“เอ้า! อย่ามองกันแบบนั้นสินะ ผมก็แค่หยอกๆ ล้อเล่นนิดหน่อยแค่นั้นเอง.. แต่ว่ามันก็สมควรให้หัวเราะจริงๆนั่นแหละน่า อยู่ดีไม่ว่าดีอยากจะเจ็บตัวเล่นซะงั้น ฮ่าๆ” เฟยกล่าวเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมองตาขวางใส่ ซึ่งเมื่อเฟิร์นได้ยินอย่างนั้นเธอก็อยากจะยื่นมือเข้าไปทุบอีกฝ่ายเลยทันที แต่มันติดที่ตอนนี้เธอไม่ค่อยจะสะดวกสักเท่าไร
“ถ้าไม่ติดว่ามีรถเข็นนี่ขวางทางระหว่างฉันกับนายอยู่ล่ะก็.. หึหึ” เฟิร์นกล่าวพร้อมกับหักนิ้วของตัวเองดังก๊อกแก๊ก สีหน้าของเธอบอกได้เลยว่าเธอหมั่นไส้คนตรงหน้าเป็อย่างมาก ส่วนทางด้านของเฟยเองก็รู้ดีว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงจัดหยอกล้อด้วยการเล่นหน้าเล่นตาเล็กน้อย
“นายนี่มัน!.. เฮ้ออ ทำตัวเป็เด็กเป็เล็กไปได้ ว่าแต่นายเถอะ ชื่ออะไร จะเรียกนายๆอย่างเดียวมันก็ฟังดูขัดปากแปลกๆ” เฟิร์นกล่าวกับเฟย ซึ่งเธอก็ทำท่าเหมือนไม่ได้อยากรู้สักเท่าไรพลางบิดหน้าหนีอีกต่างหาก
เฟยที่ได้ยินอย่างนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก มันคงจะเป็บุญเป็กรรมอะไรสักอย่างของเขากับเธอก็เป็ไปได้ ์ถึงลิขิตให้พวกเขาบังเอิญได้มาพบกัน แม้มันจะเป็ความบังเอิญแบบแปลกๆไปหน่อยก็ตาม
“คุณสามารถเรียกผมว่า ‘เฟย’ ก็ได้.. แล้วคุณล่ะชื่ออะไรเหรอ?” เฟยกล่าวตอบ และถามกลับ
“เรียกฉันว่า ‘เฟิร์น’ แล้วก็คงคุณอะไรนั่นก็ไม่ต้องหรอก เฟิร์นเฉยๆก็พอ..” เฟิร์นกล่าวตอบ
“งั้นเหรอเฟิร์นเฉยๆสินะ เป็ชื่อที่แปลกดีนะครับ ผมก็เพิ่งคนชื่อว่า ‘เฟิร์นเฉยๆ’ ครั้งแรกก็วันนี้แหละครับ ฮ่าๆ” เฟยกล่าวพลางหัวเราะเสียงดังอีกครั้ง ซึ่งเฟิร์นที่ได้ยินก็รีบหันควักมองที่เฟยทันที
“ใครมันจะชื่อนั้นกันเล่า สมองของนายมีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย..ถ้านายจะเรียกฉันอย่างนั้น ฉันขอเรียกนายว่า ‘เฟยก็ได้’ ก็แล้วกัน.. เชอะ!” เฟิร์นกล่าวตอบ
“แหม่! หยอกเล่นนิดหน่อยเองน่ะ.. คนเป็หมอนี่ไม่ค่อยมีอารมณ์ขันขำกันเลยหรือยังไงกัน”
เฟยกล่าวกับเฟิร์น และทันใดที่เธอได้ยินคำถามเชิงเปรียบเทียบอาชีพของเธอจากเฟย เรียกได้ว่ามันทำให้อารมณ์ของเธอขึ้นเล็กน้อย และเพื่อไม่ให้เขามาดูถูกอาชีพของเธอ เฟิร์นก็ได้นึกถึงมุกตลกมุกหนึ่งที่รุ่นพี่ของเธอเพิ่งจะเล่นไปเมื่อไม่ถึงชั่วโมงที่ผ่านมา มันเกี่ยวกับผู้ป่วยเส้นเืในสมองแตกที่ยังไม่ได้ผ่าตัดรักษา แต่จู่ก็ลุกขึ้นมาโลดเต้นได้..
