ช่วงพักกลางวัน เหล่าผู้คุมก็แจกจ่ายขนมปังสีดำแม้ว่ารสชาติของมันแย่ลงเรื่อยๆ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกที่จะกิน ทว่าครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋เป็นคนส่วนน้อย
โจวเซินอี้นำขนมเนื้อแห้ง และผลไม้แช่อิ่มจำนวนมากออกมาจากรถม้า อาหารทั้งหมดดูน่ากินมาก แม้แต่ผู้คุมยังต้องกลืนน้ำลายเมื่อเห็น
ถึงแม้จะหิวโหยมาหลายวัน ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังคงรักษาภาพลักษณ์ของตนเองเอาไว้ได้
ส่วนหลินเฉิงคุนไม่อาจควบคุมตนเองได้เลยเขาคว้าอาหารเหล่านั้นเข้าปาก กินมูมมามราวกับปีศาจที่หิวโหยกลับชาติมาเกิด
ฮูหยินผู้เฒ่าจ้องบุตรชายด้วยความรังเกียจทว่าเมื่อมองไปทางโจวเซินอี้ก็เปลี่ยนเป็นใบหน้ายิ้มแย้มมีเมตตา
ระหว่างสนทนากัน นางได้สอบถามภูมิหลังครอบครัวของโจวเซินอี้เรียบร้อยแล้วและนางก็รู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก หากเป็นในอดีตนางย่อมไม่ชายตามองครอบครัวคหบดีเช่นนี้แน่แต่สถานการณ์ในตอนนี้แตกต่างออกไป สกุลโจวร่ำรวย และโจวเซินอี้ก็มีชื่อเสียงในฐานะหมอเทวดาอีกไม่ว่าจะเป็นภูมิหลังครอบครัวหรือชื่อเสียงล้วนอยู่เหนือกว่าสถานการณ์ในปัจจุบันของครอบครัวนางหากหลินเสวี่ยหลานแต่งให้โจวเซินอี้ได้ย่อมต้องกดหัวบุตรสาวจากสกุลรองได้อย่างแน่นอน
เมื่อถึงเวลานั้นดูสิว่านางเด็กน่าตายนั่นจะอวดดีอย่างไร!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ความอยากอาหารของฮูหยินผู้เฒ่าก็เพิ่มขึ้น นางกับหลินเฉิงคุนกินอาหารที่โจวเซินอี้มอบให้จนเกือบหมดโดยไม่รู้ตัว นี่ทำให้โจวเซินอี้มีท่าทีกระอักกระอ่วนเล็กน้อยเพราะกลัวว่าตนเองจะนำอาหารมาน้อยเกินไปจนทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าเขาตระหนี่ถี่เหนียว
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่ากับหลินเฉิงคุนกินอิ่มแล้วหลินเสวี่ยหลานก็มอบอาหารที่เหลืออยู่ให้เว่ยหงเอ๋อร์กับหลินเซิ่งจิ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยดวงตาแดงเรื่อ“มารดาข้าเพิ่งเสียชีวิต ศพยังรักษาไว้ไม่ได้ ข้าที่เป็นบุตรสาวควรจะร่ำไห้เพื่อแสดงความกตัญญูต่อนางแต่การเดินทางไปชายแดนเหนือยากลำบาก ครอบครัวของเราต้องมีนายหญิงมิสู้ท่านพ่อให้อนุรองขึ้นมาเป็นนายหญิงเถิดเจ้าค่ะ”
ขณะที่พูดนางก็เช็ดน้ำตาด้วยท่าทีเศร้าโศก
เมื่อเห็นนางร้องไห้โจวเซินอี้ก็อยากปลอบจึงรีบเอ่ยถาม “มารดาของแม่นางหลินเสียชีวิตได้อย่างไร? หากแม่นางพบข้าเร็วกว่านี้ บางทีอาจรักษาชีวิตของฮูหยินเอาไว้ได้”
“มารดานางไม่ได้ป่วยตาย”ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ทว่าถูกคนทำร้ายจนตาย”
โจวเซินอี้โกรธเคืองขึ้นมาทันที“ผู้ใดหาญกล้าถึงเพียงนี้?”
