ผิงซีหวงพอได้รู้ข่าวก็หาโอกาสเข้าไปขอพบเผยจิ้งทันที ยามนี้เขาเพียงแค่ถูกกักบริเวณเพื่อรอผลการตรวจสอบบัญชีเพียงเท่านั้น จึงสามารถพบปะผู้คนได้ตามปกติ
“ใต้เท้าเผยท่านก็อย่าเผยพิรุธออกไปโดยง่ายเชียว หากพวกเขาสืบพบเบาะแสอย่างไรก็ยังมีขุนนางขั้นแปดสามคนที่รับหน้าแทนท่านเอาไว้ได้อยู่ อย่างมากท่านก็จะถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่บกพร่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาหละหลวมไปหน่อยเพียงเท่านั้น”
“นายท่านสกุลผิงขุนนางขั้นแปดที่เ้ากล่าวถึงอยู่อย่างไรก็มีบุตรเขยข้ารวมอยู่ในนั้นด้วย หากเขาลำบากบุตรสาวและหลานชายข้าจะไม่ลำบากหรือไร อย่างไรเราก็ต้องป้องกันทุกหนทางเอาไว้ให้ได้มากที่สุด”
“สกุลเซียวมีอันใดให้เราต้องใส่ใจกันเล่า พวกเขาอาศัยบารมีสกุลผิงมาเนิ่นนานเท่าใดแล้ว ชดใช้เล็กน้อยเพียงเท่านี้ก็ไม่เห็นจะเป็อย่างไร บุตรสาวท่านก็จัดการหย่าขาดเสียแล้วรับเอาหลานชายออกมาก็เท่านั้น คุณหนูรองยังอายุน้อยมีหรือที่สกุลเผยจะหาบุรุษดีๆสักคนให้นางไม่ได้”
ผิงซีหวงแสยะยิ้มมุมปากกล่าวด้วยสีหน้ารังเกียจ เขาอิจฉาเซียวหยุนที่บิดาผิงเก่อเอาใจใส่เป็อย่างดี ราวกับเป็บุตรชายอีกคนมาโดยตลอด พอมาถึงรุ่นหลานเซียวหยุนก็มีบุตรชายถึงสองคน ส่วนตัวเขามีบุตรสาวเพียงคนเดียว ซ้ำร้ายบิดาก็ยังรักสองพี่น้องสกุลเซียวราวกับหลานในใส่
์ไม่เป็ใจกับเขาเลยสักนิด แต่งภรรยาเข้ามากี่คนก็ล้วนเป็แม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ ที่มีความสามารถหน่อยก็ให้กำเนิดได้เพียงบุตรสาวเท่านั้น เขาแสร้งทำเป็รักใคร่เอ็นดูบุตรชายทั้งสองคนของเซียวหยุนมาโดยตลอด เพราะไม่อาจขัดความ้าของบิดาได้ ถึงเวลาที่สกุลเซียวจะชดเชยความเจ็บช้ำน้ำใจหลายปีให้เขาแล้ว หากมีโอกาสเขาจะทับถมสกุลเซียวให้ต้องซมซานกลับเมืองเป่ยเจิ้งไปให้จงได้
“หึ!! สมแล้วที่สกุลผิงจะร่ำรวยได้รวดเร็ว พวกเ้าไร้ซึ่งน้ำใจไมตรีอย่างแท้จริง ข้าขอชมเชย” เผยจิ้งเสียดสี แผนการที่ผิงซีหวงพยายามส่งเสริมเซียวซ่านมาโดยตลอดเพื่อเก็บเขาไว้ใช้งานในภายหน้า เขารับรู้อยู่แก่ใจแต่คิดไม่ถึงว่าผิงซีหวงจะเืเย็นอำมหิตได้ถึงเพียงนี้ เจ็บใจก็ตรงตนเองคาดเดาความชั่วร้ายของสกุลผิงน้อยเกินไป รับเอาเซียวซ่านมาเป็บุตรเขยทำให้เชาต้องลำบากใจอยู่บ้าง
“ท่านก็อย่าได้ร้อนใจไปล่วงหน้า ไม่แน่ว่าท่านผู้ตรวจสอบฉินอาจจะทำเพียงแค่ข่มขู่ให้เราเผยพิรุธก็เป็ได้ บัญชีเ่าั้เราช่วยกันตรวจสอบหลายครั้งแล้วก็เห็นว่าสมบูรณ์ดีอยู่มิใช่หรือ เื่ของเซียวซ่านข้าก็แค่คิดคำนวนกันไว้ก่อนก็เท่านั้น อาจจะไม่มีปัญหาก็ได้”
……….
