“เธอคือภรรยาของลูกชายฉันใช่ไหม เข้ามาใกล้ๆ ฉันหน่อยสิ” คุณย่าซ่งมองลูกสะใภ้แล้วน้ำตาคลอ แม้ลูกสะใภ้จะมีผิวพรรณที่หยาบกร้าน ทั้งเธอยังใส่เสื้อผ้าที่เก่าจนซีด แต่ถึงอย่างนั้นร่องรอยของความงามบนใบหน้าก็ยังปรากฏให้เห็น
คุณแม่ซ่งหันไปมองลูกชายคนโตอย่างขอความเห็น เมื่อเห็นลูกชายพยักหน้า เธอจึงเดินเข้าไปนั่งอยู่ข้างๆ แม่สามี “ฉันชื่อหลิวฟางหัว เป็นภรรยาของพี่เฉียงค่ะคุณนาย”
“คุณนายอะไรกัน เธอเป็นลูกสะใภ้ของฉันนะ เธอควรเรียกฉันว่าอะไรดี” คุณย่าซ่งจับมือลูกสะใภ้มาลูบอย่างไม่นึกรังเกียจ แต่เมื่อเห็นลูกสะใภ้พยายามชักมือกลับ นางกลับไม่ยอมปล่อย ทั้งนางยังกุมมือของลูกสะใภ้ไว้แน่น “เธออายที่มือของตัวเองทั้งหยาบและด้านใช่ไหม ไม่เป็นไรนะ ฉันไม่รังเกียจมือที่มีค่าของเธอหรอก เพราะมือของเธอช่วยให้ลูกชายของฉันได้พบกับความสุขที่แท้จริง และก็เพราะมือคู่นี้ของเธอที่ปกป้องหลานชายทั้งสองคนของฉัน อีกทั้งเธอยังเลี้ยงดูพวกเขาให้เติบโตมาเป็นอย่างดี ฉันรู้สึกขอบคุณมือคู่นี้ของเธอมากจริงๆ เธอให้ฉันจับมันไว้สักครู่นะ”
“มันเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้วค่ะคุณ...คุณแม่” คุณแม่ซ่งพูดจบก็ไม่กล้าเงยหน้ามองแม่สามี
คุณย่าซ่งกอดลูกสะใภ้อย่างดีใจ “ในที่สุดเธอก็ยอมรับฉันแล้ว ต่อไปเธอต้องเรียกฉันอย่างนี้นะ”
หลังจากนั้นซ่งหย่วนก็รับหน้าที่แนะนำคนในครอบครัวที่เหลือ ตั้งแต่พี่สาวอย่างหลิวซินซินกับลูกชายของเธอหลิวฮ่าว ไปจนถึงน้องสาวและน้องเขยอย่างหลิวหนิงหนิงกับไฉปาซุ่น ยังมีเจ้าลูกชายตัวเล็กของพวกเขาคือไฉฮั่วอีกหนึ่งคน
คุณปู่ซ่งกับคุณย่าซ่งอุ้มเด็กน้อยไว้คนละคน และดูเหมือนเจ้าตัวเล็กทั้งสองคนจะชอบคุณทวดของพวกเขามาก แม้แต่หลิวซินซินกับหลิวหนิงหนิงที่เป็นแม่ของพวกเขามาอุ้มพวกเขากลับไป เด็กชายทั้งสองคนกลับร้องไห้เสียงดังจนคุณปู่ซ่งกับคุณย่าซ่งต้องกล่อมให้ทั้งคู่นอนหลับ แม่ของพวกเขาถึงอุ้มพวกเขาออกมาได้
“เจ้าตัวเล็กรบกวนคุณปู่คุณย่ามากเลยนะคะ” หลิวซินซินมีนิสัยเกรงอกเกรงใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเห็นลูกชายของตนเองรบกวนผู้อาวุโสทั้งสองก็ยิ่งรู้สึกเกรงใจเข้าไปใหญ่
“รบกวนอะไรกัน ฉันชอบมาก” คุณย่าซ่งบอก
“ปกติพวกเขาจะเลี้ยงง่ายมากเลยนะคะ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันเห็นลูกร้องไห้เอาแต่ใจแบบนี้” หลิวหนิงหนิงมองลูกชายแล้วส่ายหน้า “ครั้งหน้าฉันจะไม่ให้เขามารบกวนคุณย่าแล้วล่ะค่ะ”