ฮูหยินผู้เฒ่าเผยสีหน้าเศร้าสร้อยก่อนจะมองไปทางรถม้าของหลินเสวี่ยจู๋
เมื่อเห็นโจวเซินอี้มองตามสายตาของนางไปฮูหยินผู้เฒ่าก็ส่งสายตาให้หลินเสวี่ยหลาน ต่างคนต่างเข้าใจทันที
เว่ยหงเอ๋อร์มองอยู่ด้านข้างด้วยสายตาเย็นตาลอบยิ้มหยัน
ละครฉากนี้เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมารดาผู้มีเมตตากับบุตรสาวยอดกตัญญูหากนางไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ย่อมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจกับสองย่าหลานคู่นี้ตามไปด้วย
โจวเซินอี้เอ่ย“สตรีที่นั่งอยู่ในรถม้าคันนั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับแม่นางหลินหรือ?”
“นางคือบุตรสาวของท่านอาจากสกุลรองนับเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้าเจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยหลานตอบ
โจวเซินอี้มีท่าทางเข้าใจก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงมาดร้าย “คนสกุลรองส่วนใหญ่มีเจตนาไม่ดีไม่แปลกใจเลยที่สตรีผู้นั้นดูขี้ขลาดและไม่ได้เรื่อง”
เขาเอ่ยเช่นนี้โดยไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของเว่ยหงเอ๋อร์กับหลินเซิ่งจิ่งเลยอันที่จริงเขาไม่ได้สนใจสองคนนั้นด้วยซ้ำ
เนื่องจากเขามาจากสกุลหลักเขาจึงมองว่าพี่น้องสกุลรองล้วนไม่ได้เรื่อง
เห็นได้ชัดว่าฮูหยินผู้เฒ่าพึงพอใจกับคำตอบของเขาเป็นอย่างยิ่ง
นางกล่าวเสริม “บางเรื่องอาจพูดไม่ได้ในตอนนี้รอให้ตั้งค่ายพักแรมตอนกลางคืนก่อน ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟังอีกที”
“ขอรับ”โจวเซินอี้พยักหน้าตอบ
เรื่องที่เกี่ยวกับแม่นางหลินแม้ว่าจะมีรายละเอียดมากเพียงใด เขาล้วนอยากฟังทั้งสิ้น ผู้ใดให้แม่นางหลินเป็นสตรีที่ดีงามที่สุดในโลกนี้กันเล่า?
ส่วนหลินเสวี่ยจู๋ตอนนี้กำลังเกาะหน้าต่างรถม้ามองไปด้านนอกอย่างร้อนใจยิ่งเดินทางลึกเข้าไปในภูเขามากเท่าไร ทรัพยากรก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น นางอยากออกไปเก็บเหลือเกินแต่กลับออกไปไม่ได้ ทำได้เพียงเก็บสิ่งที่อยู่ในระยะห้าเมตรเท่านั้น
กว่าจะอดทนผ่านชั่วบ่ายไปได้...
ตกเย็นขบวนเนรเทศได้ตั้งค่ายพักแรมในพื้นที่ราบบนภูเขา
ทันทีที่หลินเสวี่ยอีถูกประคองลงจากรถหลินเสวี่ยจู๋ก็วิ่งออกไปนอกรถม้าอย่างรวดเร็ว เมื่อหลินอวี่เซวียนตื่นขึ้นมาและพบว่าพี่หญิงหายไปก็รู้สึกเศร้าโศกอย่างยิ่ง
ผู้คนไม่ค่อยออกมาหาของกินกันเพราะมีผักและผลไม้ป่าที่ขึ้นในภูเขาลึกไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่คนสามารถกินได้
หลินเสวี่ยจู๋ไม่เพียงพบผักป่าเช่น ใบงา โกฐจุฬาลัมพา ผักโขมฝรั่ง กูดเกี๊ยะ ผักโขม ดอกฉัตรทอง และดอกไม้จีนเท่านั้นยังพบไม้ผลด้วย เช่น ผลมันฮ่อ ผลซิ่งภูเขา หลานเหมย[1]ป่า มะเดื่อ และองุ่นภูเขา
นางเก็บอย่างรวดเร็ว โดยใช้วิธีเคลื่อนย้ายต้นไม้ทั้งหมดเข้าไปในมิติแล้วค่อยเลือกสิ่งที่อยากกินมาใส่ในตะกร้า
