ที่ด้านนอกประตูบ้านตระกูลฮั่ว เจียงมั่วอดไม่ได้ที่จะเอามือตบหน้าอกของตัวเองด้วยรู้สึกใจหายใจคว่ำ จนถึงตอนนี้มือของเธอยังคงสั่นเทาอยู่เลย
ไม่นานนัก รถของกู้เหลียนก็เดินทางมาถึง เขาเงยหน้าขึ้นมองป้ายคำว่า 'คฤหาสน์ตระกูลฮั่ว' ที่เขียนด้วยลายเส้นตวัดทรงพลัง ให้รู้สึกอารมณ์หลากหลายผสมปนเปกันไปหมด
"มั่วมั่ว ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?" ตอนที่เขาโทรศัพท์หาคุณชายฉีก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายบอกว่าไม่ได้เป็คนพาเจียงมั่วมา แล้วใครล่ะที่เป็คนพาเธอมา? หรือจะเป็คนของบ้านตระกูลฮั่ว? มิน่าล่ะ เขาถึงเช็กข้อมูลรถคันนั้นไม่ได้เลย
เมื่อคิดได้แบบนี้ กู้เหลียนก็มองเจียงมั่วด้วยสายตาที่อ่านยาก คงไม่ใช่ว่าเธอไปสนิทสนมกับคนของบ้านตระกูลฮั่วเข้าจริง ๆ หรอกนะ? บ้านตระกูลฮั่วถือเป็ตระกูลที่อยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดในจิงเฉิง มีผู้คนตั้งเท่าไหร่ที่อยากจะเกาะแข้งเกาะขาพวกเขา แต่ก็ต้องคว้าน้ำเหลวกลับไป
ต่อให้เป็บ้านตระกูลกู้ของพวกเขา ในอดีตก็เคยลองพยายามดูแล้ว เพียงแต่วงสังคมของตระกูลระดับท็อปกีดกันคนนอกเป็อย่างยิ่ง พวกเขาแทบจะเบียดแทรกเข้าไปไม่ได้เลยสักนิด เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงการจะหาคนคอยประสานงานเชื่อมโยงให้เลย
กู้เหลียนวางนิ้วมือลงบนต้นขา พลางเคาะนิ้วเป็จังหวะอยู่ครู่หนึ่ง เขารออยู่ตั้งนานกว่าจะได้ยินเสียงเรียบ ๆ ของเจียงมั่วตอบกลับมา "บังเอิญเจอเพื่อนระหว่างทางน่ะค่ะ ก็เลยมาด้วยกัน"
กู้เหลียนหันไปมองเธอ น้ำเสียงที่เอ่ยถามตื่นเต้นจนสั่นเครือเล็กน้อย "เพื่อนเหรอ?"
เจียงมั่วพยักหน้า ท่าทางยังคงเรียบเฉย ไม่ยินดียินร้ายเหมือนเดิม "ค่ะ เด็กกะโปโลคนหนึ่งจากโรงเรียนมัธยมต้นอวี้เต๋อ"
"โรงเรียนมัธยมต้นอวี้เต๋อ?" กู้เหลียนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาอดไม่ได้ที่จะสมเพชตัวเองในใจ เมื่อกี้เขาคิดอะไรอยู่? ถึงขนาดหวังจะพึ่งพาเส้นสายของเจียงมั่วเพื่อไปเกาะตระกูลฮั่ว นี่เขาไม่ได้ฝันกลางวันอยู่หรือไง? มั่วมั่วเพิ่งกลับมาบ้านได้ไม่กี่วัน จะไปรู้จักคนใหญ่คนโตแบบนั้นได้ยังไง?
กู้เหลียนหลุบตาลง แสงจากหางตาเหลือบไปเห็นนิ้วมือของเจียงมั่วที่กำลังสั่นอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากแสดงความห่วงใย "มั่วมั่ว นิ้วมือเธอเป็อะไรหรือเปล่า? ไปตรวจที่โรงพยาบาลหน่อยไหม?"
