ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของฝูงชนที่ยังตกตะลึงจากการปรากฏของตราประทับเป็ตาย
ทว่า สิ่งที่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่าก็คือ จ้าวจื่ออวิ๋น ตอบรับ โดยไร้ซึ่งความลังเลแม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ!
“เขา... เขารับคำท้า!?”
“เขารนหาที่ตาย! หรืออย่างไร…”
เสียงผู้คนเปล่งอุทานออกมารอบด้าน บางคนถึงกับอ้าปากค้าง ในขณะที่บางคนกลับลอบกลืนน้ำลายด้วยความหวาดหวั่นในความบ้าของชายหนุ่มผู้นี้
าุโซ่างอู่ ขมวดคิ้วอย่างไม่อาจปิดบังความเคร่งเครียด สายตาของเขาจับจ้องไปยังจ้าวจื่ออวิ๋น มิอาจละไปได้แม้แต่ชั่วขณะ
“จ้าวจื่ออวิ๋น… ชายผู้นี้ยังมิได้เผยพลังที่แท้จริงของตนเลยแม้แต่น้อย แต่กลับสามารถยั่วโทสะของชางไห่ได้ถึงเพียงนี้…”
ขณะนี้ บนสังเวียนพลันถูกปกคลุมด้วยค่ายกลเป็ตาย
ชางไห่ปลดปล่อยเพลิงออกมาโหมพัดทั่วบริเวณ เปลวเพลิงดั่งทะเลอัคคีแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสังเวียน ลุกโชนรุนแรงยิ่งกว่าก่อน ราวกับจะกลืนกินสรรพชีวิตให้สิ้นซาก แม้แต่เงาร่างของจ้าวจื่ออวิ๋นก็ถูกเปลวเพลิงกลบกลืนจนหมดสิ้น
“ข้ามองไม่เห็นสิ่งใดเลย... นอกจากเปลวเพลิงของชางไห่!”
“หรือว่าจ้าวจื่ออวิ๋นผู้นั้น… ถูกเพลิงของชางไห่เผาจนมอดไหม้ไปแล้ว?…”
เสียงของผู้ชมคนหนึ่งโผล่งออกมา ดวงหน้าแสดงความประหวั่นพรั่นพรึง
“ฮ่าๆๆๆๆ! จ้าวจื่ออวิ๋น! จงลิ้มรสเพลิงแผดอสูรของข้า แล้วจงนึกเสียใจอยู่ในนรกเสียเถอะ!”
ชางไห่หัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง ความเบิกบานปะทุออกมาดั่งูเาไฟะเิ ด้วยเชื่อว่าศัตรูเบื้องหน้ามอดม้วยในเปลวเพลิงของตนแล้ว
แต่เมื่อเปลวเพลิงมอดดับลง เผยให้เห็นเพียงร่างของชางไห่ที่ยังหยัดยืนอยู่บนสังเวียนอย่างสง่างาม
“ฮ่าๆๆๆๆ จ้าวจื่ออวิ๋นงั้นหรือ?”
เขาหัวเราะลั่นอีกครั้ง ประหนึ่งเป็ผู้ชนะที่ไร้ผู้ทัดทาน
แต่ทันใดนั่นเอง...
“อยู่ตรงนั้น!...”
เสียงหนึ่งพลันร้องขึ้น พร้อมกับนิ้วที่กำลังชี้ขึ้นเบื้องบน ก่อนที่ดวงตาทุกคู่ จะจับจ้องตามไปยังห้วงเวหา้า
ชางไห่พลันชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้างเผยจิตสังหารออกมาอีกครั้ง
แม้แต่ าุโซ่างอู่เอง ก็ยังมีสีหน้าเปี่ยมความฉงนใจเป็อย่างมาก
“เขาไปปรากฏกายตรงนั้นั้แ่เมื่อใดกัน?!” าุโซ่างอู่รำพึงอย่างกังขา
จ้าวจื่ออวิ๋นยืนเด่นกลางห้วงเวหา ดวงหน้านิ่งสงบ สายตาเย็นเยียบประหนึ่งคมกระบี่ ปรายมองลงมายังโลกเบื้องล่างด้วยสายตาดูแคลนใต้หล้า
“เ้าจะดีใจตอนนี้ยังเร็วไป... ลูกไฟกระจ้อยร่อยของเ้ายังมิได้ทำให้เส้นผมของข้าเสียหาย…” คำถากถางถูกพ่นออกมาอย่างเ็า
“เ้า! คอยดูเถอะ ว่าข้าจะฆ่าเ้าเยี่ยงไร...” ชางไห่คำรามก้อง กระโจนขึ้นสู่เวหา ปล่อยการโจมตีที่รุนแรงถึงขีดสุดหมายปลิดชีพศัตรูตรงหน้าให้ได้ในการโจมตีนี้
“หมัดัเพลิง!”
