เยี่ยนฉู่ที่ติดตามเฝิงเจิ้งชูย่อมได้ฟังมาบ้าง อย่าว่าแต่สามพี่น้องสกุลลั่วที่เลื่อมใสลั่วชีเหนียงเลยลำพังเขาเองก็ค่อนข้างวาดหวังว่าจะมีมารดาที่เหมือนกับนางสักคน เพียงแต่ด้วยสถานะของตนเองทำให้ไม่เป็นที่ชื่นชอบนัก
“เสด็จพ่อ พระองค์ทรงไม่ทราบว่านางรสมือดียิ่งนัก อาหารที่นางทำลูกสามารถทานข้าวได้สองถ้วยใหญ่เลยพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเยี่ยนฉู่นึกถึงอาหารรสเลิศที่เคยทานที่บ้านสกุลลั่วแล้วก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ “น่าเสียดายทุกครั้งที่ลั่วฮูหยินทำนั้นมีปริมาณไม่มากพอ ลูกแย่งลั่วจิ่งซีไม่ทันด้วยซ้ำ”
ท่าทางเสียดายของเขาทำเอาฮ่องเต้เสวียนหวู่ยิ่งสงสัยใคร่รู้ในตัวคนสกุลลั่วมากขึ้น
“ลั่วจิ่งซีคือใคร เขากล้าแย่งอาหารจากเจ้าด้วยหรือ!”
“จะไม่กล้าได้อย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ เขาไม่เพียงแค่กล้าแย่งของกินลูกอีกทั้งยังต่อสู้กับเวยหวู่โหวอีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเล่าถึงเรื่องที่ลั่วจิ่งซีต่อสู้กับเวยหวู่โหวเยี่ยนฉู่ดูจะตื่นเต้นอย่างมาก ขนคิ้วของเขาตั้งขึ้น น้ำเสียงเบาสบายฉับพลันถึงกับทำท่าทางเลียนแบบสถานการณ์ในวันนั้นให้ฮ่องเต้เสวียนหวู่ได้ทอดพระเนตร
ทำให้พระองค์เพิ่งได้เห็นรัชทายาทน้อยของตนมีชีวิตชีวาเช่นนี้เป็นครั้งแรก
รอจนเยี่ยนฉู่หายใจหอบและหยุดลงถึงพบว่าตนเองตื่นเต้นจนลืมความสำรวมไป พริบตานั้น เขาก็รีบหดคอและนั่งเงียบไปทันที
“เอาล่ะ ดูเจ้าก็เหนื่อยแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ”
จวบจนออกจากห้องทรงพระอักษรเยี่ยนฉู่ก็ไม่เข้าใจว่าเสด็จพ่อเรียกเขามาด้วยเรื่องอะไรกันแน่เพียงแต่ตอนที่เขาจากไป ก็เห็นเฉาหยางมาเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ เขากับเฉาหยางไม่ได้สนิทสนมกันทั้งสองจึงทำเพียงแค่ทักทายอย่างเรียบง่าย
......
ทางด้านชีเหนียงหาได้รู้ว่าครอบครัวตนเองตกไปอยู่ในความสนใจของฮ่องเต้เสวียนหวู่เป็นที่เรียบร้อยแล้วรอจนฝนหยุด นางจึงออกจากวังไปพร้อมกับตู้หมิงเจวียน
“เจ้าไม่ต้องกังวลเช่นนี้ ในเมื่อฮ่องเต้กับไทเฮาเป็นผู้ออกหน้าให้เราแม้องค์หญิงเฉาหยางจะโมโห แต่คงไม่กล้าทำอะไรอุกอาจ”
ตู้หมิงเจวียนคิดถึงบทบัญญัติที่ตนได้ทูลขอมาหากองค์หญิงเฉาหยางยังกัดนางไม่ปล่อย เช่นนั้นก็ต้องสู้กันจนปลาตายตาข่ายแยก
ชีเหนียงรู้ว่าตู้หมิงเจวียนยังคงเป็นกังวลบ้างเพราะถึงอย่างไร องค์หญิงเฉาหยางผู้นี้ นางก็ได้พบเจอและสัมผัสแล้ว องค์หญิงผู้นี้เป็นคนจองหองอวดดีสายตาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง คงมีแค่ตอนอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้กับเหวินหย่วนโหวเท่านั้นกระมังใบหน้าของนางจึงจะดูดีหน่อย
“นอกจากนั้น เรื่องครั้งนี้ก็ทำให้พวกเราตกเป็นที่สนใจอย่างยิ่ง หากเกิดอันใดขึ้นกับพวกเราเจ้าคิดว่าพ่อค้าเหล่านั้นจะไม่คิดบ้างหรือ?”
