บรรยากาศในเมืองตงหยางยามนี้คึกคักเสียจนเบียดเสียดแทบจะเดินไม่ได้ ถนนสายหลักที่กว้างขวางถูกจับจองด้วยแผงขายของและฝูงชนที่หลั่งไหลมาดูงานใหญ่ งานประลองบทกวีแห่งเมืองตงหยางในปีนี้ถือเป็วาระพิเศษที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกปี เนื่องจากทางการแคว้นต้าหยวนกำลัง้าเฟ้นหา "ยอดปราชญ์" ที่ทรงภูมิปัญญาเพื่อไปรับตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักอักษรหลวง ข่าวนี้แพร่สะพัดไปไกลราวกับติดปีก เหล่าบัณฑิตทั่วทุกสารทิศต่างพากันแต่งตัวหล่อเหลา ถือพู่กันคู่ใจหวังจะมาเปลี่ยนวาสนาตนเองที่นี่
ลู่ชิงที่เพิ่งฟาดซาลาเปาไปสองลูกใหญ่จนอิ่มแปล่ เดินแคะฟันพลางแทรกตัวเข้าไปในฝูงชนหน้าป้ายประกาศขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางลานกว้าง เขาเงี่ยหูฟังเสียงชาวเมืองที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์เื่รางวัลกันอย่างเมามันจนน้ำลายแตกฟอง
"เ้าดูรางวัลปีนี้สิ! ที่หนึ่งนอกจากจะได้ทองคำร้อยตำลึงแล้ว ยังได้ตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักอักษรหลวงพ่วงด้วยนะเว้ย! ตำแหน่งนี้มีกินมีใช้ไปชั่วชีวิต แถมยังมีสิทธิ์เข้าออกจวนผู้ว่าได้ตามใจชอบเหมือนเดินเข้าบ้านตัวเองเลยล่ะ!" บัณฑิตผู้หนึ่งเอ่ยพลางทำตาโตเท่าไข่ห่าน
"ที่สองก็ได้ตั้งห้าสิบตำลึงทอง ส่วนที่สามก็ได้ยารักษาโรคชั้นเลิศจากวังหลวงที่ว่ากันว่าต่อให้เหลือแต่ลมหายใจรวยรินก็ยังฟื้นขึ้นมาวิ่งปร๋อได้! แต่ที่เด็ดที่สุดคือผู้ชนะสามอันดับแรกจะได้รับการยกเว้นภาษีการค้าและภาษีที่ดินไปชั่วลูกชั่วหลาน!" เพื่อนข้างๆ สำทับพลางปาดน้ำลายด้วยความอิจฉา
ลู่ชิงได้ยินคำว่า 'ยกเว้นภาษี' และ 'ทองร้อยตำลึง' หูของเขาก็ผึ่งขึ้นมาทันทีปานหูแมวเห็นปลาทู หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนเจอโจรป่าเสียอีก
"ทองร้อยตำลึง! ยกเว้นภาษี! นี่มันไม่ใช่แค่รางวัลแล้ว นี่มันกองทุนเลี้ยงชีพชั้นยอดชัดๆ ถ้าข้าได้มา ข้าจะซื้อเนื้อหมูให้ท่านแม่กินทุกมื้อ และจ้างคนมานวดเท้าให้ข้าทุกเย็นเลย!"
เขาหันไปสะกิดชายข้างๆ ที่สวมหมวกบัณฑิตทรงสูงดูมีฐานะ
"พี่ชาย... งานนี้คนบ้านนอก... เอ่อ คนต่างถิ่นอย่างข้าพอจะมีวาสนาสมัครแข่งกับเขาได้ไหมขอรับ? ต้องใช้เอกสารอะไรหรือเปล่า?"
ชายผู้นั้นหันมามองลู่ชิงั้แ่เส้นผมที่ยุ่งเหยิง ยันรองเท้าฟางที่ขาดรุ่งริ่งจนเห็นนิ้วเท้า สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความดูแคลนปนรังเกียจราวกับเห็นตัวตุ่นเพิ่งมุดขึ้นมาจากโคลน
"คนต่างถิ่นรึ? ดูท่าทางเ้าแล้วน่าจะไปสมัครเป็คนล้างจานหรือคนแบกฟืนมากกว่านะ แต่ก็นะ... กติกาก็คือใครมี 'ตราบัณฑิต' หรือพอจะอ่านออกเขียนได้ก็สมัครได้หมดแหละ แต่ข้าว่าเ้ากลับบ้านไปไถนาเถอะ อย่ามาทำให้กลิ่นโคลนสาบควายมัวหมองกลิ่นน้ำหมึกอันทรงเกียรติของเมืองตงหยางเลย" พูดจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อเดินหนีไปราวกับกลัวเชื้อโรคจากลู่ชิงจะปลิวไปติด
"โถ่ พี่ชาย... ข้าแค่ถามทาง ไม่ได้ขอข้าวท่านกินเสียหน่อย หน้าตาก็ดีแต่ปากเหม็นกว่าถุงเท้าที่ข้าไม่ได้ซักมาเจ็ดวันเสียอีก" ลู่ชิงเบ้ปาก พลางลูบถุงเงินสิบตำลึงทองที่ซ่อนอยู่ในสาบเสื้อ
"เอาวะ! เงินสิบตำลึงว่าเยอะแล้ว เจออีกร้อยตำลึงเข้าไป ข้าคงซื้อควายมาวิ่งแข่งกันได้ทั้งกองพันแน่ๆ!" เขาไม่รอช้า รีบเดินไปต่อแถวลงทะเบียนยาวเหยียดที่ขดเคี้ยวไปตามแนวถนนทันที
แถวการลงทะเบียนนั้นยาวเหยียดปานขบวนพญานาค ลู่ชิงยืนรอจนขาเริ่มแข็ง เขาหาวหวอดๆ พลางร่วมนับจำนวนก้อนหินบนพื้นดินเพื่อฆ่าเวลา ในขณะที่เขากำลังจะถึงคิวเป็คนต่อไปนั่นเอง...
จู่ๆ เสียงดนตรีมโหรีที่ฟังดูหรูหราหมาเห่าก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงฮือฮาของผู้คนรอบข้าง รถม้าประดับมุกอันวิจิตรตระการตาควบมาจอดลงหน้าซุ้มลงทะเบียนอย่างอุกอาจ บุรุษผู้หนึ่งก้าวลงมาด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง สวมชุดผ้าไหมสีแดงเพลิงปักลายพยัคฆ์ด้วยดิ้นทองระยิบระยับ แผ่รัศมี "ข้ารวยและข้าสูงส่ง" ออกมาจนลู่ชิงต้องหยีตา
"ดูนั่น! คุณชายเหวินเทียน บุตรชายคนโตของตระกูลเหวินที่รวยที่สุดในย่านนี้มาแล้ว!" เสียงผู้คนกระซิบกระซาบด้วยความยำเกรง
"เขาคือเ้าของฉายา 'พู่กันพยัคฆ์สะบัดเมฆ' เชียวนะ ลายมือดุดันทรงพลังจนว่ากันว่าเขียนตัวอักษร 'เสือ' ลงบนกระดาษ แล้วแปะหน้าบ้าน เสือจริงๆ ยังไม่กล้าเดินผ่านเลย!"
ลู่ชิงมองดูด้วยความรำคาญใจ
"พยัคฆ์สะบัดเมฆรึ? ฟังดูเหมือนท่ารำตอนเมาเหล้าขาวมากกว่าแฮะ"
เมื่อเหวินเทียนเดินมาถึงซุ้มลงทะเบียน เขากลับไม่ได้มองหาท้ายแถว แต่เดินตรงดิ่งมาแทรกตรงหน้าสุด... ซึ่งเป็จุดที่ลู่ชิงยืนอยู่อย่างพอดิบพอดี! เขาสะบัดพัดจีบในมือพลางเชิดหน้าขึ้นฟ้า มองข้ามหัวลู่ชิงไปราวกับตรงนั้นเป็เพียงที่ว่าง
ลู่ชิงขมวดคิ้ว แต่ยังคงรักษาความสุภาพตามวิสัยบัณฑิต เขาแตะไหล่คุณชายคนนั้นเบาๆ แล้วเอ่ยเตือนด้วยรอยยิ้ม
"คุณชายท่านนี้... ข้าขออภัยที่ต้องทักท้วง แต่แถวลงทะเบียนนั้นยาวไปถึงหัวมุมโน่นขอรับ ทุกคนต่างก็รอมานานแล้ว ท่านอาจจะรีบไปหน่อยจนมองไม่เห็นท้ายแถว ะโไปต่อข้างหลังจะดูสง่างามกว่านะขอรับ"เหวินเทียนชะงักกึก หันมามองลู่ชิงด้วยสายตาที่เย็นเยียบปานน้ำแข็ง เขากวาดสายตามองชุดปะชุนของลู่ชิงก่อนจะะเิหัวเราะออกมาอย่างเกลียดชัง
"เ้าบัณฑิตชั้นต่ำนี่พูดกับข้ารึ? เ้ารู้ไหมว่าข้าเป็ใคร? ข้าคือเหวินเทียน! การที่คนอย่างข้ามายืนตรงนี้ถือเป็เกียรติแก่แถวเน่าๆ นี่แล้ว พื้นที่ที่ข้ายืนย่อมสูงส่งกว่าที่ที่เ้าอยู่เสมอ เ้าควรจะกุ้มหัวแล้วถอยไปซะก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจให้คนมาลากตัวเ้าไปทิ้งนอกเมือง"
ลู่ชิงหุบยิ้มทันที แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นิ่งสงบแต่คมกริบ
"อ้อ... ที่แท้ก็คุณชายผู้สูงส่งที่ไม่รู้จักคำว่า 'คิว' นี่เอง" ลู่ชิงแค่นยิ้มเย็น พลางร่ายบทกวีถากถางด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานไปทั่วบริเวณ
"คางคกสวมเกราะทอง นึกว่าตนเป็ัพองลมจนคับท้อง แต่อยู่เพียงในกะลาปากเอ่ยอวดวาสนา อ้างฟ้าอ้าง์แต่ใจกลับต่ำต้อย ไร้ครรลองวิญญูชน"เมื่อได้ยินบทกวีสดๆ ที่ด่าว่าเขาเป็คางคกพองลมในกะลา เหวินเทียนหน้าแดงก่ำลามไปถึงหูด้วยความโกรธจัด
"เ้า! เ้ากล้าดียังไงเอาบทกวีต่ำตมมาเปรียบเปรยข้า! บัณฑิตบ้านนอกอย่างเ้ามีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนข้า! ข้าคือยอดปราชญ์แห่งตงหยาง คนอย่างเ้ามันก็แค่เศษธุลีที่ข้าจะเหยียบขยี้เมื่อไหร่ก็ได้!"
"เอะอะอะไรกัน! ใครมากล้าส่งเสียงดังในงานอันทรงเกียรติเช่นนี้!" ผู้จัดการการแข่งขันชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยเดินหน้าเครียดออกมาจากซุ้ม แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นชุดสีแดงดิ้นทองของเหวินเทียน ท่าทางดุดันนั้นหายวับไปทันที เขารีบก้มหัวโค้งคำนับจนพุงแทบจะกระแทกเข่า
"โอ้! คุณชายเหวินเทียน! ขออภัยที่ข้าน้อยต้อนรับช้าไป ไม่ทราบว่ามีสุนัขตัวไหนมาเห่าหอนทำให้คุณชายเคืองใจหรือขอรับ?"
"ก็ไอ้บัณฑิตไร้หัวนอนปลายเท้านี่น่ะสิ! มันมาขวางทางลงทะเบียนของข้า แถมยังบังอาจร่ายกลอนด่าข้าว่าเป็คางคกพองลม!" เหวินเทียนชี้นิ้วสั่นๆ มาที่ลู่ชิงด้วยความแค้น
ผู้จัดการการแข่งหันมาถลึงตาใส่ลู่ชิงอย่างเดือดจัด
"บังอาจนัก! เ้าบัณฑิตปากพล่อย กล้าล่วงเกินคุณชายเหวินเชียวรึ? เ้าเป็ใครมาจากไหนถึงได้สามหาวเช่นนี้! ดูสารรูปเ้าสิ เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง กลิ่นตัวก็เหม็นสาบปานคนไม่ได้อาบน้ำมาเป็ปี เ้ามันก็แค่หนอนแมลงที่บังอาจมาขัดขวางทางเดินของพยัคฆ์! ไปซะ! ข้าขอใช้อำนาจผู้ดูแลตัดสิทธิ์การแข่งขันของเ้าั้แ่ตอนนี้ และจะแจ้งทหารยามให้คุมตัวเ้าออกไปนอกเขตงานด้วย!"
ลู่ชิงถึงกับอึ้ง
"เฮ้ย! ท่านไม่ดูความเป็จริงเลยรึไง? เขามาแทรกคิวข้าชัดๆ แถมข้าก็เตือนเขาดีๆ แล้วด้วย ความยุติธรรมในเมืองนี้เขาวัดกันที่ความหนาของดิ้นทองบนเสื้อหรือไงกัน?"
"ความยุติธรรมคือคุณชายเหวินคือแขกคนสำคัญที่มีเกียรติยิ่ง ส่วนเ้าคือตัวอะไรข้าไม่รู้จัก! การที่คุณชายยอมมาต่อหน้าเ้าถือเป็เกียรติของเ้าแล้วยังไม่เจียมตัวอีก! เ้ามันก็แค่เศษขยะที่พัดมาตามลม อย่าริอ่านมาเทียบชั้นกับเพชรยอดมงกุฎอย่างคุณชายเหวิน! ทหาร! มาลากตัวมันออกไป!" ผู้จัดการการแข่งตะคอกใส่หน้าลู่ชิง
ในขณะที่ลู่ชิงกำลังจะกำหมัดแน่น เตรียมจะ 'ออกกำลังกายบริหาร' ใส่คนพวกนี้ให้หมอบกระแตศิลา จู่ๆ เสียงอันนุ่มนวลแต่เปี่ยมด้วยอำนาจของบุรุษอีกท่านหนึ่งก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาจากด้านหลัง
"หยกเนื้อดีมิอาจซ่อนในกองขี้เถ้า บุรุษที่ซื่อตรงย่อมกล้าเอ่ยความจริงต่อหน้าอำนาจหากงานประลองปราชญ์ เริ่มต้นด้วยความลำเอียง ป้ายชื่อตงหยางย่อมเป็เพียงแผ่นไม้ที่ผุกร่อน"ทุกสายตาหันไปมองต้นเสียงที่ก้าวออกมาจากฝูงชนอย่างสง่างาม บุรุษผู้นี้มีรูปงามปานเทพบุตรมาจุติ สวมชุดผ้าไหมสีขาวสะอาดตา ปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินดูสูงศักดิ์ กริยาท่าทางสง่าผ่าเผยและแผ่รังสีแห่งความเป็ธรรมออกมาอย่างชัดเจน ทุกคนที่เห็นต่างรีบก้มคำนับโดยพร้อมเพรียง แม้แต่เหวินเทียนที่หยิ่งยโสเมื่อครู่ก็ยังต้องหน้าซีด รีบก้มหัวลงต่ำจนคอแทบเคล็ด
"คารวะ คุณชายจ้าวเฟิง บุตรชายท่านเ้าเมืองตงหยาง!"
จ้าวเฟิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าลู่ชิง พลางยิ้มละไมให้อย่างเป็กันเอง แววตาของเขาดูสนใจในตัวบัณฑิตหนุ่มผู้นี้มาก ก่อนจะหันไปหาผู้จัดการการแข่งด้วยสายตาที่เย็นเฉียบจนอีกฝ่ายตัวสั่น
"ท่านผู้จัดการ... ข้าอยู่ในเหตุการณ์ตลอด และข้าเห็นว่าบัณฑิตท่านนี้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เขาเตือนคุณชายเหวินด้วยมารยาท แต่กลับถูกพวกท่านรุมดูถูกเหยียดหยาม กฎของการแข่งขันคือความเท่าเทียม หากเพียงแค่เริ่มลงทะเบียนยังเอาใจผู้มั่งคั่งและกดขี่ผู้มาเยือนเช่นนี้ ท่านพ่อของข้าคงจะผิดหวังมากที่ไว้วางใจให้ท่านดูแลงานสำคัญเช่นนี้"
ผู้จัดการการแข่งเหงื่อไหลพรากปานเขื่อนแตก
"ขะ...ขออภัยคุณชายจ้าว ข้าน้อยโง่เขลาไปเองขอรับ! ข้า...ข้าเพียงแค่มองผิดไปชั่วขณะ!"
จ้าวเฟิงหันไปมองเหวินเทียนที่ยืนนิ่งเป็ใบ้
"คุณชายเหวิน ท่านเองก็มีชื่อเสียงเื่อักษร ควรจะวางตัวให้สมกับเป็ปราชญ์ ปัญญาที่มีควรใช้สร้างความเจริญ มิใช่ใช้ข่มเหงผู้อื่นด้วยอำนาจเงินทองและคำดูิ่ ไปต่อแถวตามระเบียบเสียเถิด" จากนั้นเขาหันมาหาลู่ชิง
"ท่านบัณฑิต... อย่าได้ถือสาคำคนเขลาเ่าั้เลย เชิญท่านลงทะเบียนต่อเถิด ข้าประทับใจในความกล้าหาญและบทกวีถากถางที่เฉียบคมของท่านมาก ข้าหวังจะเห็นผลงานของท่านในสนามประลองจริงๆ"
ลู่ชิงกระพริบตาปริบๆ พลางฉีกยิ้มกว้าง
"โอ้... ขอบคุณท่านมากคุณชายจ้าว ท่านหล่อสมคำร่ำลือแถมยังตาสว่างกว่าคนแถวนี้เยอะเลย! ไว้ข้าชนะแล้วจะเลี้ยงถั่วต้มท่านเป็การตอบแทนนะ!"
ลู่ชิงลงทะเบียนเสร็จด้วยท่าทางยืดอก ส่งรอยยิ้มยียวนไปให้เหวินเทียนที่ต้องเดินคอตกไปต่อท้ายแถวท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของชาวบ้าน โดยที่ลู่ชิงไม่รู้เลยว่า สายตาของคุณชายจ้าวเฟิงที่มองแผ่นหลังของบัณฑิตหนุ่มที่ลงชื่อต่อไปพลางฮัมเพลงอย่างไม่ทุกข์ร้อน แววตาของคุณชายผู้สูงศักดิ์วาววับขึ้นด้วยความสนเท่ห์ เขามองดูท่าทางการเดินที่ดูซุ่มซ่ามและชุดปะชุนแสนธรรมดานั้นด้วยความฉงนใจอย่างบอกไม่ถูก
ในเมืองตงหยางแห่งนี้ ไม่เคยมีบัณฑิตพเนจรคนไหนกล้าต่อปากต่อคำกับคุณชายตระกูลใหญ่อย่างเหวินเทียนด้วยถ้อยคำที่แสบทรวงและไม่เกรงกลัวอำนาจเช่นนี้มาก่อน ลู่ชิงดูเหมือนคนเขลาที่ไร้ทางสู้ แต่คำด่าทอที่แฝงด้วยบทกวีเมื่อครู่กลับล้ำลึกจนแม้แต่เขาเองยังต้องทึ่ง
"ลู่ชิงรึ..."
เขารำพึงกับตนเองเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มจางที่มุมปาก เขาอยากรู้นักว่าบุรุษท่าทางหิวโซที่ดูไม่มีพลังปราณหรือกลิ่นอายยอดคนแม้แต่น้อยผู้นี้ จะมี "ของดี" อะไรซ่อนไว้ให้ชาวเมืองตงหยางได้ตกตะลึงในสนามประลองที่กำลังจะมาถึง