เขาะโก้อง พลังหมัดปะทุขึ้นเป็ัเพลิงขนาดสี่จั้ง คำรามกึกก้องสนั่นฟ้า เกลียวอัคคีม้วนตัวกลางอากาศ พุ่งทะยานดุจัอสูรโบราณมุ่งหน้าสังหาร
“หึ! ชางไห่? เ้าไม่มีค่าแม้แต่จะเป็คู่ต่อสู้ของข้า…”
จ้าวจื่ออวิ๋นเอ่ยเสียงเบา แต่ทว่ากลับดังสะท้อนก้องในโสตประสาทของทุกผู้คนในลานประลอง ประหนึ่งเสียงทวยเทพประกาศบัญชา ฟังแล้วทำให้ขนลุกซู่ เสียววาบไปทั้งสันหลัง
จ้าวจื่ออวิ๋นพลันจรดปลายนิ้วลงไปในห้วงอากาศว่างเปล่า พลันปรากฏอักขระสีแดงเพลิงผุดขึ้น ร้อยเรียงเป็ลวดลายวิจิตรอันซับซ้อน แปรเปลี่ยนเป็วงแหวนค่ายกลเพลิงขนาดใหญ่ที่หมุนคว้างอยู่เบื้องหน้า
“ปราการเพลิงปฐี!”
โฮกกก!!
ัเพลิงของชางไห่ ดุดันคำรามลั่น พวยพุ่งเข้าปะทะกับค่ายกลปราการเพลิงปฐีของจ้าวจื่ออวิ๋น
ตูมมม!!!
การปะทะของทั้งสองพลังมหาศาล สั่นะเืทั่วทั้งสำนักอัคคีวายุ คลื่นกระแทกกวาดไปทั่วทุกทิศ เกิดฝุ่นควันตลบคลุ้งราวกับพายุอัคคีถล่มฟากฟ้า
แต่ในชั่วขณะที่หมอกควันยังไม่ทันจาง ชางไห่กลับปรากฏตัวอยู่เื้ัของจ้าวจื่ออวิ๋น ก่อนจะชักดาบล้ำค่านภาออกมาจากฝัก กวัดแกว่งหมายจะฟาดฟันสังหารในพริบตา
เคร้งงง!
เสียงกระแทกของโลหะ เพราะมีค่ายกลเพลิงอีกหนึ่งชั้น พลันแผ่พุ่งขึ้นรับคมดาบได้อย่างฉับพลัน
ทุกผู้คนพลันเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง
“ได้อย่างไร! เขาสร้างค่ายกลป้องกันขึ้นมาได้ในชั่วอึดใจเดียวอย่างนั้นหรือ?”
าุโซ่างอู่พึมพำด้วยเสียงแ่เบา แต่แฝงด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาจับจ้องการต่อสู้อย่างไม่อาจละ
ชางไห่ปลดปล่อยกระบวนท่าดาบสังหารออกไปนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งกลับถูกค่ายกลเพลิงของจ้าวจื่ออวิ๋นต้านทานไว้ได้อย่างไร้รอยร้าว
“เหตุใดเ้าจึงมัวแต่หลบอยู่ในกระดองเช่นนั้นเล่า? ช่างขี้ขลาดนัก!”
เสียงคำรามถากถางดังก้องไปทั่วลานประลอง ดวงหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเคือง ขณะที่ไอเพลิงกำลังปะทุจากร่างราวูเาไฟ
จ้าวจื่ออวิ๋นยกยิ้มเยือกเย็น “หึ! คนที่ข้าจะสู้ด้วย… คือผู้ที่สามารถทำลายเกราะป้องกันของข้าได้”
“แต่เ้า…ชางไห่! นับว่ายังไม่มีคุณสมบัตินั้น!…”
น้ำเสียงเรียบเย็นแต่กลับกรีดลึกลงไปในหัวใจของศัตรูดุจคมดาบไร้เงา สายตาเยียบเย็นประหนึ่งสายน้ำเหมันต์
“อวดดียิ่งนัก! มาดูกันว่าเ้าจะยังโอหัง ได้อีกหรือไม่?!” ชางไห่ะโลั่นดั่งเสียงอัสนี เปลวอัคคี พลันปะทุขึ้นราวกับเป็เปลวเพลิงจากแดน์
ฟึ่บ!
ชางไห่พลันฟาดฟันดาบออกไปหนึ่งครา ปรากฏร่างัเพลิงขนาดใหญ่พวยพุ่งทะยานขึ้นนภา ดวงตาเปล่งแสงแดงฉานราวกับสิงขรโลกันต์คืนชีพ ผิวเกล็ดลุกวาบดั่งเหล็กกล้าที่เพิ่งผ่านเตาเผานรก
โฮกกก!!!
