เปลี่ยนลิขิตสวรรค์

    บทที่ 33 ตำหนักเทวะ

           เว่ยเมิ่งเดินนำอีกสามคนออกมาจากท้องพระโรงชายหนุ่มเหลือบมองสามคนข้างพร้อมกับเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเนิบๆ

           “ตามมา”

            เว่ยเมิ่งก้าวเท้าไปข้างหน้าเหมือนเดินปกติ ทว่าแม้จะเหมือนการก้าวเดินธรรมดาร่างของเว่ยเมิ่งกลับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพียงแค่เดินไม่กี่ก้าวเว่ยเมิ่งก็ห่างออกไปหลายร้อยก้าวแล้วหลินปาและหยางหานดวงตาสว่างวาบ ในขณะที่ชายชราผู้คุ้มกฎเพียงแค่มีสีหน้าเจื่อนๆ ทั้งสามเริ่มติดตามเว่ยเมิ่งไป

           ใช้เวลาไม่นานพวกเว่ยเมิ่งก็มาถึงด้านนอกของเมืองหลวงเว่ยเมิ่งหันไปมองชายชราผู้คุมกฎ “พูดมา....พี่สาวข้ามีเรื่องอะไรกันแน่?”

           ชายชราผู้คุมกฎถอนหายใจ“เจ้ามั่นใจจริงหรือว่าอยากรู้เรื่องทั้งหมด? หากเจ้าแค่เป็นห่วงความปลอดภัยของนางข้าสามารถบอกที่ๆนางกำลังมุ่งหน้าไปให้กับเจ้าได้.....แต่หากเจ้ายังยืนยันที่จะทราบเรื่องทั้งหมด....บางทีนั้นอาจจะทำให้โลกของเจ้าเปลี่ยนไปอย่างไม่อาจควบคุม”

           เว่ยเมิ่งขมวดคิ้วเมื่อได้คำพูดของชายชราความรู้สึกแปลกๆพรั่งพรูขึ้นมาในจิตใจของเขา เว่ยเมิ่งหรี่ตาลงในนัยน์ตาของเว่ยเมิ่งปรากฏความลังเลอยู่แวบหนึ่งแต่ก็หายไปและแทนที่ด้วยความเด็ดขาด

           “ท่านเล่ามาเถอะ”

           ชายชราผู้คุมกฎถอนหายใจอีกครั้ง“ย้อนกลับไปในอดีตในยามที่เจ้ายังไม่ได้เกิดขึ้นมาด้วยซ้ำ......หากข้าจำไม่ผิดตอนนั้นบิดาและมารดาของเจ้าพึ่งจะถูกจับแต่งงานใหม่ๆด้วยซ้ำ”

           “ในวันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนัก.....สตรีนางหนึ่งหอบบุตรสาวของนางฝ่าสายฝนมาหนีการไล่ล่ามาถึงหน้าหมู่บ้านของพวกเราสตรีนางนั้นวิงวอนให้พวกเรารับตัวบุตรสาวของนางไว้.....และเป็นบิดาและมารดาของเจ้ารับตัวบุตรสาวของนางมา”ชายชราพูดถึงตรงนี้ก็หยุดลงสายตาของชายชรามองดูชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน

           เว่ยเมิ่งที่ฟังจนถึงตรงนี้ก็นิ่งเงียบแววตาเด็ดขาดเมื่อครู่คล้ายพังทลายลงในพริบตาเว่ยเมิ่งก้มลงมองมือที่ตอนนี้คล้ายกำลังสั่นเบาๆความรู้สึกที่ไม่คุ้นชินระเบิดออกในจิตใจของเขา เว่ยเมิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

           “พูดต่อไป”

           “................”

           “บุตรีของสตรีนางนั้นนับว่าโชคดีตงฟางหรงและ....นังหนูนั้นรักและเอ็นดูนางไม่ต่างจากบุตรีแท้ๆของพวกมันแม้แต่หลังจากที่พวกมันมีบุตรชายเป็นของตนเอง ความรักที่พวกมันมีต่อเด็กสาวก็ไม่ได้ลดลง”

           “พี่สาวของเจ้าก็อย่างที่เห็นถึงแม้นางจะเติบโตขึ้นมาเป็นสตรีที่แปลกประหลาดไปบ้างแต่นางก็ยังคงมีความสุขดี...แต่อย่างไรทุกอย่างไม่ได้จบลงแค่นั้น”