“พวกเธอนี่นะ เป็นครอบครัวเดียวกันยังจะเกรงใจทำไม อีกอย่างมีเด็กบ้านไหนไม่ร้องไห้บ้าง” แม้จะปล่อยหลานชายคืนให้แม่ของพวกเขาแล้ว แต่คุณย่าซ่งยังเอื้อมมือไปลูบแก้มเด็กชายทั้งสองอย่างเอ็นดู “พวกเขาแสดงออกว่าชอบฉันขนาดนี้ ฉันควรจะดีใจสิไม่ว่า”
“ต่อไปฉันจะสอนให้พวกเขากตัญญูกับคุณย่าให้มากๆ นะคะ” หลิวหนิงหนิงเป็นเด็กช่างพูด หากเป็นคนอื่นมาได้ยินคงคิดว่าเธอพูดจาประจบเอาใจ แต่คนในบ้านต่างก็รู้นิสัยของเธอว่าเป็นคนที่คิดอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้น ทุกคนจึงไม่ได้ถือสากับคำพูดของเธอ
คุณย่าซ่งผ่านประสบการณ์มามากจะมองคนไม่ออกได้อย่างไร นอกจากนางจะไม่ระแวงแล้ว นางยังรักและเอ็นดูหลานสาวบุญธรรมทั้งสองคนเป็นอย่างมาก ยิ่งได้รู้ภูมิหลังว่าทั้งสองคนไม่เคยได้รับความรักจากครอบครัว พอแต่งเข้าบ้านสามียังถูกแม่สามีทรมานสารพัด นางยิ่งรู้สึกว่านางต้องปกป้องหลานสาวบุญธรรมให้ดี
คุณย่าซ่งลูบผมหลิวซินซินกับหลิวหนิงหนิง “พวกเธอเป็นเด็กดีกันจริงๆ”
“เอาล่ะ เด็กๆ เดินทางการมาไกลคงจะเหนื่อยกันแล้ว ให้พวกเขากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวเย็นนี้เราค่อยมาทานอาหารด้วยกัน” คุณปู่ซ่งบอกก่อนจะหันไปพูดกับซ่งเจ๋อ “เสี่ยวเจ๋อ พรุ่งนี้ปู่จะให้ลุงของเธอพาเธอไปรายงานตัวที่โรงเรียนใหม่ ส่วนเรื่องเรียนวิชาแพทย์แผนจีนเราค่อยมาคุยกัน”
“ครับคุณปู่” ซ่งบอกรับคำอย่างเชื่อฟัง “ผมขอตัวพาแม่กับทุกคนกลับไปพักผ่อนก่อนนะครับ”
คุณปู่ซ่งกับคุณย่าซ่งมองตามคณะลูกหลานเดินออกไปยังบ้านเล็กแล้วก็ยิ้มอย่างพอใจ ลูกหลานกลุ่มนี้ไม่มีใครโลภและเห็นแก่ตัว สิ่งที่พวกเขากังวลมาหลายวันนั้นช่างเปล่าประโยชน์จริงๆ
“แกไม่ตามไปดูแลอาสะใภ้หน่อยเหรอ” คุณปู่ซ่งถามซ่งฉือเหล่ยเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังนั่งอยู่
“ผมจะตามไปทำไมล่ะครับ” ซ่งฉือเหล่ยยิ้มให้คุณปู่ “คุณปู่รู้ไหมครับว่าวันนี้ที่สถานีรถไฟเกิดอะไรขึ้น”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง อยากเล่าอะไรก็เล่ามา” คุณปู่ซ่งบอก
“นั่นสิเสี่ยวเหล่ย เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับพวกเขา แล้วเป็นเรื่องใหญ่หรือเปล่า ปู่กับย่าต้องช่วยอะไรไหม” คุณย่าซ่งถามอย่างกังวล
“ถ้าผมกับอาหย่วนไม่ไปเจอเข้าเสียก่อน มีหวังอาสะใภ้กับทุกคนคงถูกจับไปสถานีตำรวจแล้วล่ะครับ”