เจียงมั่วก้มลงมองแวบหนึ่ง ก่อนจะใช้มืออีกข้างกุมมันไว้ด้วยแววตาเ็า "ไม่ต้องหรอกค่ะ มันแค่กำลังนึกเสียใจอยู่น่ะ"
กู้เหลียนมองเจียงมั่วอย่างไม่เข้าใจพลางขมวดคิ้ว ไม่ใช่สิ เด็กสมัยนี้เขามีโลกส่วนตัวกันขนาดนี้เลยเหรอ? หลังจากคิดดูแล้วเขาก็ถามอีกครั้ง "เธอลองดูหน่อยว่าตะคริวกินหรือเปล่า? เอาเป็ว่าพวกเราไปโรงพยาบาลกันหน่อยดีไหม?"
เจียงมั่วเอื้อมมือไปดึงหมวกของเสื้อฮู้ดขึ้นมา แล้วกดปีกหมวกลงต่ำให้ปิดใบหน้าเอาไว้ "ไม่ต้องหรอกค่ะ พี่ใหญ่ดูสิ มันหายสั่นแล้ว"
กู้เหลียนขมวดคิ้วแน่นขึ้น แม้จะไม่เข้าใจแต่ก็ดูออกว่าเจียงมั่วไม่อยากคุยเื่นี้ต่อ จึงเปลี่ยนประเด็นไปทันที "มั่วมั่ว เื่ของวันนี้เธออย่าเก็บไปคิดมากเลยนะ พี่รองของเธอแค่เข้าใจผิดไปนิดหน่อย ไม่เป็ไรหรอก เดี๋ยวกลับไปพี่ใหญ่จะสั่งสอนเขาให้หนัก เพื่อระบายอารมณ์แทนเธอเองนะ! หมอนั่นมันขาดการอบรมสั่งสอน..."
เจียงมั่วพิงหลังเข้ากับเบาะรถโดยไม่ตอบคำถาม เธอเอื้อมมือไปดึงสายรัดหมวกฮู้ดอีกนิดเพื่อให้หมวกกระชับแน่นขึ้น หว่างคิ้วของเธอขมวดแน่นด้วยความหงุดหงิดมาตั้งนานแล้ว
เห็นกู้เหลียนมีท่าทีกระวนกระวายใจขนาดนี้ เจียงมั่วก็รู้ได้ทันทีว่าระดับความประทับใจที่กู้เหลียนมีต่อเธอต้องพุ่งสูงขึ้นอีกแน่ ๆ ! ขนาดเธอเล่นมุกหนีออกจากบ้านแล้ว เขายังไม่ยอมโกรธเธอเลยสักนิดงั้นเหรอ?
...
ด้านนอกประตูบ้านตระกูลกู้ อยู่ ๆ ก็มีเสียงคนเคาะประตูดังขึ้นมา กู้โย่วที่คอยสังเกตสถานการณ์ด้านนอกประตูอยู่ตลอดเวลา เมื่อได้ยินเสียงคนรับใช้เดินไปเปิดประตู เขาจึงแสร้งทำเป็เดินลงมาจากชั้นบนด้วยความไม่รีบร้อน ในมือก็ถือหนังสือนิตยสารเล่มหนึ่งเปิดอ่านแก้เก้อไปด้วย
และตอนนั้นเองที่คนรับใช้เดินนำเด็กหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาในบ้าน เมื่อกู้โย่วเหลือบสายตามอง ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที
จ้าวตงอวี่กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องนั่งเล่น เมื่อไม่เห็นเงาร่างของกู้หลิงเยว่ จึงทำได้เพียงทักทายกู้โย่วแทน "สวัสดีครับ ไม่ทราบว่ากู้หลิงเยว่อยู่ไหมครับ? ผมเป็เพื่อนร่วมชั้นของเธอ"
กู้โย่วได้ยินดังนั้นก็วางนิตยสารลงด้านข้าง พลางพิเคราะห์พิจารณาจ้าวตงอวี่อย่างละเอียด น้ำเสียงที่ใช้พูดแฝงความกดดันขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว "นายมาหาหลิงเยว่งั้นเหรอ?"
เ้าเด็กนี่หอบช็อกโกแลตมาด้วยกระปุกหนึ่ง แถมตอนพูดถึงหลิงเยว่ยังทำตาปรอยอีก เหอะ! คิดอะไรอยู่ดูปราดเดียวก็รู้แล้ว กู้โย่วขยับตัวพิงหลังกับโซฟาด้วยท่าทางเกียจคร้าน พร้อมพูดตัดบทออกไป "เธอไม่อยู่ นายกลับไปเถอะ!"
จ้าวตงอวี่ชะงักไป ใบหน้าฉายแววผิดหวังเล็กน้อย เขาเม้มปากพลางวางกระปุกช็อกโกแลตลงบนโต๊ะกาแฟ จากนั้นก็หันมาพูดกับกู้โย่วว่า "งั้นรบกวนคุณช่วยส่งต่อสิ่งนี้ให้หลิงเยว่แทนผมหน่อยได้ไหมครับ? วันนี้เธอเจอเื่รุมเร้าทางจิตใจมา หวังว่าถ้าเธอได้กินเ้านี่แล้วจะอารมณ์ดีขึ้นบ้าง"
เมื่อได้ยินแบบนั้น ร่างกายที่เคยเอนหลังพิงโซฟาอย่างเกียจคร้านของกู้โย่วก็เหยียดตรงขึ้นมาทันที ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมจริงจัง "เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ? หลิงเยว่เจอการรุมเร้าทางจิตใจงั้นเหรอ เธอเป็อะไรไป?"
จ้าวตงอวี่ดูเหมือนจะคิดไม่ถึงว่า กู้โย่วจะปฏิกิริยาใหญ่โตขนาดนี้ เขาจึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นหลังเลิกเรียนวันนี้ให้กู้โย่วฟังทั้งหมด
กู้โย่วฟังพลางพยักหน้ารับ จากนั้นก็มองจ้าวตงอวี่อย่างใช้ความคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่เขาจะเปิดปากพูดว่า "เมื่อกี้นายบอกว่า มือของคนแซ่ฉีคนนั้นได้รับาเ็เพราะเจียงมั่ว ช่วยเล่ารายละเอียดเหตุการณ์ให้ฉันฟังอีกรอบได้ไหม?"
จ้าวตงอวี่มองกู้โย่วด้วยสายตาแปลก ๆ ทำไมคนคนนี้ถึงดูเหมือนไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง? แต่คนคนนี้ดูท่าทางจะเป็ผู้ใหญ่ในบ้านของหลิงเยว่ เขาต้องรับมืออย่างระมัดระวัง เพื่อทำคะแนนสร้างความประทับใจให้มาก ๆ เข้าไว้
แล้วจ้าวตงอวี่ก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียดยิบ
หลังจากฟังจบ กู้โย่วก็มีสีหน้าซับซ้อนขึ้นมาทันที ในข้อความที่กู้หลิงเยว่ส่งมาหาเขา เธอไม่ได้บอกเลยสักคำว่าเจียงมั่วถูกคนอื่นรังแกจนต้องโต้กลับไป เธอบอกเพียงแค่เื่ที่หล่อนไปมีเื่ชกต่อยเท่านั้น ทำให้เขาคิดไปเองว่า เจียงมั่วเป็เด็กผู้หญิงประเภทไม่เอาถ่าน และทำตัวกร่างอย่างไร้เหตุผล
ดูท่าว่าเขาจะเข้าใจเธอผิดไปแล้วจริง ๆ
จ้าวตงอวี่เห็นกู้โย่วทำท่าทางใจลอย จึงมองกระปุกช็อกโกแลตใบนั้นด้วยความไม่สบายใจ พลางกำชับซ้ำอีกประโยคว่า "เอ่อ... รบกวนคุณส่งของสิ่งนี้ให้ถึงมือหลิงเยว่ให้ได้นะครับ จริงด้วย ผมยังมีเื่จะรบกวนอีกเื่ ไม่ทราบว่าคุณจะช่วยดูหลิงเยว่ให้หน่อยได้ไหมครับ อย่าให้เธอเอาของที่ผมส่งให้ไปยกให้คนอื่นต่ออีกเลยนะครับ?"