           “ภาระของสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในตัวนางทำให้นางต้องกลับไปกลับไปยังสถานที่ของนาง เพื่อตอบแทนโลหิตที่ต้องถูกสังเวยเพื่อให้นางมีชีวิตอยู่เพื่อตอบแทนชีวิตที่หายไปเพื่อให้นางได้เติบโต เพื่อชีวิตของมารดาของนางเพื่อชีวิตของของผู้คนมากมายที่ต้องสูญเสียไปเพื่อนาง.....นางจึงต้องกลับไป......เรื่องทั้งหมดก็มีแค่นี้”ชายชราถอนหายใจเมื่อคิดถึงสิ่งที่อาจจะเกขึ้นในอนาคต

           “พวกมันคือใคร?” เว่ยเมิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ

           ชายชราผู้คุมกฎเหลือบมองสองปรมาจารย์แห่งตำหนักเทวะหยางหานมีสีหน้างุนงงและไม่เข้าใจผิดกลับหลินปาที่ตอนนี้ใบหน้าเริ่มมีเม็ดเหงื่อไหลลงมา

           “ศัตรูของนังหนูเสวี่ยฟางก็คือ...ตำหนักเทวะ”

     

           “เสวี่ยฟาง!นี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้วน่ะ! หันหลังกลับและไปรวมกลุ่มกับตระกูลจางก่อนเถอะ!บุกเข้ามาซึ่งๆหน้าแบบนี้มันฆ่าตัวตายชัดๆ!”นกอ้วนสีฟ้าพูดอย่างร้อนรน

           เสวี่ยฟางที่ตอนนี้กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนหลังของวาฬครองนภายกมือขึ้นมาปิดปากหาวคำหนึ่ง ดวงตาเฉื่อยชาของนางคล้ายมีความหยิ่งทะนงและประกายแห่งความตื่นเต้น

           “เอาน่าๆข้าไม่ได้จะมาหาเรื่องพวกมันเสียหน่อยแค่จะมาทักทายเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง”

           “เวลาเจ้าทักทายผู้อื่นเจ้ายกปืนใหญ่จ่อที่หน้าบ้านของคนผู้นั้นหรือไง!เจ้านำสัตว์วิเศษระดับแก่นแท้ลมปราณมาเยือนหน้าบ้านพวกมันเช่นนี้โดยไม่ปิดบังพลังหากพวกมันไม่ขนพวกปรมาจารย์ระดับแก่นแท้ออกสิแปลก!” นกอ้วนแผดร้องเสียงดังและยิ่งแผดร้องหนักกว่าเดิมเมื่อเห็นภูเขาสูงลูกหนึ่งค่อยๆปรากฏขึ้นมาในระยะการมองเห็น

           เสวี่ยฟางดันตัวเองขึ้นมามุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อยทำให้ใบหน้าของนางเหมือนเป็นกึ่งยิ้มกึ่งนิ่งเฉย

           “ต่อให้อยากกลับไปตอนนี้ก็เหมือนจะไม่ทันแล้วนะ”เสวี่ยฟางกล่าวยิ้มๆ พริบตานั้นเองเสียงที่เย็นชาพลันดังขึ้นที่ข้างหูของพวกเสวี่ยฟาง

           “จงหยุด!ตำหนักเทวะจะไม่ปรานีให้กับผู้บังอาจล่วงล้ำ! หากผ่าฝืน....มีโทษตาย!” เสียงเย็นชาดังมาจากยอดเขาใหญ่โตเบื้องหน้าของเสวี่ยฟาง

           เสวี่ยฟางยิ้มอย่างเย็นชา“พวกเจ้าหวงตัวกันไปทำไม? ข้าก็แค่มาเยี่ยมเยียนเท่านั้นเองไม่ใช่จะมาฆ่าล้างบางพวกเจ้าเสียหน่อย?”

           เจ้าของเสียงเมื่อครู่แค่นเสียงออกตอนนั้นเองร่างสองร่างก็บินลงมาจากบนยอดเขาหนึ่งเป็นบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่กำลังยืนอยู่บนปลาสีดำยาวส่วนอีกหนึ่งเป็นชายชราที่มีสีหน้าเย็นชากำลังนั่งอยู่บนกวางสีแดง

           “ผู้เยาว์ที่ไม่รู้จักที่ตาย!เจ้ากล้าท้าทายอำนาจของพวกเราตำหนักเทวะเช่นนั้นหรือ!?” ชายชราคำรามออกมาในขณะที่ชายหนุ่มข้างๆมองเสวี่ยฟางวอย่างสนใจ