“สถานีตำรวจ! ตกลงเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ แกรีบเล่ามาเร็วๆ สิ” คุณปู่ซ่งถามอย่างตกใจ
“ก็คุณลุงเจี่ยเยี่ยกับเจี่ยหลิงหรงน่ะสิครับ พวกเขาหาว่าคุณอาสะใภ้ไปเดินชนพวกเขาจนทำให้กระเป๋าที่พวกเขาซื้อมาจากเมืองนอกเป็นรอย พวกเขาจะส่งคุณอาสะใภ้ไปสถานีตำรวจแล้วยังจะให้คุณอาสะใภ้จ่ายเงินค่าเสียหายให้ด้วยนะครับ” ซงฉือเหล่ยพูดอย่างเป็นอารมณ์ “เมื่อก่อนผมคิดว่าเจี่ยหลิงหรงแค่มีนิสัยเอาแต่ใจ แต่ผมไม่คิดว่าหล่อนจะเป็นคนที่ชอบพูดจาดูถูกคนอื่นอย่างร้ายกาจขนาดนี้ ยังมีคุณลุงเจี่ยเยี่ยอีกคนที่ตามใจจนลูกสาวเสียคน ดีนะครับที่คุณปู่เจี่ยยอมให้คุณลุงเจี่ยหย่งตัดความสัมพันธ์กับคนบ้านนั้น ไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่คุณลุงเจี่ยหย่ง แม้แต่คุณอาซีซี ผมก็คงไม่กล้าไปทักทายแล้วล่ะครับ”
“ดีนะคะที่เรายกเลิกสัญญาแต่งงานของสองตระกูลไปแล้ว ไม่อย่างนั้นเราคงทำบาปกับเสี่ยวเหล่ยของเราแล้วค่ะ” คุณย่าซ่งบอก
“ใช่ไหมล่ะครับ เมื่อก่อนผมเคยบอกคุณปู่กับคุณย่าแล้วว่านอกจากครอบครัวสายรองของคุณลุงเจี่ยหย่ง ตระกูลเจี่ยที่เหลือก็ไม่มีดีสักคน โดยเฉพาะคนเจ้าปัญหาอย่างเจี่ยหลิงหรงคนนั้น” ซ่งฉือเหล่ยเมื่อได้พูดถึงเจี่ยหลิงหรง เขาก็ไม่อยากหยุดอยู่แค่นั้น ต่อให้คุณปู่กับคุณย่าจะบอกว่าเขาทำตัวไม่เป็นสุภาพบุรุษที่เอาเรื่องของผู้หญิงมาพูดลับหลัง แต่เพื่อความสุขของน้องชายกับน้องสะใภ้ ต่อให้คนจะว่าเขาเป็นผู้ชายปากมากเขาก็ไม่สน “พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเจี่ยหลิงหรงยังมีอีกนะครับคุณปู่คุณย่า”
“หล่อนทำตัวไม่เหมาะสมยังไง” คุณย่าซ่งถาม
“ทุกวันนี้หล่อนมักจะไปหาผมกับอาหย่วนที่คณะบ่อยๆ ครับ ยิ่งถ้ามีครั้งไหนที่น้องสะใภ้ไม่ได้อยู่กับเราด้วย หล่อนก็จะคอยตามติดอาหย่วนจนตอนนี้มีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าอาหย่วนนอกใจภรรยาเพื่อไปเกาะตระกูลร่ำรวยแล้วล่ะครับ” ซ่งฉือเหล่ยบอก
“ไร้สาระ! หลานชายของฉันเป็นคนแบบนั้นที่ไหนกัน” คุณย่าซ่งพูดขึ้นอย่างโมโห
“ผมก็ว่ามันไร้สาระมากเลยล่ะครับ แต่ยังไงก็เถอะ แม้ว่าผมกับอาหย่วนจะไม่สนใจคำนินทาพวกนี้ แล้วน้องสะใภ้ก็บอกกับเราว่าเธอไม่คิดมาก แต่ใครจะไปรู้ว่าในใจลึกๆ แล้วน้องสะใภ้จะคิดอะไรอยู่จริงไหมครับ” ซ่งฉือเหล่ยพูดด้วยท่าทางจริงจัง “คุณปู่กับคุณย่าไม่ลองไปพูดกับตระกูลเจี่ยอีกครั้งล่ะครับว่าอย่าให้เจี่ยหลิงหรงมารบกวนเราอีก ไม่อย่างนั้นผมคิดว่าอีกไม่นานอาหย่วนกับน้องสะใภ้ต้องมีปัญหากันจริงๆ แล้ว”