ผู้ชายคนนี้ดูหน้าตาดุชะมัด จ้าวตงอวี่อดไม่ได้ที่จะหดคอหนีไปข้างหลัง ความ้าของเขาดูจะมากเื่เกินไปหรือเปล่านะ?
กู้โย่วชะงักไป เขาหรี่ตามองจ้าวตงอวี่แล้วถามด้วยความสงสัย "ยกให้คนอื่นต่อ?"
จ้าวตงอวี่พยักหน้ารับ ท่าทางดูน่าสงสารและน้อยใจอยู่ไม่น้อย "คราวก่อนเธอเอาสร้อยคอที่ผมให้ ยกต่อให้เจียงมั่วครับ ต่อมาผมไปเห็นมันอยู่ที่เจียงมั่ว ก็นึกว่าเจียงมั่วขโมยของของเธอไปซะอีก จนเื่มันบานปลายใหญ่โตไปถึงห้องฝ่ายวิชาการเลย หลิงเยว่ก็เลยโกรธผมมาจนถึงตอนนี้เลยครับ!"
"เื่เกิดขึ้นตอนไหน?" น้ำเสียงของกู้โย่วเย็นเยียบจนจับความรู้สึกตอนนี้ไม่ได้เลยสักนิด
จ้าวตงอวี่ตั้งใจทบทวนความจำ ก่อนจะตอบคำถามของเขา "ก็น่าจะเป็่เช้าของเมื่อวานซืนครับ พอเข้าใจผิดคิดว่าเพื่อนร่วมชั้นเจียงมั่วเป็หัวขโมย ผมก็อยากจะไปขอโทษเธอมาตลอด แต่ยังไม่กล้าไปสักที"
กู้โย่วจมกับความคิดของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ถึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดดูอะไรบางอย่าง จ้าวตงอวี่ถึงได้ยินเขาพึมพำทวนคำพูดออกมาว่า "เช้าเมื่อวานซืน..."
จ้าวตงอวี่รู้สึกได้ถึงบรรยากาศในบ้านที่เริ่มจะผิดปกติอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงหาข้ออ้างชิ่งหนีไปก่อน และได้แต่หวังว่าความอบอุ่นของเขาจะส่งไปถึงมือของหลิงเยว่ได้สำเร็จ!
ทว่าในเวลานี้ กู้โย่วกลับกำลังควงโทรศัพท์มือถือเล่น แสงและเงาบนใบหน้าเปลี่ยนไปตามจังหวะ ดูออกเลยว่าตอนนี้เขากำลังอารมณ์ไม่ดีเอามาก ๆ
เื่ที่เข้าใจผิดว่าเจียงมั่วเป็หัวขโมย ทั้ง ๆ ที่หลิงเยว่เป็คนอยู่ในเหตุการณ์แท้ ๆ เธอจะไม่รู้ความจริงของเื่นี้ได้ยังไง? ขอแค่เธอพูดออกมาคำเดียว ความเข้าใจผิดก็คลี่คลายได้แล้ว ทำไมถึงยังปล่อยให้เื่มันลุกลามไปถึงห้องฝ่ายวิชาการได้อีก? แถม่เวลานั้น ก็ดันประจวบเหมาะกับตอนที่เธอส่งข้อความมาปรับทุกข์กับเขาพอดิบพอดี
ในสมองคล้ายจะปรากฏปมเชือกเส้นหนึ่งขึ้นมา รอเพียงกู้โย่วดึงมันออกก็จะสามารถมองเห็นความจริงบางอย่างที่ถูกซ่อนเอาไว้ได้ทันที
ทว่ากู้โย่วกลับลังเล เขาอึกอักพลางส่ายหน้า หลิงเยว่ไม่มีทางเป็คนแบบนั้นไปได้ หลิงเยว่ที่แสนมีน้ำใจและอ่อนโยนคนนั้น ไม่มีทางทำเื่แบบนี้ลงแน่ ๆ !
เขาจะยอมสงสัยในตัวหลิงเยว่ เพียงเพื่อน้องสาวที่โผล่มาจากที่ไหนไม่รู้คนหนึ่งได้อย่างไรกัน!