“ความหมายของชีเหนียงคือ หากองค์หญิงเฉาหยางคิดจะกระทำการใดพ่อค้าเหล่านั้นก็จะ…”
“ไม่อาจคาดเดาได้ เพียงแต่ใจคนเรานั้นยากจะหยั่งถึง หากเปลี่ยนเป็นตัวเราเมื่อเห็นคนมีความสามารถถูกกดขี่โดยอำนาจ หลังจากช่วยเหลือตนเองให้รอดมาได้แล้วยังถูกพวกเขาเล่นงาน ในฐานะพ่อค้าที่อยู่ชนชั้นล่างสุดของสังคมสิ่งที่ทำทั้งหมดก็เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ครั้นเมื่อความหวังในการมีชีวิตอยู่ยังไม่อาจมองเห็น แล้วจะยังสนใจสิ่งอื่นอีกหรือ”
ชีเหนียงปลอบโยนตู้หมิงเจวียนหากฮ่องเต้เสวียนหวู่คือจักรพรรดิผู้ปราดเปรื่องจริงแม้เขาจะโปรดปรานองค์หญิงเฉาหยางก็ไม่มีทางตามใจนาง แม้สถานะของพ่อค้าจะอยู่ต่ำสุดเพียงแต่พวกเขากลับเป็นชีพจรของต้าชาง เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้เพราะว่าพ่อค้าควบคุมชีพจรเศรษฐกิจ หากไม่มีพวกเขาที่คอยส่งส่วยคลังหลวงของต้าชางร่อยหรอ แล้วจะเอาอะไรมาเลี้ยงขุนนางในราชสำนักแล้วจะดูแลกองทัพและต่อต้านข้าศึกจากภายนอกได้อย่างไร
หากพูดให้เรียบง่ายอีกสักหน่อยเมื่อไม่มีการไหลเวียนของพ่อค้าและการถ่ายเทของสินค้าในเมือง จักต้องส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงเมื่อสินค้าราคาสูง ชาวบ้านสามัญชนก็จะยิ่งลำบากหากชีวิตของคนเราต้องตกอยู่ท่ามกลางน้ำลึกไฟร้อน แผ่นดินจะต้องสั่นคลอนไม่สงบ ถ้าฮ่องเต้ยังต้องการให้แผ่นดินอยู่อย่างยั่งยืนยาวนานย่อมไม่มีทางทำเรื่องไร้สติปัญญาเช่นนั้นแน่
……
ณห้องทรงพระอักษรที่เยี่ยนฉู่เพิ่งจากไป องค์หญิงเฉาหยางก็รีบเข้าเฝ้าฮ่องเต้อย่างทนรอไม่ไหว
เมื่อเห็นฮ่องเต้ เฉาหยางก็เบะปาก แม้นางจะอายุสามสิบกว่าแล้ว แต่ทุกครั้งที่เห็นฮ่องเต้นางยังคงอดออดอ้อนไม่ได้ ส่วนฮ่องเต้ก็ยังเห็นนางเป็นเด็กอยู่เรื่อยมา
“ใครทำให้ดวงใจของเราโมโห ดูปากเล็กๆ นั่นสิ แทบจะแขวนกาน้ำชาได้อยู่แล้ว”
สำหรับท่าทีที่มีต่อเฉาหยางฮ่องเต้ดูอ่อนโยนกว่ามากนัก กระทั่งสายตาก็แฝงไปด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินเสด็จพ่อหยอกล้อตนเององค์หญิงเฉาหยางจึงสะบัดแขนเสื้อ ก่อนจะเข้าไปโอบแขนพระองค์มือสองข้างเขย่าแขนเสื้อของไม่หยุด