“ตอนนี้พี่ใหญ่เจี่ยแยกตัวออกไปอยู่บ้านสวนแล้ว มีเพียงคุณย่าเจี่ยที่ดูแลบ้านหลังใหญ่” คุณย่าซ่งถอนหายใจ “เสี่ยวเหล่ย แกลองคิดดูสิว่าคนนิสัยเอาแต่ใจอย่างคุณย่าเจี่ยแม้แต่สามีของหล่อนยังควบคุมไม่ได้ อีกอย่างคุณย่าเจี่ยก็รักหลานสาวมากขนาดนั้น แกคิดว่าต่อให้ย่าไปพูดเรื่องนี้ด้วยตัวเองแล้วหล่อนจะยอมฟังเหรอ ไม่แน่คนที่ชอบดูถูกคนชนบทพวกนั้นอาจมาบังคับให้ลี่ลี่หย่ากับเสี่ยวหย่วนเพื่อจะให้เสี่ยวหย่วนหันไปแต่งงานกับเจี่ยหลิงหรงก็ได้ ย่าว่าเราปล่อยเรื่องนี้ไปก่อนแล้วบอกให้เสี่ยวหย่วนระวังตัวจากผู้หญิงคนนั้นให้ดี หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นเราค่อยหาทางแก้ทีหลัง”
“พวกเขาจะกล้าทำเรื่องผิดศีลธรรมขนาดนั้นเลยเหรอครับ บอกให้สามีภรรยาเขาหย่ากันก็ยังจะทำได้เหรอ” ซ่งฉือเหล่ยถามอย่างไม่อยากเชื่อ
“แกคิดว่าทำไมภรรยาทั้งสองคนของเจี่ยเยี่ยถึงจากไปเร็วกันล่ะ” คุณย่าซ่งโบกมือ “ฉันไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว”
“คุณปู่ครับ ที่คุณย่าพูดหมายความว่ายังไงเหรอครับ” ซ่งฉือเหล่ยหันไปถามคุณปู่ซ่ง
“มันเป็นเรื่องของคนอื่น แกอย่ารู้เลย” คุณปู่ซ่งบอก “เรื่องของเสี่ยวหย่วนกับลี่ลี่ แกเป็นพี่ก็ดูแลน้องให้ดี หากที่มหาวิทยาลัยเกิดเรื่องอะไรให้แกรีบไปบอกพ่อของแก ส่วนเรื่องที่ลูกสะใภ้ของฉันกับเสี่ยวเจ๋อได้รับความอับอายในวันนี้ ฉันจะจัดการเอง”
“คุณปู่หมายความว่าคุณปู่มีวิธีจัดการกับคุณลุงเจี่ยเยี่ยกับเจี่ยหลิงหรงแล้วใช่ไหมครับ” ซ่งฉือเหล่ยยิ้ม เขาพอจะรู้ว่าคุณปู่ของเขามีเส้นสายอยู่ในหลายวงการ ลำพังแค่เจ้าหน้าที่ตำแหน่งเล็กๆ ในกรมโยธาอย่างเจี่ยเยี่ย คุณปู่ของเขาจะจัดการไม่ได้เลยหรือ
“ไม่เรียกว่าจัดการ แค่จะสั่งสอนให้เขารู้จักทำตัวสงบเสงี่ยมเสียหน่อย” คุณปู่ซ่งบอก
หลังจากนั้นอีกสามวัน เจี่ยเยี่ยก็ถูกหัวหน้าเรียกพบ
“เจี่ยเยี่ย! คุณอ่านรายงานฉบับนี้แล้วอธิบายมาให้ฉันฟังที” หัวหน้าหวังโยนกระดาษปึกหนึ่งให้เจี่ยเยี่ย
เจี่ยเยี่ยรับเอกสารมาอ่านอย่างประหม่า ก่อนที่เขาจะเผลอทิ้งเอกสารในมือแม้ว่าจะอ่านเอกสารพวกนั้นยังไม่จบ “ไม่...ไม่นะครับหัวหน้า ผม...ผมไม่ได้ทุจริตในหน้าที่จริงๆ ครับ”