สองวันต่อมา
ผิงซีหวงที่มัวแต่สนใจเื่การตรวจสอบบัญชี ที่ผู้ตรวจสอบฉินทำการได้อย่างละเอียดถี่ยิบ เขาถึงขนาดส่งทหารเข้ามาจัดการขนย้ายเสบียงทั้งหมดออกมาตรวจนับใหม่อีกรอบ และยังเรียกคนในกรมคลังเข้าไปสอบสวนทีละคน สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับเผยจิ้งและตัวเขาไม่น้อย ที่ต้องหาใช้เงินไปอุดปากเ้าหน้าที่ในทุกแห่ง และยังต้องลอบส่งสินค้าและทรัพย์สินหลายอย่างกลับคืนไปไว้ดังเดิม
วันนี้เป็พิธีปักปิ่นของผิงจินเยว่ ที่เพิ่งได้รับอนุญาตให้ออกจากเรือนได้เมื่อสามวันก่อน ผิงซีหวงที่เพิ่งจะเรียกพ่อบ้านลี่ให้เตรียมรถม้าถึงกับต้องชะงักไป เมื่อพ่อบ้านชราเอ่ยเตือนเขาว่าวันนี้เขาต้องอยู่ในพิธีปักปิ่นของบุตรสาว
“จัดการงานเรียบร้อยดีแล้วหรือ?”
“นายท่านผู้เฒ่ากับฮูหยินใหญ่เตรียมการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วขอรับ เทียบเชิญก็ถูกส่งไปล่วงหน้าหมดแล้วคาดว่าอีกราวชั่วยามแขกก็คงจะเริ่มทยอยมากัน”
“แล้วนางเล่า?” ผิงซีหวงเอ่ยถามถึงบุตรสาวตัวดีก่อเื่เอะอะโวยวายไม่เว้นวัน ข้าวของเครื่องใช้ภายในเรือนของนางถูกทุบทำลายจนสิ้น จนเขาตัองสั่งไม่ให้นำเครื่องเรือนใดๆ เข้าไปทดแทนอีก ปล่อยให้นางมีเพียงหมอนและผ้าห่มพอให้ซุกหัวนอนอยู่ได้เพียงเท่านั้น
“ปล่อยตัวออกมาสามวันแล้วขอรับ นอกจากจะไปคารวะนายท่านผู้เฒ่ากับฮูหยินใหญ่ คุณหนูใหญ่ก็เก็บตัวอยู่แต่ในเรือนอย่างสงบ ไม่ได้ขว้างปาสิ่งของหรือทุบตีบ่าวไพร่แล้ว คงจะสำนึกผิดได้แล้วขอรับ”
“ข้ามีเวลาไม่มาก อีกเดี๋ยวยังคงต้องไปพบกับท่านนายอำเภออีก พิธีการใดที่มันวุ่นวายชักช้านักเ้าก็ตัดออกไปเสียบ้าง แค่พิธีปักปิ่นไม่จำเป็ต้องให้ความสำคัญมากนักหรอก เสร็จพิธีปักปิ่นแล้วเ้าก็ลองร่างรายชื่อบุรุษที่เหมาะสมมาให้ข้า จัดการหมั้นหมายนางให้ออกเรือนไปเสีย เลือกดูจากสกุลที่ทำการค้าและทำผลกำไรกับเราก็แล้วกัน” ผิงซีหวงกล่าวอย่างไม่ไยดี
ชายชราร่างสั่นไหวเบาๆ อย่างะเือารมณ์ นายท่านไม่ถนุถนอมบุตรีเลยสักนิดจึงเป็ผลให้คุณหนูใหญ่มีอารมณ์แปรปรวนเช่นนี้ นับประสาอะไรกับคุณหนูรองที่คลอดได้ไม่นาน แม้แต่พิธีครบเดือนของนางนายท่านก็ไม่ใส่ใจจะจัดให้เป็พรกับทารกตัวน้อย แต่จะให้ทำเช่นไรได้เล่าสตรีอย่างไรก็ต้องออกเรือนไปเป็คนสกุลอื่น มีสกุลบิดามารดาที่ร่ำรวยคอยหนุนหลังก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ
ถึงยามซื่อ (09.00-10.59) รถม้าที่มาจอดส่งคนหน้าจวนสกุลผิงต้องเบียดเสียดต่อแถวกันยาวเหยียดเต็มถนน ทั่วทั้งจวนสกุลผิงเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่ต่างก็อยากจะสานสัมพันธ์กับสกุลผิงที่ร่ำรวย ฮูหยินสกุลใหญ่หลายคนพาบุตรชายของตนที่อยู่ในวัยเหมาะสมมาเข้าร่วมอวยพรหญิงสาวผู้งดงาม หวังจะได้มีโอกาสให้หนุ่มสาวได้พบหน้าค่าตากันบ้าง แต่จนแล้วจนรอดสกุลผิงก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเริ่มงานแต่อย่างไร ทำให้หลายคนเริ่มจับกลุ่มซุบซิบนินทากัน
“หาตัวพบหรือยัง” ผิงเก่อเอ่ยถามพ่อบ้านลี่
“ยังเลยขอรับ ชุ่ยอิงกับสาวใช้อีกสองคนที่ติดตามอยู่ข้างกายคุณหนูก็หายไปด้วย ดูท่าคุณหนูใหญ่จะก่อเื่ใหญ่แล้วล่ะขอรับนายท่านผู้เฒ่าแต่พวกเรายังตามเบาะแสไม่ได้”
“พวกอาหยุน อาซ่งเล่า พวกเขามาถึงหรือยัง นางอาจจะไปหาเซียวซ่งก็เป็ได้” ผิงเก่อออกความเห็น
“ยังเลยขอรับ สกุลเซียวยังไม่มีผู้ใดมาถึงงานเลย ข้าจะส่งคนออกไปที่สกุลเซียวเดี๋ยวนี้ล่ะขอรับ”
“เ้าไปกระซิบบอกซีหวงให้เขารับหน้าเอาไว้ก่อน ข้าว่าเยว่เอ๋อร์ต้องไปพบเซียวซ่งแน่ๆ อีกเดี๋ยวทางนั้นก็คงพานางกลับมา แต่อย่างไรก็ส่งคนไปดูด้วยอีกที”
ผิงเก่อหันไปมองลูกสะใภ้ที่กำลังนั่งร้องไห้น้ำตานองหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ นางเป็ภรรยาเอกที่มีดีอยู่เพียงเื่เดียวก็คือเป็สตรีที่ใฝ่ใจอยู่กับพุทธศาสนา แต่แล้วจะมีประโยชน์อันใดกันเล่า ฮูหยินใหญ่ผู้นี้ไม่ใช่เพราะผิดหวังเื่ความรักและเื่ไม่สามารถกำเนิดบุตรชายได้หรอกหรือ ถึงได้เอาแต่มุ่งสวดมนต์ภาวนาเพื่อหาทางสงบจิตใจ จัดการงานในจวนก็ไม่ได้ จัดการดูแลบุตรก็ไม่ดี หากนางใส่ใจบุตรสาวสักนิดมีหรือที่ผิงจินเยว่จะหลบหลีกออกจากจวนไปได้โดยง่าย
พ่อบ้านลี่ที่ได้รับคำสั่งจากนายท่านผู้เฒ่าผิง จัดการส่งคนออกไปสืบความที่สกุลเซียวในทันที แต่ยังไม่ทันที่ตัวเขาจะไปแจ้งข่าวให้กับผิงซีหวงที่ยืนต้อนรับแขกอยู่ ทางหน้าจวนก็มีบ่าวจากสกุลเซียวเข้ามาแจ้งข่าวใหญ่แล้ว
แม้ว่าบ่าวสกุลเซียวจะพยายามหลบเลี่ยงผู้คนเพื่อบอกข่าวให้กับคนสกุลผิง แต่ในยามนี้มีผู้คนจำนวนมากที่อยู่ภายในจวน อีกทั้งทางด้านหน้าก็มีคนขับรถม้าที่นั่งพักรอรับคนอยู่ร่วมกับบ่าวสกุลผิงอยู่ด้วย ทำให้ข่าวใหญ่ถูกร่ำลือกันไปทั่วทั้งงานในระยะเวลาอันรวดเร็วราวกับติดปีก
“บัดซบ!!”
ผิงซีหวงแผดเสียงสบถดังลั่น หลังจากที่ได้ยินข่าว เขาขว้างถ้วยน้ำชาในมือลงบนพื้นอย่างแรงโดยไม่สนใจว่าผู้ใดจะมองเช่นไรแล้ว สีหน้าและคำซุบซิบนินทาของผู้คนภายในงานมันบ่งบอกแล้วว่า คนทั่วทั้งเมืองคงจะได้ยินข่าวประเสริฐที่บุตรสาวตนได้ก่อเอาไว้แล้วเป็แน่