“ใครบอกว่าหมออย่างเราไม่มีมุกตลกกัน.. มุกของหมอน่ะ มันต้องใช้ความรู้ชั้นสูง นายไม่มีทางเข้าใจหรอก” เฟิร์นกล่าวพลางหัวเราะออกมาใส่เฟยบ้าง
“หืออ มุกความรู้ชั้นสูงงั้นเหรอ ไหน? ลองเล่นมาหน่อยสิ๊!” เฟยกล่าว
“หึหึ.. เอางั้นก็ได้ แล้วนายจะอึ้ง.. เฟย นายรู้จักอาการที่เรียกว่า ‘เส้นเืในสมองแตก’ ไหมล่ะ” เฟิร์นหันมากล่าวถามกับเฟยด้วยสีหน้าจริงจัง ส่วนเฟยก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก ถึงพ่อของจะมีอาการป่วยนี้มาก่อน แต่เขาก็คิดว่ามันคงไม่เกี่ยวข้องกับพ่อของเขาแน่นอน บางทีมันอาจจะเป็เพียงเื่บังเอิญเท่านั้น
“อื้มๆ ก็พอรู้มาอยู่บ้าง แล้วไงต่อล่ะ..” เฟยพยักหน้าพร้อมกับตอบกลับเป็คำตอบ..
“..ก็เขาว่ากันว่าผู้ป่วยจากโรคนี้ร้อยละ 70 หลังจากได้รับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดแล้วมีโอกาสที่จะเป็อัมพาต.. แต่นายเชื่อไหมว่าเร็วๆนี้มีชายคนหนึ่งทั้งๆที่ยังไม่ได้รับการรักษาใดๆเลย เขากลับหายจากอาการนี้ แถมยังะโโลดเต้นได้อีกด้วยนะ” เฟิร์นกล่าวพร้อมกับทำหน้าจริงจังเหมือนกับที่รุ่นพี่ของเธอเล่าให้ฟัง
“อื้มๆ แล้วยังไงต่อ” เฟยกล่าวถามอีกครั้ง และเขาค่อนข้างมั่นใจแล้วว่ามันเป็เื่ของพ่อเขาอย่างแน่นอน แต่เขาไม่คิดว่ามันจะโด่งดังไปทั่วโรงพยาบาลจนเธอรับรู้เื่นี้แล้ว..
“หือออ นายเฟย นายไม่ตลกบ้างเหรอ? ไม่ได้รับการรักษาแต่กลับหายได้เอง เส้นเืในสมองแตกนะ ไม่ใช่เป็ไข้หวัดที่จะกินยาพาราสักสองสามเม็ดก็จะหายจากอาการได้นะ ฮ่าๆ อย่าบอกนะว่านายเชื่อเป็จริงเป็จังน่ะ..” เฟิร์นกล่าวพลางหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าของเฟยที่กำลังทำสีหน้างงๆกับมุกที่เธอเล่น เฟยที่ได้ยินอย่างนั้นก็ขำไม่ออก และไม่เข้าใจว่าเื่นี้มันเป็มุกตลกยังไง
“เออคือ.. เื่นี้มันต้องหัวเราะตอนไหนเหรอ?” เฟยกล่าวถามไปพลางยิ้มแห้งๆให้กับเธอ ทางด้านของเฟิร์นที่ได้ยินอย่างนั้นเธอก็รู้สึกเสียเซลฟ์เล็กน้อย ก่อนที่เธอจะเบี่ยงเบนประเด็นไปเื่อื่นแทน
“นายเฟย! เฮ้อออ.. ก็อย่างว่าแหละเน๊อะ นายไม่ใช่หมอนี่นา นายไม่มีทางเข้าใจมุกของหมอได้หรอกนะ อื้มมๆ” เฟิร์นกล่าวพลางพยักหน้าหงึกๆ เฟยที่เห็นอย่างนั้นก็ได้แต่ส่ายศีรษะตัวเองอย่างไม่เข้าใจว่าเธอคนนี้้าจะสื่ออะไรให้กับเขา..
แต่ก็ช่างเถอะ เพราะเขาเพิ่งจะััรับรู้ได้ว่าครอบครัวของเขากำลังเดินมาทางนี้ ดังนั้นก็คงได้ลาเธอเอาไว้แต่เพียงเท่านั้น และเขาก็หวังลึกๆว่าเธอจะไม่เป็เล่นมุกนี้กับใครอีก เพราะนอกจากมันจะไม่ฮาแล้วยังพาคนอื่นเครียดไปด้วยอีก นับว่ามุกนี้ไม่ผ่าน..