“ไม่ได้ทุจริตแล้วทำไมถึงมีหนังสือร้องเรียนส่งมา อีกอย่างเอกสารพวกนี้ผ่านมาตรวจสอบมาแล้วและพบว่าคุณทุจริตจริง เห็นแก่ชื่อเสียงของคุณพ่อของคุณที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมามากมาย คุณไปหาเงินมาชดใช้คืนให้หน่วยงานจากนั้นก็ลาออกไปเงียบๆ” หัวหน้าหวังเห็นสีหน้าไม่ยินยอม เขาจึงกล่าวเตือน “ความจริงเรื่องนี้นอกจากจะไล่นายออกได้แล้ว นายยังจะถูกส่งตัวไปรับโทษที่ด่านแรงงานอย่างน้อยก็ห้าปี บทลงโทษที่ฉันบอกไปก่อนหน้านี้นับว่าใจดีกับนายมากแล้ว”
“แต่ผมไม่ได้ทำ...” เจี่ยเยี่ยพูดอย่างไม่เต็มเสียงนัก
“มีเจ้าหน้าที่ถึงสองกลุ่มที่เดินทางไปตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าคุณบอกว่าคุณไม่ได้ทำ ถ้าอย่างนั้นคุณก็เอาหลักฐานมาแสดงให้ผมเห็น บางทีผมอาจจะช่วยคุณจากเรื่องนี้ได้” หัวหน้าหวังมองเจี่ยเยี่ยด้วยความผิดหวัง นอกเหนือจากความสัมพันธ์ในที่ทำงาน หัวหน้าหวังก็เปรียบเสมือนญาติของตระกูลเจี่ย “ฉันเคยทำงานกับคุณพ่อของนายมาก่อนทำให้ฉันคาดหวังในตัวนายไว้มากว่าเมื่อฉันเกษียณ ฉันจะให้นายขึ้นมาแทนที่ในตำแหน่งของฉัน แต่ฉันไม่คิดว่านายกับคุณพ่อของนายจะมีวิธีการทำงานที่แตกต่างกันมากขนาดนี้ เจี่ยเยี่ย...อย่าหาว่าอาคนนี้พูดมากเลยนะ ถ้าขืนแกยังทำตัวไม่ได้เรื่องอยู่อย่างนี้ สักวันตระกูลเจี่ยจะเหลือแค่ชื่อเสียงที่ไม่น่าจดจำ”
เจี่ยเยี่ยรู้สึกโกรธหัวหน้าหวังเป็นทุนเดิมอยู่แล้วที่ไม่ช่วยออกหน้าจนหน่วยงานมีหนังสือแจ้งความผิดส่งมาให้เขา แล้วตอนนี้ยังจะมาเตือนอะไรอีก “คุณอาหวัง เมื่อก่อนตอนที่คุณพ่อของผมยังมีอำนาจ คุณอาก็ได้รับความช่วยเหลือหลายๆ อย่างจากเรา แต่ครั้งนี้คุณอาบอกให้ผมลาออกโดยไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาช่วย ถ้าคุณพ่อของผมรู้ คุณพ่อคงซึ้งใจกับความช่วยเหลือของคุณอามากเลยนะครับ”
“ความผิดในข้อหาทุจริตอย่างเบาคือไล่ออก แต่โทษสถานหนักถ้าไม่ถูกส่งไปใช้แรงงานตลอดชีวิตก็คือการยิงเป้าต่อหน้าฝูงชน แต่ฉันแค่ให้แกเขียนหนังสือลาออกและหาเงินที่ทุจริตไปมาชดใช้คืน ฉันทำถึงขนาดนี้แล้วแกยังจะหาว่าฉันไม่ช่วยแกอีกเหรอ! ช่างเป็นคนที่ไม่รู้บุญคุณคนจริงๆ” หัวหน้าหวังพูดขึ้นอย่างโมโห
“ถ้าอย่างนั้นผมต้องขอบคุณคุณอาสินะครับ” เจี่ยเยี่ยยิ้มมุมปากก่อนจะเดินออกจากห้องไป “ผมจะเอาเรื่องดีๆ ของคุณอาไปปรึกษากับคุณพ่ออย่างแน่นอน”
“นายมันกู่ไม่กลับแล้วจริงๆ” หัวหน้าหวังส่ายหน้าอย่างจนใจ