ภายในห้องของอูหลินเฟิงหมอฟู่ หมอประจำตระกูลได้เข้ามาตรวจร่างกายของอูหลินเฟิง
“อืมร่างกายของคุณชายใหญ่ ตอนนี้ไม่มีปัญหาแล้ว สามารถฝึกยุทธ์ได้เพียงแต่ว่ากล้ามเนื้อของคุณชาย ไม่เคยได้ออกกำลังมาก่อน่แรกอาจจะมีอาการาเ็ได้ ข้าจะคอยจัดเตรียมยาไว้ให้”หมอฟู่บอกหลังจากตรวจร่างกายของอูหลินเฟิงเรียบร้อยแล้ว
ร่างกายของคุณชายใหญ่ที่ป่วยแทบทั้งปีกลับหายดีอย่างอัศจรรย์แทบไม่เหมือนคนที่เคยนอนในห้องทั้งมาตลอด แม้ว่ากล้ามเนื้อจะอ่อนแอกว่าคนทั่วไปแต่ก็แข็งแรงมากสำหรับคนป่วยแข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนที่เขามาตรวจครั้งล่าสุดเสียด้วยซ้ำ
“ขอบคุณท่านมากท่านหมอฟู่” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมประสานมือเคารพหมอฟู่หมอที่คอยรักษาเขาอยู่ตลอดั้แ่เขาอายุเพียงไม่กี่ปี
“ไม่เป็ไรๆยินดีกับท่านด้วย ที่หลังจากนี้จะสามารถทำหลายอย่างได้ตามใจ” หมอฟู่กล่าวเขาที่เป็หมอประจำตระกูลอู และหมอประจำตัวของอูหลินเฟิง รู้ดีว่าความฝันจริงๆของอูหลินเฟิงคือการออกไปท่องเที่ยว ด้วยร่างกายที่เจ็บป่วยตลอดเวลาแบบในอดีตจึงไม่สามารถทำได้ เมื่อตรวจเสร็จหมอฟู่จึงเดินออกไปอย่างอารมณ์ดี
หลังจากที่หมอฟู่ออกจากห้องจนลับสายตาอูหลินเฟิงก็ได้เข้าไปยังห้องฝึกยุทธ์
“ท่านลุงเจี้ยน”อูหลินเฟิงเคารพคนที่มารอที่ห้องฝึก
“ข้าจะรับหน้าที่ในการสอนให้กับท่านเองคุณชายใหญ่” เจี้ยนฝูกล่าว สร้างความแปลกใจให้แก่อูหลินเฟิงอย่างยิ่ง
ในตระกูลอูมีคนที่แข็งแกร่งที่สุดสามคนคือผู้ใช้ปราณระดับเจ็ดหรือชนชั้นจอมยุทธ์ ซึ่งเจี้ยนฝูที่เป็หัวหน้าองครักษ์ของตระกูลอูก็คือหนึ่งในสามจอมยุทธ์ของตระกูลอูแต่ว่าคนที่แข็งแกร่งขนาดนี้กลับมาฝึกให้เขาด้วยตนเอง
“ขอฝากด้วยขอรับ”แม้จะแปลกใจแต่อูหลินเฟิงก็ตอบรับอย่างรวดเร็วได้คนที่แข็งแกร่งขนาดนี้มาสอนย่อมดีกับเขาอยู่แล้ว
“ก่อนอื่นข้าขอถามเพื่อความแน่ใจอีกรอบท่านไม่อาจใช้ปราณธาตุได้ เนื่องจากอุบัติเหตุตอนท่านเกิด...ท่านรู้เื่ความสำคัญของปราณธาตุใช่หรือไม่” เจี้ยนฟูถามแม้ว่าอูไต้หรงผู้เป็ประมุขจะคอยดูแล อูหลินเฟิงเป็อย่างดีแต่ว่าหลังจากนี้อูหลินเฟิงจะต้องออกไปสู่โลกแห่งจอมยุทธ์ที่เื่ธาตุของผู้ฝึกยุทธ์จะกลายเป็สิ่งสำคัญ
“ลมปราณคือพลังภายในของคนเราที่ถูกกำหนดโดยวิธีการหายใจ และพลังลมปราณยังสามารถที่จะแปลงเป็พลังงานธาตุต่างๆโดยปกติแล้วปราณธาตุมีสี่ธาตุหลัก คือ ไฟ ลม ดิน และน้ำนอกนั้นก็ยังมีธาตุหายากคือธาตุที่มีต้นกำเนิดจากสี่ธาตุหลักแต่กลับเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น น้ำแข็ง แสง มืด เหล็ก ทองส่วนตระกูลอูของเรา ก็ใช้ปราณอัสนีได้แถมยังเป็ปราณอัสนีโบราณอย่างปราณอันสีม่วงที่เป็ปราณอัสนีที่เกิดจากประสานอันผิดแปลก ระหว่างปราณอัสนีและปราณมืด
ปราณแต่ละธาตุสามารถสร้างสรรค์รูปแบบต่างๆออกไปได้ไม่สิ้นสุด แต่ขณะเดียวกันปราณแต่ละธาตุก็มีธาตุที่แพ้และชนะต่างกันออกไปเช่น น้ำชนะไฟ ไฟชนะลม ลมชนะดิน ดินชนะน้ำ
แต่ปราณของข้าคือปราณไร้ธาตุเป็ปราณที่ไม่สามารถสำแดงพลังของธาตุออกมาได้เลยทำให้ไม่สามารถฝึกวิชาเฉพาะธาตุได้ เป็ลมปราณที่ยากจะฝึกถึงระดับสูงได้เพราะทักษะเฉพาะของปราณไร้ธาตุ และทรัพยากรสำหรับการบ่มเพาะนั้นแทบจะไม่มีเลยโดยปกติหากพบว่าปราณของตนเองเป็มีปราณไร้ธาตุ คนส่วนมาจะล้มเลิกการฝึกยุทธ์ทันทีแต่ว่าข้าดื้อดึง...ไม่ว่าอย่างไรก็ข้าก็จะฝึกยุทธ์ให้ได้”อูหลินเฟิงกล่าวทุกอย่างออกมาอย่างชัดเจน แถมยังรู้ตัวเื่ปราณไร้ธาตุของตัวเองอีกทำให้เจี้ยนฝูไม่สามารถปฏิเสธการสอนได้อีก
“เฮ้อถ้าเช่นนั้นก็หันหลังมาให้ข้า ข้าจะส่งลมปราณเข้าไปในตัวของท่านหลังจากนั้นให้ท่านพยายาม เดินลมปราณตามข้าให้ได้”
“ได้มาเริ่มกันเลย” อูหลินเฟิงบอกพร้อมหันหลังให้กับคนอายุมากกว่า
เจี้ยนฝูใช้ทั้งสองมือวางลงบนหลังของอูหลินเฟิงจากนั้นค่อยๆ ส่งลมปราณของตนเองเข้าสู่ร่างกายของอูหลินเฟิง
ในโลกแห่งลมปราณเกือบทุกคนจะมีลมปราณั้แ่เกิด หากว่าไม่ฝึกฝนั้แ่เด็กลมปราณที่มีมาแต่เกิดจะค่อยๆ ฝืดเคือง และไม่สามารถใช้ได้หรือนำออกมาใช้ได้ยากอายุที่เหมาะสำหรับการฝึกคือ ั้แ่หกหรือเจ็ดขวบแต่อูหลินเฟิงกับเลยอายุที่เหมาะสมมาแล้ว
‘ลมปราณของคุณชายใหญ่ไหลลื่นมาก ไม่เหมือนลมปราณของคนอายุสิบหก ที่ไม่เคยฝึกลมปราณมาก่อนเลย’
เจี้ยนฝูคิดในใจในตอนที่เดินลมปราณครบหนึ่งรอบ จู่ ๆลมปราณที่ร่างกายของอูหลินเฟิงก็ไหลเร็วขั้นและรุนแรงมากขึ้น
“นี่มัน!!!”ทันทีที่ััได้ถึงความเปลี่ยนแปลง เจี้ยนฝูก็ชักมือออกทันทีลมปราณภายในร่างกายของอูหลินเฟิงหลังเป็อิสระจากการนำของเจี้ยนฝูลมปราณก็ไหลอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
‘นี่มันสัญญาณการเลื่อนขั้นโดยปกติหากเริ่มโคจรลมปราณได้ ก็จะเข้าสู่ระดับที่หนึ่งขั้นต้นแต่หากมีสัญญาณการเลื่อนขึ้น หรือว่าจะเข้าสู้ระดับหนึ่งขั้นกลางทันทีเลยงั้นหรือ’
เจี้ยนฝูคิดในใจแต่ลมปราณในร่างกายของอูหลินเฟิงยังคงส่งคลื่นพลังที่รุนแรงออกมาเรื่อยๆและยังคงรุนแรงขึ้นไปอีก เมื่อผ่านไปราวๆ สิบห้านาทีกระแสลมปราณที่รุนแรงก็สงบลงอูหลินเฟิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมากระแสพลังที่ไหลออกจากร่างกายกลับไม่ใช่ระดับหนึ่งขั้นกลางอย่างที่ควรจะเป็แต่กลับเป็ระดับสามขั้นต้นแทน ดวงตาของเจี้ยนฟูเบิกกว้างด้วยความใไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตนเองได้เห็น
“ท่านเป็อย่างไรบ้างคุณชายใหญ่”
“ดีดีมาก ร่างกายของข้ารู้สึกเบาอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน”อูหลินเฟิงสำรวจร่างกายของตนเองลองะโไปมาก็พบว่าร่างกายของตนเองเปลี่ยนเองไปอย่างเห็นได้ชัดทั้งเบาขึ้นและมีแรงมากขึ้น
‘นี่มันอัจฉริยะชัดๆ ขนาดคุณชายรองยังเทียบไม่ติด’
โดยปกติการจะฝึกฝนจากระดับหนึ่งถึงระดับสามจะใช้เวลาโดยประมาณคือสี่ปีนั้นก็คือหากเริ่มฝึกั้แ่อายุเจ็ดปี ต้องมีอายุราวๆสิบเอ็ดปีถึงจะมีพลังระดับสามได้ ถึงที่ขนาดที่อูหมินจิง น้องชายของอูหลินเฟิงอายุเพียงสิบสองปีก็สามารถไปถึงระดับสี่ขั้นกลางได้ ก็ถือว่าเป็อัจฉริยะแห่งเมืองล่องเมฆาแล้วแต่ว่าเพียงสิบห้านาทีอูหลินเฟิงก็มีลมปราณถึงระดับสามขั้นต้นแล้ว
“ขอแสดงความยินดีด้วยคุณชายเพียงแค่การเดิมลมปราณครั้งแรกก็สามารถบรรลุระดับสามได้ทันที”เจี้ยนฝูกล่าวแสดงความยินดี
“ขอบคุณท่านลุงเจี้ยนที่ชี้แนะแต่ว่าเื่นี้ขอให้ท่านเก็บเป็ความลับได้หรือไม่ หากจะบอกก็บอกแค่ท่านพ่อก็พอ”อูหลินเฟิงกล่าว เขายังไม่อยากให้เื่ของตนมีคนรับรู้มากนัก
“ได้ข้ารับปาก” เจี้ยนฟูเข้าใจความ้าของอูหลินเฟิงทันทีอดไม่ได้ที่จะชื่นชมความคิดของอูหลินเฟิงหากว่าคนคนนี้กลายเป็อัจฉริยะอีกคนของตระกูลอู แม้ว่าจะดูเหมือนจะเป็เื่ที่ดีแต่นั่นก็อาจทำให้ศัตรูของตระกูลอูจ้องเล่นงานได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน
“ท่านลุงเจี้ยนพอจะมีวิชาสำหรับการเก็บซ่อนพลังหรือไม่ข้า้าที่จะปกปิดพลังของตัวเองเอาไว้ก่อน”
“ตัวของข้าไม่ถนัดวิชาพวกปกปิดหรือสะกดพลังแต่ว่าในหอคัมภีร์ตระกูลอูต้องมีแน่นอนขอรับ แต่ว่าการจะไปที่นั่น...เื่ที่ตัวท่านมีพลังปราณระดับสามต้องมีคนรู้เยอะแน่ ช่วยรอข้าอยู่ที่นี่ก่อนข้าจะไปนำมาให้ท่านเอง” เจี้ยนฝูกล่าว
“ได้ข้าจะรออยู่ที่นี่”
“ระหว่างที่ท่านรอนี่คือคัมภีร์กระบี่ต่างๆ ที่ข้านำมาด้วย ท่านลองศึกษาดูก่อนระหว่างรอข้ากลับมา”เจี้ยนฝูยื่นคัมภีร์ที่ได้นำติดตัวมา ก่อนจะออกไปจากห้องฝึก
“คัมภีร์กระบี่พื้นฐาน/ คัมภีร์กระบี่ระดับต่ำ เพลงกระบี่ฟาดฟัน / คัมภีร์กระบี่ระดับต่ำ กระบี่ตัดวายุ”อูหลินเฟิงได้เริ่มอ่านคัมภีร์กระบี่พื้นฐานไปเรื่อยๆเนื่องจากการรวมกันของิญญาทั้งสาม พลังจิตที่พัฒนาขึ้นทำให้เขาสามารถอ่านทุกอย่างและจดจำได้ภายในรอบเดียว
..
หลังจากนั้นผ่านไปประมาณสามสิบนาที
เจี้ยนฝูได้กลับเข้ามาภายในห้องฝึกแต่ก็มีคนอื่นตามมาด้วยนั้นคือ อูไต้หรง
“ท่านพ่อท่านมาได้อย่างไร”อูหลินเฟิงถามขึ้นด้วยความแปลกใจที่พ่อของตนมาในห้องฝึก
“ข้าก็แค่มาดูเ้าเจี้ยนฟูได้บอกข้าแล้วถึงเื่ระดับพลังของเ้า ตอนแรกข้าก็ไม่อยากเชื่อแต่พอมาเจอด้วยตนเองแล้ว พลังที่ออกมาจากร่างของเ้าเป็ลมปราณระดับสามจริงๆลูกชายของข้าเป็อัจฉริยะจริงๆ” อูไต้หรงพูด ขณะที่เขาพูดก็ยิ้มไปด้วยใครมองก็ต้องดูออกว่าดีใจแค่ไหน
“ขอบคุณท่านพ่อที่ชมแต่ว่าในตอนนี้ข้า้าวิชาที่จะสามารถซ่อนพลังของข้าได้” อูหลินเฟิงไม่รอช้าบอกความ้าของตนเองทันที
“เจี้ยนฟูก็ได้บอกความ้าของเ้าแล้วข้าได้นำมันมาด้วย…แต่ว่าวิชานี้เป็วิชาประจำตระกูลของเราเป็วิชาลมปราณระดับกลางค่อนสูง มีความยากในการฝึกอย่างมากแล้วยังเป็วิชาที่เอาไว้สำหรับการซ่อนลมปราณอัสนีโดยเฉพาะ….เ้าอาจไม่สามารถฝึกวิชานี้ได้คงทำได้เพียงนำวิชานี้เป็แนวทางเพื่อหาวิชาสำหรับการซ่อนพลังสำหรับปราณไร้ธาตุของเ้า” อูไต้หรงกล่าว
“เช่นนั้นข้าสามารถศึกษาดูก่อนได้หรือไม่ท่านพ่อ”ทันทีที่พูดจบ อูไต้หรงก็ยื่นคัมภีร์มาให้อูหลินเฟิง ซึ่งมันมีชื่อว่าคัมภีร์อัสนีซ่อนเงา พร้อมกับแหวนหนึ่งวงให้
“ขอบคุณท่านพ่อแต่แหวนวงนี้คือ??”
“แหวนวงนี้เป็แหวนลมปราณที่มีพลังในการจำกัดพลัง เมื่อสวมใส่เ้าจะโดนกดพลังลงสองระดับเ้าสามารถที่จะซ่อนพลังแท้จริงของเ้าได้ผ่านแหวนวงนี้” อูไต้หรงมอบให้เพราะเขารู้ว่าอูหลินเฟิงอาจไม่สามารถฝึกฝนวิชานี้ได้ จึงมอบแหวนเพื่อเป็ตัวช่วย
“ขอบคุณท่านพ่อเป็ท่านพ่อที่รอบคอบเสมอ”
“ข้าเองก็มีงานที่ค้างไว้เ้าก็ฝึกต่อไป แต่ว่าอย่าได้หักโหมเกินไป เข้าใจหรือไม่”อูไต้หรงกล่าวด้วยความเป็ห่วง
“เข้าใจแล้วขอรับท่านพ่อ”อูหลินเฟิงตอบกลับ
อูไต้หรงได้เดินออกไปจากลานฝึกเหลือเพียงแต่เจี้ยนฝูและอูหลินเฟิง
“คุณชายใหญ่ท่าน้าศึกษาคัมภีร์อัสนีซ่อนเงา หรือวิชากระบี่ก่อน” เจี้ยนฝูถาม
“คงต้องเป็วิชากระบี่ก่อนอัสนีซ่อนเงา ยากเกินไปสำหรับข้าตอนนี้” อูหลินเฟิงพูดจบก็เดินไปหยิบกระบี่ไม้มาเพื่อรอให้เจี้ยนฝูสอน
“เช่นนั้นก็มาเริ่มกันเลย”เจี้ยนฝูที่เห็นดังนั้นก็ไปหยิบกระบี่ไม้ขึ้นมาเช่นกัน