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามนางก็มีอาหารเต็มตะกร้าขณะเตรียมที่จะกลับไปยังค่ายพักแรม เดินไปได้ครึ่งทางนางก็ได้กลิ่นหอมหวาน ขาจึงขยับไปยังทิศทางของกลิ่นนั้นโดยไม่รู้ตัว
กลิ่นมาจากต้นไหวที่สูงใหญ่ต้นหนึ่งดอกไหวสีขาวขึ้นอยู่เต็มกิ่ง ฝูงผึ้งบินรอบต้นไหว เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยอาหารของมัน
สายตาของหลินเสวี่ยจู๋มองไปโดยรอบในที่สุดก็พบรังผึ้งขนาดใหญ่ นางต้องการน้ำผึ้ง แต่ไม่ต้องการผึ้งความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของนาง นางก้าวถอยหลังอย่างเงียบงัน โดยรักษาระยะห่างจากรังผึ้งห้าเมตรจากนั้นก็ใช้ความคิดเก็บรังผึ้งเข้ามาในมิติ
ทำให้ฝูงผึ้งถูกไล่ออกจากบ้านทันทีเมื่อพบว่าบ้านของตนเองหายไปอย่างกะทันหันก็เกิดความโกลาหลขึ้น
หลินเสวี่ยจู๋หมุนตัววิ่งกลับค่ายพักแรมก่อนที่ผึ้งจะพบตัวนางในใจนึกชมเชยว่าคุณสมบัติของมิตินั้นดียิ่งนัก สามารถเคลื่อนย้ายได้เฉพาะสิ่งที่นางเลือกเท่านั้น
เวลานี้กองไฟได้ถูกจุดขึ้นแล้ว
แม่นมหม่า สามพี่น้องสกุลหูชุ่ยเอ๋อร์ และกู้เจินเหนียงกำลังเสียบเครื่องในหมูป่าเข้ากับแท่งไม้ไผ่ตามคำสั่งของหลินเสวี่ยจู๋เมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋เดินมา ชุ่ยเอ๋อร์ก็ยื่นมือมารับตะกร้าของนางแล้วพากู้เจินเหนียงไปล้างผัก
หลินอวี่เซวียนกอดต้นขาของหลินเสวี่ยจู๋เอาไว้ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีโมโห “พี่หญิงไปไหนมาหรือขอรับ? เหตุใดถึงไม่พาข้าไปด้วย?”
หลินเสวี่ยจู๋เห็นใบหน้ายับย่นของเด็กน้อยก็รู้สึกผิดทันทีเมื่อครู่นางรีบเกินไปจนลืมน้องชายตัวน้อยไว้บนรถม้า ทำให้เด็กที่ยังเล็กถึงเพียงนี้รู้สึกผิดหวังที่ตนเองถูกผู้ใหญ่ละเลยนับว่านางทำบาปแล้วจริงๆ
นางรีบนำห่อใบไม้ออกมากางตรงหน้าของเด็กน้อย
“นี่คือดอกไม้ที่พี่หญิงเก็บมาหรือขอรับ?” หลินอวี่เซวียนถาม
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้า ก่อนจะหยิบดอกไม้ดอกหนึ่งใส่ปากหลินอวี่เซวียน“ดูดสิ หวานนะ”
หลินอวี่เซวียนทำปากยู่ทว่าทันทีที่ลองดูดก็ยิ้มร่าออกมาทันที “เป็นน้ำหวาน”
ท่าทางเฉลียวฉลาดของเด็กน้อยทำให้หลินเสวี่ยจู๋เบิกบานใจนางจึงมอบห่อใบไม้ให้เขาเป็นของขวัญ ผลลัพธ์คือ หลินอวี่เซวียนที่ได้รับการสั่งสอนเรื่องการแบ่งปันความสุขและความเศร้าระหว่างถูกเนรเทศก็ทำตัวราวกับผีเสื้อดอกไม้เขาแบ่งปันน้ำหวานให้กับทุกคนในครอบครัว แม้แต่สามพี่น้องสกุลหูก็ยังได้รับน้ำหวานชายฉกรรจ์ทั้งสามมีสีหน้าซาบซึ้งยิ่งนัก
หลังจากแบ่งให้ทุกคนในครอบครัวแล้วหลินอวี่เซวียนก็ใช้ขาที่สั้นและป้อมของตนเองปีนขึ้นไปบนรถม้าและเพลิดเพลินกับน้ำหวานที่เหลืออยู่เพียงลำพัง
ตอนนั้นเอง หลินเฉิงเหยาก็หยิบห่อใบไม้ออกมาจากตะกร้าแล้วกางให้หลินเสวี่ยจู๋ดูด้วยท่าทีราวกับค้นพบสมบัติล้ำค่า
“หลานสาวข้ากับอาสะใภ้ของเจ้าเก็บดอกมะลิมา หากเอาไปแช่น้ำดื่มจะทำให้น้ำนั้นหอมยิ่งนัก”
.............................
[1] หลานเหมยหมายถึง บลูเบอร์รี