“คุณเฟิร์นเฉยๆครับ ผมคิดว่าวันนี้พวกเราคงจะต้องลากันไว้แต่เพียงเท่านี้แล้วล่ะครับ ครอบครัวของผมมาแล้ว เอาไว้ถ้าเรามีโอกาสได้พบเจอกันอีก เธอก็สามารถทักผมได้เลยนะ แน่นอนว่าผมคงจะไม่ลืมผู้หญิงที่จู่ๆก็หาเื่ให้ตัวเองเจ็บตัวเล่นๆอย่างคุณไปอีกนานเลยล่ะครับ ฮ่าๆ จริงๆผมว่ามุกนี้มันยังฮายิ่งกว่าของเธออีกนะ.. คุณเฟิร์นเฉยๆ” เฟยกล่าวพลางลุกขึ้นจากโซฟา แน่นอนว่าเขาหัวเราะเป็การส่งท้ายเธอเล็กน้อย
เฟิร์นที่ได้ยินอย่างนั้นก็มองค้อนไปที่เขาเล็กน้อย แต่อีกใจหนึ่งเธอก็ยังไม่อยากให้เขาไปเลย ถึงเธอจะไม่แน่ใจว่ามันเป็เพราะอะไร แต่ชายคนนี้มีแรงดึงดูดอะไรบางอย่างที่ทำให้เธออยากจะคุย อยากจะอยู่ใกล้ๆ แม้จะต้องทะเลาะกันตลอดก็ตาม..
“อื้มๆ เอาไว้เจอกันใหม่นะนายเฟย..” เธอตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงกับรอยยิ้มที่ดูปกติ แต่ในใจมันกลับไม่ได้เป็อย่างนั้นเลย มันมีอาการไม่ต่างจากสุนัขที่กำลังมองเ้านายออกจากบ้านไปทำงานในตอนเช้า
“อ่าๆ เอาไว้เจอกันครับ..” เฟยกล่าวพร้อมกับโบกมือลา ก่อนที่เขาจะเดินตรงไปหาครอบครัวของเขาทันที เฟิร์นหันมองตามหลังเขาสุดทาง ก่อนที่ชื่อของเธอจะดังออกจากลำโพงของโรงพยาบาล เพราะตอนนี้มันถึงคิวที่เธอจะต้องไปรับยาแล้วที่ช่อง 2 แน่นอนว่าเธอต้องรีบเข็นไปทางช่องรับยาอย่างทุลักทุเล..
“มาแล้วๆ จะเรียกย้ำอะไรนักหนา ไม่เห็นหรือยังไงว่าคนมันมาลำบากน่ะ” เฟิร์นกล่าวพร้อมกับคาดโทษอยู่ในใจ เธอจะด่าเภสัชคนจ่ายยาคนนั้นแน่นอนเมื่อไปถึง แต่ทว่าเธอกลับพูดกล่าวอะไรไม่ออก เพราะคนที่จ่ายยาให้กับเธอนั้นคือพี่สาวของเธอเองนั่นเอง..
“ว่ายังไงจ๊ะแม่เสือสาว.. พี่เห็นหมดแล้วน่า หนุ่มหล่อซะด้วย สู้ๆเข้าล่ะ.. คิคิ” พี่สาวของเฟิร์น มีชื่อว่า ‘เฟรนซ์’ กล่าวกับน้องสาวตัวเองพลางหัวเราะแบบแปลกๆ ส่วนเฟิร์นที่ได้ยินอย่างนั้นก็หน้าแดงเพราะความเขินอาย ก่อนที่เธอจะพยายามเปลี่ยนเื่ให้พี่ของเธอพูดเื่อื่น..
“ก็แทนที่จะห่วงน้องสาวสักนิดก็ไม่มี.. ยังมาพูดอะไรมั่วๆอีก รีบๆเอายามาได้แล้ว หนูจะได้กลับไปพักผ่อนที่บ้านสักที..” เฟิร์นกล่าวพร้อมกับเร่งให้พี่สาวรีบจ่ายยา เฟรนซ์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็ยิ่งหัวเราะเข้าไปอีก
“คิคิ.. ไม่ยอมรับ แถมยังไม่ปฏิเสธเสียด้วย.. น้องสาวที่น่ารักของพี่ ชอบเขาอยู่อย่างนั้นเหรอ..” เฟรนซ์กล่าวถามพลางหรี่ตามองอย่างมีเลศนัย ทางด้านของเฟิร์นที่ได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักตัวไปเล็กน้อย ก่อนจะหันขวับกลับมาที่พี่สาวของตนเอง
“ชงชอบบ้าอะไรกันล่ะคะ.. หนูกับตาเฟยเพิ่งจะรู้จักกันวันนี้เอง แถมคนที่ทำให้หนูอยู่ในสภาพนี้ก็คือตานั่นอีก ไม่มีทางหรอก! ไม่มีทางที่หนูจะชอบคนอย่างตานั่นหรอก เชอะ! ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว หนูไปล่ะ!” เฟิร์นกล่าวให้เหตุผลก่อนที่จะพยายามเข็นรถหนีพี่สาวของเธอ เฟรนซ์ที่เห็นอาการของน้องสาวออกมาให้เห็นมากจนเกินไป เธอจึงพูดทดสอบอะไรอีกนิดหน่อย
“อ้าวเหรอ! ถ้าแกไม่ได้ชอบเขา งั้นพี่ขอจีบเขาแทนนะ.. หล่อมากเสียด้วย แถมดูเหมือนฐานะทางบ้านจะดีไม่เลวเลยทีเดียว พี่เองก็แก่ละ รีบๆหาคู่แต่งงานก็ดีไม่น้อย.. อื้มๆ เอานายเฟยคนนี้แหละ” เฟรนซ์กล่าวพลางทำหน้าจริงจังก่อนจะทำท่าทำทางจะออกจากห้องจ่ายยาเพื่อที่จะเข้าหาชายที่เธอกำลังพูดถึงอยู่ เฟิร์นที่ได้ยินดังนั้นเธอก็รีบห้ามพี่สาวเอาไว้ก่อน..
“ไม่ได้!.. พี่จะจีบตาเฟยไม่ได้เด็ดขาด” เฟิร์นกล่าว
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?.. ในเมื่อแกก็ไม่ได้ชอบเขา ซึ่งเขาก็หล่อดี แถมยังดูสปอร์ตใจกว้างดี พี่จะจีบเขา แกมีปัญหาอะไรไม่ทราบ” เฟรนซ์กล่าวก่อนจะโยนหินถามทางไปอย่างหวังผล ซี่งเฟิร์นที่ได้ยินคำถาม มันก็ทำให้เธอถึงกับไปไม่เป็เลยทีเดียว แม้แต่ตัวเธอยังไม่มีเหตุผลให้กับตัวเองเลย แล้วเธอจะหาเหตุผลที่ไหนไปตอบพี่สาวกันล่ะ เธอเงียบสักพัก และลองคิดในมุมอื่นๆดูบ้าง และสิ่งหนึ่งก็แวบขึ้นมาในใจของเธอ..
‘หรือว่าเธอกำลังชอบเขาอยู่จริงๆ... ไม่! ไม่ใช่หรอก ขืนอยู่ด้วยกันไปก็คงจะเถียงกันตายพอดี.. อ่า! ใช่...’ เฟิร์นกล่าวคิดกับตัวเองในใจ และเธอก็หาเหตุผลที่จะตอบกับทั้งตัวเอง และพี่สาวได้แล้ว
“เหตุผลที่ไม่ได้ก็คือตาเฟยเขานิสัยไม่ดี.. ชอบแกล้งคนอื่น ขืนพี่แต่งงานกับเขาไปก็คงจะทะเลาะกันทุกวันแน่ๆ ใช่แล้วล่ะ มันจะต้องเป็อะไรที่แย่สุดๆแน่นอนเลยล่ะ อื้มๆ..” เฟิร์นให้เหตุผลกับพี่สาวของเธอพลางหลับตา และพยักหน้าหงึกๆบนรถเข็น แต่เธอกลับไม่รู้เลยว่าทุกอย่างมันอยู่ในการคำนวณของพี่สาวเธอหมดแล้ว เพราะว่า..ในตอนนี้..
“แหม่.. เผลอแป๊บเดียวคุณเฟิร์นเฉยๆก็เอาผมไปนินทาแบบนี้เลยเหรอครับ..”