ออ่อนที่มีขุยไผ่รองรับอย่างเร็ว แรงเสียดทานทำให้เกิดความร้อน มือของเขาปั่นยิกๆ จนกล้ามขึ้น ครืด... ครืด... ครืด...
"ติดสิวะ... ติดสิลูกพ่อ..." กันต์กัดฟันปั่นยิกๆ เหงื่อไหลเข้าตา
ไม่นานนัก ควันสีขาวก็เริ่มลอยขึ้นมาจากขี้เลื่อยแห้งๆ กลิ่นไหม้จางๆ ลอยมา กันต์รีบก้มลงเป่าเบาๆ ประคองเชื้อไฟอย่างระมัดระวัง แสงสีส้มเล็กๆ สว่างวาบขึ้น และ...
พรึ่บ!
ไฟลุกติดขึ้นมาบนกองหญ้าแห้ง! แสงสว่างขับไล่ความมืดออกไป ให้ความอบอุ่นแผ่ซ่าน
บัวคลี่เดินกลับมาพร้อมกับปลาช่อนตัวใหญ่สองตัวเสียบไม้ นางมองภาพตรงหน้าตาค้าง อ้าปากหวอ ปลาร่วงจากมือเกือบตกพื้น
"เ้า... เ้าทำเวทมนตร์รึ?" นางถามเสียงสั่น ชี้ไปที่กองไฟด้วยความตกตะลึง "ข้าไม่เห็นเ้าท่องคาถาอาคม ไม่เห็นใช้เหล็กไฟ... เ้าเรียกลมเรียกไฟได้เองรึ? เ้าเป็ลูกศิษย์ฤๅษีตนไหน?"
"เปล่าจ้ะ เขาเรียกว่า วิทยาศาสตร์ (Science) " กันต์เผลอหลุดปากภาษาต่างดาวอีกแล้วด้วยความภูมิใจ ยืดอกขึ้นเล็กน้อย
"ไสย... อะไรนะ?" บัวคลี่ทำหน้าขยะแขยง ถอยกรูดไปสองก้าวเหมือนเจอของสกปรก "ไสยศาสตร์มนต์ดำรึ? เ้าเป็พวกเล่นของรึ!? มิน่าล่ะ ถึงพูดจาภาษาผีๆ!"
"โอ๊ย ไม่ใช่!" กันต์กุมขมับด้วยความปวดหัวจี๊ด จะอธิบายยังไงดีวะ "มันคือวิชาความรู้จ้ะ! ไม่ใช่มนต์ดำ! เป็วิชาการใช้ แรงเสียดทาน (Friction) เพื่อรวมจุดความร้อน... หลักการ ฟิสิกส์ ง่ายๆ! ใครๆ ก็ทำได้ถ้าเรียนมา! ไม่ต้องใช้คาถาสักคำ!"
"วิชาบ้าบออะไร ชื่อเรียกยากเรียกเย็น... ฟิ... สิก..."
บัวคลี่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ มองกันต์ด้วยสายตาเวทนาปนสมเพช นางเดินเข้ามานั่งลงข้างกองไฟ ยื่นปลาปิ้งที่นางย่างจนหอมฉุยให้เขา
"เอ้า กินซะ... เลิกพูดจาเพ้อเจ้อได้แล้ว ข้าปวดหัวกับเ้าจริงๆ เดี๋ยวภาษาคน เดี๋ยวภาษาผี... สติเ้าคงจะฟั่นเฟือนเพราะพิษไข้ป่ากระมัง น่าสงสารจริงๆ หน้าตาก็พอดูได้ ไม่น่าเป็บ้าเลย"
กันต์รับปลามาอย่างหงอยๆ ท้องร้องจ๊อกๆ ประท้วงความหิว อยากจะเถียงเื่กฎเทอร์โมไดนามิกส์ใจจะขาด แต่คงเปล่าประโยชน์
"ขอบใจจ้ะ..."
เขาฉีกเนื้อปลาชิ้นสวยๆ ส่วนแก้มปลาที่นุ่มที่สุดและอร่อยที่สุด ยื่นคืนให้นางอย่างสุภาพตามมารยาทสุภาพบุรุษยุค 2024
"อ่ะ... แบ่งกัน เนื้อแก้มปลาอร่อยสุดนะ... เป็ Lady First ไง... เอ้ย! หมายถึง ให้ผู้หญิงก่อนจ้ะ"
"เล... ดี... อะไรอีกแล้ว!"
บัวคลี่ตวาดแว้ดจนกันต์สะดุ้ง "พูดภาษาคนไม่เป็รึไง! ประเดี๋ยวข้าจะเอาปลายัดปากเ้าให้พูดไม่ได้เลย!"
นางกระชากเนื้อปลาชิ้นนั้นไปกินเองด้วยความหมั่นไส้ (แต่ก็แอบหน้าแดงนิดๆ) เคี้ยวตุ้ยๆ แล้วขยับตัวออกห่างไปนั่งอีกฝั่งของกองไฟ
"อยู่ห่างๆ ข้าเลยนะ ไอ้คนสติไม่ดี... ข้าชักกลัวเ้ามากกว่าเสือแล้วเนี่ย พูดจาแต่ละคำ เหมือนคนโดนผีเข้าผีออก"
กันต์นั่งคอตก กัดปลาปิ้งกินเงียบๆ รสชาติหวานของเนื้อปลาสดๆ ไม่ช่วยให้ความรู้สึกขมขื่นจางหายไป
'เฮ้อ... เป็คนฉลาดในยุคตัวเอง มายุคนี้กลายเป็คนบ้าซะงั้น... นิวตันจ๋า ไอน์สไตน์จ๋า ช่วยลูกด้วย'
แต่ทว่า... ถึงปากจะบ่นว่ารำคาญ และทำท่าทางรังเกียจ แต่บัวคลี่ก็คอยลอบมองเด็กหนุ่มแปลกหน้าคนนี้ผ่านเปลวไฟที่เต้นระบำ
แม้วาจาของเขาจะดูวิปลาส ฟังไม่รู้เื่ แต่แววตาของเขากลับดูจริงใจ ไร้พิษภัย และมีความมุ่งมั่นบางอย่างที่น่าค้นหา... และสิ่งที่เขาเรียกว่า 'วิทยาศาสตร์' ที่สามารถเสกไฟได้โดยไม่ต้องพึ่งคาถานั้น ก็น่าทึ่งจนนางอดสงสัยไม่ได้ว่า
'ไอ้จุก' คนนี้ แท้จริงแล้วเป็ใครกันแน่? หรือจะเป็ผู้วิเศษที่แกล้งทำตัวเป็คนบ้าเพื่อทดสอบนาง?
คืนนั้น ท่ามกลางป่าดงพญาไฟที่มืดมิดและเต็มไปด้วยอันตราย... ความสัมพันธ์แปลกประหลาดระหว่างเด็กหนุ่มหลงยุคจากโลกอนาคต กับแม่เสือสาวผู้พิทักษ์เมืองลับแล ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ท่ามกลางแสงของกองไฟ 'วิทยาศาสตร์' ที่ลุกโชนสว่างไสว แข่งกับแสงดาวบนฟากฟ้า... และหัวใจสองดวงที่เริ่มเต้นผิดจังหวะโดยไม่รู้ตัว