เสียงคำรามสะท้าน์แผดกึกก้อง มวลอากาศโดยรอบสั่นไหวอย่างรุนแรง เหล่าผู้ชมรอบลานประลองต่างต้องยกมือบังหน้า ไอเพลิงที่ะเิออกมาราวกับจะหลอมกระดูกให้กลายเป็เถ้า
ทว่า…ั์ตาคมกล้าของจ้าวจื่ออวิ๋นยังคงเรียบเฉย
“หึ! ข้าจะให้เ้าได้ลิ้มรสของคำว่าความสิ้นหวังอันแท้จริง…”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่เยือกเย็น ราวกับเทพแห่งหิมะบนบัลลังก์์ที่เฝ้ามองสัตว์นรกดิ้นรนไร้ค่า
“วิถีกระบี่เหยียนปิง!”
จ้าวจื่ออวิ๋น แนบชิดสองนิ้วพลางชูขึ้นฟ้า เปรียบดั่งกระบี่แห่งสัจจะ
ทันใดนั้น เงากระบี่หิมะขาวกว่าร้อยสาย ปรากฏแหวกม่านฟ้าสยายเรียงดั่งมวลหมู่หงส์เหิน จากนั้นก็พวยพุ่งเข้าเสียบทะลุร่างัเพลิงจนเป็รูพรุนราวกับตาข่าย์ เสียงคำรามของัเงียบงันชั่วขณะ
“วิถีกระบี่เหยียนปิง?!” าุโซ่างอู่ หนังตากระตุก สายตาระริกด้วยความครุ่นคิด
“เ้านี่… เป็ใครกันแน่?” สีหน้าของเขากลายเป็จริงจังราวกับเงารัตติกาลปกคลุม
เจียวหรงกำหมัดแน่น เฝ้ามองจากที่นั่งด้วยแววตาเรืองโรจน์
“ดูเหมือนว่า... ชางไห่จะมิใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย…” เสียงพรึมพรำของเขาดังเพียงในใจ แต่กลับสะท้อนในอากาศรอบกาย
ัเพลิงที่ยังไม่สิ้นฤทธิ์ พยายามพุ่งเข้าหาร่างของจ้าวจื่ออวิ๋น แม้จะอ่อนแรงเต็มที เปลวไฟของมันโซเซราวกับจะดับสิ้นในยามลมแรง
ฟู่วววว!!
เพียงเมื่อมันเข้าถึงร่างของเขา ปราณกระบี่น้ำแข็งกลับทะลวงกลางหัวของมันจนแตกสลาย ราวกับหิมะจากสรวง์ทำลายอัคคีจากขุมนรก จนเปลวเพลิงมอดดับเหลือเพียงเถ้าธุลีลอยกลางอากาศ
“อ้ากกกก! จ้าวจื่ออวิ๋น... ข้าจะสับเ้าเป็หมื่นชิ้น!”
ชางไห่กู่ก้อง ก่อนจะคลายหยดโลหิตต้นกำเนิดสามหยดออกมา คลื่นพลังดุจสุริยันต์ปะทุจนห้วงมิติแปรปรวน อากาศสั่นไหวราวกับพิภพกำลังจะฉีกขาด
าุโซ่างอู่ ลุกขึ้นยืนอย่างอดไม่ได้ “จ้าวจื่ออวิ๋นผู้นี้ ถึงกับบีบให้ชางไห่ผลาญโลหิตต้นกำเนิดพลัง…!” เสียงของเขาต่ำ แต่แน่นหนักราวอสนีบาตในม่านหมอก
ซึ่งโลหิตต้นกำเนิด ก็คือพลังต้นกำเนิดชีวิตของคนผู้นั้น ในเวลานี้ ชางไห่กำลังนำสิ่งนั้นออกมา
ครืนนนนน!!…
พลังอันน่าสะพรึง ไหวะเืไปทั่วลานประลอง ัเพลิงขนาดหกจั้งก่อร่างขึ้นเื้ั เปลวเพลิงในมือชางไห่ลุกโหมจนแทบแผดเผาท้องฟ้า เกล็ดของมันเป็แดงเปล่งแสงสว่างราวท้องฟ้าที่ยามอาทิตย์ตก
“กรงเล็บเพลิง ัทะลายทัพ!”
ชางไห่ะโลั่น ฟาดฟันดาบออกไปสุดแรง ัขนาดั์เื้ัของเขา พลันตวัดกรงเล็บมหึมาเข้าใส่ ผืนฟ้าสั่นะเืดั่งระฆัง์ที่ถูกตี
“วิถีกระบี่เหยียนปิง!”
ปราณกระบี่ร้อยสาย ก่อกำเนิดขึ้นจากอากาศว่างเปล่า พลันแหวกอากาศพวยพุ่งเข้าใส่กรงเล็บเพลิงอย่างต่อเนื่อง เสียงแหวกอากาศดังชัดเจนประหนึ่งเสียงพิณเทพสะบั้นสาย
“วิถีกระบี่เหยียนปิง! หนึ่งกระบี่พิชิตโลกา…”