           เสวี่ยฟางยืนกอดออกยิ้มไม่ตอบคำหญิงสาวเพียงแค่ยืนประจันหน้ากับคำขู่อย่างไม่เกรงกลัวชายชราบนหลังกวางแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ มันยกมือขวาขึ้นชี้ไปทางเสวี่ยฟาง

           “โอหัง!” กวางสีแดงใต้ร่างของชายชรากู้ร้องคำรามคลื่นลมปราณในระดับเก้าแผ่กระจายออกมาทำเอาอากาศรอบๆสะเทือนกวางสีแดงอ้าปากกว้างพ้นคลื่นลมปราณออกมา

           เสวี่ยฟางมองการโจมตีที่พุ่งลงมาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวทันใดนั้นวาฬครองนภาเบื้องล่างของร่างพลันส่งเสียงครวญออกมาเบาๆรอบตัวของมันปรากฏระลอกคลื่น ทันทีการโจมตีสัมผัสกลับระลอกคลื่นนั้นมันคล้ายถูกดูดซับลงกระจายออกไปตามคลื่นละลอกและแทบจะในทันทีที่การโจมตีถูกกระจายออกไปเสวี่ยฟางยกมือขึ้นข้างหนึ่ง

           “ในเมื่อเจ้าบ้านส่งของขวัญมาแล้วถ้างั้นผู้มาเยือนจะไม่ส่งของขวัญกลับไปได้อย่างไร?”    

           วาฬครองนภาส่งเสียงครวญออกอีกครั้งหากแต่ครั้งนี้คล้ายกับมีความเกรี้ยวกาจอยู่ในน้ำเสียงนั้นด้วยระลอกคลื่นกระจายออกมาอย่างรุนแรงระลอกคลื่นนั้นกระจายผ่านไปยังชายชราบนหลังกวางและชายหนุ่มบนหลังปลา

           พริบตาที่ระลอกคลื่นนั้นสัมผัสกลับร่างของทั้งสองชายชราบนหลังกวางพลันมีหน้าตกตะลึงระลอกคลื่นที่แผ่กระจายออกมานั้นแฝงไว้ด้วยพลังที่เกรี้ยวกาจและรุนแรงอย่างน่าเหลือเชื่อ

           ชายชราและกวางสีแดงถูกผลักจนกระเด็นไปตามระลอกคลื่นตามด้วยอาการบาดเจ็บภายในอย่างไม่คาดคิด

           “อัก!” ชายชรากระอักโลหิตออกมา

           ผิดกลับชายชราชายหนุ่มข้างมันพริบจาที่เห็นระลอกคลื่นโหมสัดเข้ามามันและร่างของปลาสีดำคล้ายเปล่งแสงออกมาแวบหนึ่งร่างของทั้งสองคล้ายหลอมรวมไปกับอากาศรอบด้านทำให้หลุดพ้นการโจมตีนี้ไปได้อย่างฉิวเฉียด

           ชายชราหน้าขาวซีดมันเช็ดเลือดที่มุมปาก“สัตว์วิเศษระดับแก่นแท้ลมปราณ!?”

           มันใดนั้นเสียงนุ่มนวลเสียงหนึ่งก็ดังลงมาจากยอดเขาอีกครั้ง“จงเอ๋อร์ ปานหู่ ถอยออกมา ให้เราผู้เป็นปรมาจารย์ได้ตอนรับแขกผู้มีเกียรติท่านนี้เองเถอะ”เจ้าของเสียงเป็นบุรุษหนุ่มที่ยากจะคาดเดาซึ่งอายุบุรุษคนนั้นตอนนี้กำลังยืนอยู่บนกระเรียนสีขาวบริสุทธิ์ตัวหนึ่งรอบตัวของพวกมันแผ่กลิ่นอายของธรรมชาติออกมาจางๆ

           “เราแซ่ต้วนนามหมิงเป็นปรมาจารย์ลำดับที่เจ็ดของตำหนักเทวะแห่งนี้ไม่ทราบว่าแม่นางคือ?”

           เสวี่ยฟางใช้มือลูบคางไปมาและเอ่ยตอบ“ตงฟาง....ตงฟางเสวี่ยฟาง”

           “ตงฟาง?” ต้วนหมิงชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินแซ่ที่คุ้นเคยมันห้วนนึกย้อนไปในอดีตในยามที่มันได้อ่านบันทึกโบราณของตำหนักความภาคภูมิใจและความหยิ่งทะนงของตำหนักเทวะต้องด่างพร้อยและย่อยยับเพราะการมีอยู่ของบุคคลๆนั้น...ตงฟางเทียนแห่งหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์!

    คล้ายกับเรื่องเปลี่ยนลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน