พันธสัญญา
สายลมหวีดหวิวบนยอดเขาชางิเริ่มสงบลง แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบใบหน้าด้านข้างของกู้ชิงเหยียน ขับเน้นสันกรามคมกริบที่ยังขบแน่นจนเส้นเืปูดโปน แม้ความเ็ปจากการถูกกัดกินกระดูกจะทุเลาลงจนเกือบจางหาย แต่ร่องรอยความทรมานยังฉายชัดในแววตาที่ลึกล้ำ
เขาก้มลงมองท่อนแขนขวาของตน เกล็ดหินสีเทาหยาบกร้านที่เมื่อครู่ยังลุกลาม บัดนี้หยุดชะงักและค่อย ๆ จางลงจนเหลือเพียงรอยปานสีคล้ำจาง ๆ คล้ายรอยฟกช้ำ ิัที่เคยแข็งกระด้างเริ่มกลับมามีความยืดหยุ่นของมนุษย์อีกครั้ง
กู้ชิงเหยียนตวัดสายตากลับมามองร่างโปร่งบางที่นั่งแปะอยู่กับพื้นดิน เสิ่นลั่วกำลังเก็บพู่กันด้ามั์เข้าเอวด้วยท่าทางทุลักทุเล สีหน้าดูอิดโรยแต่ยังคงรอยยิ้มยียวนไว้ที่มุมปาก
“เ้าเป็ใครกันแน่?” น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มแหบพร่า ทว่าแฝงอำนาจกดดันขุมหนึ่ง “ช่างจัดสวนธรรมดา... ไม่มีทางรู้วิธีสะกดชีพจรดินเช่นนี้”
เสิ่นลั่วเงยหน้าขึ้น ปัดเศษดินออกจากชายเสื้ออย่างไม่ยี่หระ “ข้าก็บอกท่านไปแล้ว ข้าคือเสิ่นลั่ว ช่างเถาทองผู้รักเงินยิ่งชีพและเกลียดของอัปลักษณ์เข้าไส้ ส่วนวิชาพวกนี้ก็แค่เคล็ดลับหากินเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ท่านแม่ทัพอย่าได้ใส่ใจเลยขอรับ”
“เคล็ดลับหากิน?” กู้ชิงเหยียนทวนคำ เสียงเย็นเยียบ “การใช้วารีธาตุหนุนเสริมพฤกษา เพื่อทลายค่ายกลพยัคฆ์ขาวที่ข่มทับัเขียว เ้าเรียกว่าเคล็ดลับงั้นรึ? เ้ารู้หรือไม่ว่าหากวาดอักขระผิดเพียงเส้นเดียว แรงสะท้อนกลับจะบดขยี้กระดูกเ้าจนแหลกเหลว!”
เสิ่นลั่วเลิกคิ้ว แสร้งทำหน้าตื่นตระหนกเกินจริง “ตายจริง! อันตรายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? มิน่าเล่าข้าถึงรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว รู้อย่างนี้ข้าน่าจะเรียกค่าจ้างเพิ่มอีกสักห้าสิบตำลึงทอง”
“เ้า...” กู้ชิงเหยียนถึงกับพูดไม่ออก ความโกรธเกรี้ยวถูกความหน้าหนาของคนตรงหน้าปัดเป่าจนเสียรูปขบวน เขาถอนหายใจหนักหน่วง สาวเท้าเข้ามาใกล้จนเงาร่างสูงใหญ่ทาบทับร่างเล็ก
“ฟังข้าให้ดี เสิ่นลั่ว” กู้ชิงเหยียนเอ่ยเสียงต่ำ ั์ตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของอีกฝ่าย “ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น และข้าก็ไม่ใช่คนที่เ้าควรจะเข้ามาวุ่นวายด้วย สวนแห่งนี้ถูกสาป และข้าก็เป็ส่วนหนึ่งของคำสาปนั้น วันนี้เ้าอาจจะรอดตัวไปได้ แต่ครั้งหน้าข้าไม่รับรองว่าเ้าจะมีลมหายใจอยู่ใช้เงินที่เ้าหน้าเืเรียกมาหรือไม่”
เสิ่นลั่วไม่หลบสายตา รอยยิ้มขี้เล่นจางหายไปชั่วขณะ แทนที่ด้วยความจริงจังที่หาได้ยากยิ่ง “ท่านแม่ทัพ ข้าเองก็มีกฎของข้า เมื่อรับงานแล้วข้าย่อมไม่ทิ้งงานกลางคัน สวนของท่านมันป่วย... ป่วยหนักเสียด้วย หินพวกนี้วางผิดที่ผิดทางจนกลายเป็กรงขังิญญา หากท่านไล่ข้าไป ท่านก็คงต้องทนทุกข์ทรมานจนตายคาซากหินพวกนี้”
เขาเว้นจังหวะ ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะที่ต้นท้อแคระข้างกายเบา ๆ “ข้าไม่ได้ทำเพื่อท่านหรอกนะ แต่ข้าสงสารต้นไม้พวกนี้ พวกมันอยากมีชีวิตอยู่ ท่านเอง... ลึก ๆ แล้วก็อยากมีชีวิตอยู่เหมือนกันมิใช่หรือ?”
คำถามนั้นราวกับลูกธนูที่พุ่งปักกลางใจ กู้ชิงเหยียนนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ความเงียบโรยตัวปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ
ในที่สุดแม่ทัพหนุ่มก็สะบัดแขนเสื้อ หันหลังกลับ “ตามใจเ้า... อยากทำอะไรก็ทำ แต่ห้ามแตะต้องเรือนตะวันตก และอย่าให้ข้าเห็นหน้าเ้ายามวิกาลอีก”
“ตกลงตามนั้นขอรับ!” เสิ่นลั่วรับคำเสียงใสทันควัน “อ้อ... พรุ่งนี้เช้าข้าขอเบิกอุปกรณ์ทำสวนชุดใหญ่ แล้วก็ขออาหารที่มันเคี้ยวได้จริง ๆ ด้วยนะขอรับ แผ่นแป้งหินนั่นข้าขอยอมแพ้”
กู้ชิงเหยียนไม่ตอบรับ เดินหายลับเข้าไปในความมืดของตัวเรือน ทิ้งให้เสิ่นลั่วนั่งยิ้มแห้ง ๆ ให้กับดวงจันทร์เพียงลำพัง
.
.
รุ่งอรุณเบิกฟ้า แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าทิศบูรพา หมอกหนาสีขาวโพลนปกคลุมยอดเขาชางิ อากาศยามเช้าเย็นฉ่ำจนน้ำค้างเกาะพราวบนยอดหญ้าที่แห้งเฉา
เสิ่นลั่วบิดี้เีจนกระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บ เขาตื่นขึ้นมาบนเตียงไม้แข็ง ๆ ในเรือนรับรองด้วยสภาพหัวยุ่งเหยิง ร่างกายปวดร้าวราวกับเพิ่งผ่านศึกา แต่เมื่อนึกถึงงานชิ้นใหญ่ที่รออยู่ พลังกายก็ดูจะฟื้นคืนมาอย่างน่าประหลาด
เขาเดินงัวเงียออกมาที่ลานหน้าเรือน สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึก ๆ พลางกวาดสายตามองสำรวจความวินาศสันตะโรของสวนในแสงสว่างชัด ๆ อีกครั้ง
“อืม... พยัคฆ์ขาวหมอบคลาน หินก้อนนั้นคือกรงเล็บ ส่วนก้อนนั้นคือเขี้ยว” เสิ่นลั่วพึมพำ วิเคราะห์โครงสร้างหินอย่างละเอียด “ต้องรื้อ... รื้อให้หมด แล้วจัดวางใหม่เปิดทางให้สายลมพัดผ่าน”
ขณะที่เขากำลังยืนเท้าเอววางแผนอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของม้าศึกก็ดังแว่วมาจากทางประตูหน้าจวน ตามมาด้วยเสียงะโก้องกังวาน
“ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพขอรับ! ผู้น้อยเหลียงเจ๋อ นำเสบียงและยารักษามาส่งแล้วขอรับ!”
เสิ่นลั่วหูผึ่ง รีบวิ่งเหยาะ ๆ ไปทางหน้าประตูทันที ภาพที่เห็นคือบุรุษรูปร่างสันทัดในชุดเกราะเบาสีน้ำตาล ใบหน้าซื่อตรงดุดันแต่แฝงความกังวล กำลังจูงม้าศึกตัวพ่วงพีเข้ามาในลาน
เมื่อเหลียงเจ๋อเงยหน้าขึ้นมาเห็นเสิ่นลั่ว เขาก็สะดุ้งโหยงจนเกือบทำถุงเสบียงหล่น มือขวากุมด้ามดาบโดยสัญชาตญาณ
“เ้า! เ้าเป็ใคร!?” เหลียงเจ๋อตวาดลั่น ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นผี “ทำไมถึงมีคนแปลกหน้าอยู่ในจวนนี้ได้? หรือว่าเ้าเป็ิญญาเร่ร่อน?”
เสิ่นลั่วกลอกตามองบน ก่อนจะฉีกยิ้มการค้า “พี่ชายท่านนี้ช่างจินตนาการล้ำเลิศ ข้าเป็คนเป็ ๆ นี่แหละ มีเืมีเนื้อ จับดูได้” เขายื่นแขนไปตรงหน้า “ข้าชื่อเสิ่นลั่ว เป็ช่างจัดสวนที่ท่านแม่ทัพจ้างมาด้วยค่าตัวที่แพงระยับ”
“ช่างจัดสวน?” เหลียงเจ๋อลดดาบลง แต่ยังมองด้วยความระแวง “ท่านแม่ทัพเนี่ยนะจ้างช่างจัดสวน? ร้อยวันพันปีท่านไม่เคยให้ใครย่างกรายเข้ามา เ้าโกหก!”
“ข้าจะโกหกท่านเพื่ออะไร? เพื่อมาขโมยหินหรือ?” เสิ่นลั่วถอนหายใจ “เอาเถอะ ถ้าท่านไม่เชื่อ ก็ไปถามเ้านายท่านดู อ้อ... แล้วในถุงนั่นมีของกินหรือไม่? ข้าหิวจนไส้กิ่วแล้ว ถ้าท่านแม่ทัพไม่จ้างข้า ข้าคงหนีลงเขาไปหาข้าวกินนานแล้ว”
เหลียงเจ๋อยังคงขมวดคิ้วมุ่น แต่เมื่อเห็นท่าทางผ่อนคลายและไร้พิษภัยของอีกฝ่าย เขาก็เริ่มลังเล ขณะกำลังจะเอ่ยปากซักไซ้ต่อ
กู้ชิงเหยียนก็เดินออกมาจากประตูจวน เขาสวมชุดลำลองสีเข้ม ผมยาวถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อย ใบหน้าดูสดชื่นกว่าเมื่อคืนเล็กน้อย แม้จะยังคงซีดขาวอยู่บ้าง
“เหลียงเจ๋อ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกคำหนึ่ง
“ท่านแม่ทัพ!” รองแม่ทัพหนุ่มรีบทิ้งม้า วิ่งเข้าไปคุกเข่าคารวะเ้านายด้วยความภักดี “ท่าน... ท่านดูสีหน้าดีขึ้นกว่าครั้งก่อนมาก! ยาที่ท่านหมอหลวงให้มาได้ผลหรือขอรับ?”
กู้ชิงเหยียนปรายตามองเสิ่นลั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบเลี่ยง ๆ “อืม ก็พอประทังไปได้ เ้าเอาอะไรมาบ้าง?”
“มีข้าวสารชั้นดี เนื้อตากแห้ง สมุนไพรระงับปวด แล้วก็สุราดอกท้อที่ท่านเคยเปรยว่าอยากดื่มขอรับ” เหลียงเจ๋อรายงานอย่างกระตือรือร้น
“สุราดอกท้อ!” หูของเสิ่นลั่วกระดิกทันที เขาแทรกตัวเข้ามาระหว่างนายบ่าวอย่างหน้าด้าน ๆ “แหม... พี่เหลียงเจ๋อช่างรู้ใจ ข้ากำลังคิดอยู่เชียวว่าบรรยากาศดี ๆ แบบนี้เหมาะแก่การจิบสุราชมสวนยิ่งนัก”
เหลียงเจ๋อหันมาถลึงตาใส่ “ใครอนุญาตให้เ้าเรียกข้าว่าพี่! แล้วนี่ของท่านแม่ทัพ ไม่ใช่ของคนสวนอย่างเ้า!”
“เอาน่า ๆ แบ่ง ๆ กันกิน จะได้มีแรงทำงาน” เสิ่นลั่วแย่งถุงเสบียงจากมือเหลียงเจ๋อมาดื้อ ๆ แล้วหันไปยิ้มประจบกู้ชิงเหยียน “ท่านแม่ทัพ ท่านคงไม่ใจร้ายปล่อยให้ช่างฝีมือเอกต้องหิ้วท้องทำงานหรอกกระมัง? กองทัพต้องเดินด้วยท้องนะขอรับ”
กู้ชิงเหยียนมองดูความวุ่นวายตรงหน้า มุมปากก็เผลอยกขึ้นเป็เส้นโค้งเล็กน้อยแทบไม่เห็นร่องรอยเอ่ยขึ้น “เหลียงเจ๋อ ปล่อยเขา... วันนี้เ้าต้องอยู่ช่วยงานเขาด้วย”
“หา?” เหลียงเจ๋ออ้าปากค้าง “ช่วยงาน? ช่วยอะไรขอรับ?”
“ขุดดิน” กู้ชิงเหยียนตอบสั้น ๆ
“ขุดดิน!?” รองแม่ทัพหนุ่มทวนคำเสียงหลง “ข้า... รองแม่ทัพกองธงพยัคฆ์ทมิฬ ผู้เคยบั่นคอศัตรูนับร้อย ท่านจะให้ข้ามาขุดดินปลูกดอกไม้เนี่ยนะขอรับ!?”
เสิ่นลั่วตบไหล่เหลียงเจ๋อดังปุบ ๆ ยิ้มกว้างจนตาหยี “อย่าดูถูกงานพรวนดินนะท่านรองแม่ทัพ การใช้จอบก็ต้องใช้ลมปราณเหมือนใช้ดาบนั่นแหละ มาเถอะ... สวนพยัคฆ์ขาวกำลังรอให้ท่านไปถอนเขี้ยวเล็บออกอยู่”
เขายัดจอบเก่าคร่ำคร่าที่ไปค้นเจอจากซอกไหนไม่รู้ใส่มือเหลียงเจ๋อ แล้วหันไปพยักพเยิดหน้าใส่กู้ชิงเหยียน
“ส่วนท่านแม่ทัพ ท่านนั่งเฉย ๆ เป็แบบจำลองให้ข้าก็พอ ข้าต้องจัดวางหินให้สอดคล้องกับดวงชะตาท่าน ห้ามลุกไปไหนเด็ดขาดจนกว่าข้าจะสั่ง!”
เหลียงเจ๋อหน้าถอดสีเมื่อเห็นเ้าหนุ่มคนสวนกล้าสั่งเ้านายตนเยี่ยงนี้ เขารีบหันไปมองกู้ชิงเหยียน เตรียมจะชักดาบมาสั่งสอนคนลามปาม แต่ทว่า...
กู้ชิงเหยียนกลับเพียงแค่เลิกคิ้ว แล้วเดินไปนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ร่มไม้เงียบ ๆ ท่าทีสงบเสงี่ยมผิดวิสัยจอมมาร
“ลงมือสิ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าจะคอยดูว่าฝีมือเ้าจะสมราคาคุยหรือไม่”
เหลียงเจ๋อยืนถือจอบค้างอยู่กลางลาน มองเ้านายสลับกับช่างจัดสวนด้วยความงุนงงสุดขีด
‘นี่ข้าตาฝาดไป หรือโลกใบนี้มันกลับตาลปัตรไปแล้วกันแน่?’