“เสด็จพ่อ เหตุใดท่านจึงต้องแกล้งข้า ทั้งที่รู้ว่าลูกอารมณ์ไม่ดี”
ฮ่องเต้มองดูนางอ้อนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแต่สายตาที่แฝงอยู่ภายในกลับคมชัด เขารู้แต่แรกว่าเฉาหยางต้องมาหาเขาแต่เหมือนกับที่ลั่วชีเหนียงคิดไว้ไม่ผิด ฮ่องเต้ยังไม่แก่จนเลอะเลือนถึงขั้นแยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ได้ย่อมไม่มีทางปล่อยให้เฉาหยางทำอะไรตามใจเพียงแต่เขาก็ไม่มีทางให้ลูกสาวต้องรับความอัดอั้นตันใจแน่นอน
“โอ้ เจ้าอารมณ์ไม่ดีเป็นด้วยหรือ? ทั่วทั้งต้าชางใครไม่รู้บ้างว่าเจ้าคือลูกสาวคนโปรดของเรา ใครกล้าไม่ไว้หน้าเจ้าเช่นนี้!” ฮ่องเต้เสวียนหวู่เอ่ยและกวักมือเรียกอาตงมา “อาตงเจ้าบอกมาสิว่าใครกันที่มีตาหามีแววไม่ ถึงขั้นกล้าทำให้ดวงใจของเราไม่มีความสุข!”
อาตงมีหรือจะไม่รู้ความคิดของฝ่าบาทใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยจึงยิ้มแย้ม “ทูลฝ่าบาทองค์หญิง…บ่าวไม่ทราบจริงๆ ว่าบนโลกนี้จะมีผู้ใดกล้าหยามพระเกียรติองค์หญิงเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ?”
น้ำเสียงตื่นตระหนกและท่าทางครุ่นคิดของขันทีตงทำให้เฉาหยางแอบก่นด่าเขาในใจเงียบๆ เจ้าสุนัขเฒ่าจอมเสแสร้ง! ทั้งที่รู้ว่าเป็นนางชั้นต่ำตู้หมิงเจวียน แต่กลับแสร้งทำเป็นเลี่ยงไม่เอ่ยถึง
องค์หญิงเฉาหยางได้รับความโปรดปรานมาหลายปีเช่นนี้ย่อมประเมินความคิดของฮ่องเต้เสวียนหวู่ได้วันนี้นางแค่มาเพื่อต้องการหยั่งเชิงและรู้ว่าแม้นางจะดิ้นรนอย่างไร พระองค์ก็ไม่มีทางลำเอียงให้นางหลายวันก่อน ฮ่องเต้ส่งคนนำเงินไปมอบให้นาง นางก็รู้ว่าสูตรเหล่านั้นนางไม่มีทางได้มาอยู่ในมือเป็นแน่ แม้ว่าอยากได้ก็ต้องหาทางไขว่คว้าอย่างเปิดเผย
เดิมทีนางยังคิดว่าจะหาทางแย่งชิงสูตรเหล่านั้นมาจากบรรดาฮูหยินหรือพ่อค้าที่ได้ไปใครจะรู้ว่าพอจบงานประมูล กลับถูกตู้หมิงเจวียนดักทางไว้
คนผู้นี้ถึงขั้นบันทึกทุกอย่างไว้ชัดเจนทั้งชื่อผู้ประมูล วันและเวลา จำนวนเงินกระทั่งให้คนที่ได้สูตรเหล่านี้ทำสัญญาไว้ว่าภายในสามปีห้ามส่งต่อและขายสูตรให้ผู้อื่นมิเช่นนั้นพวกนางจะไม่ส่งผู้เชี่ยวชาญไปสอน
พอถูกถามว่าเหตุใดจึงต้องเป็นเช่นนี้ตู้หมิงเจวียนกลับตอบอย่างผ่าเผย
“มูลค่าของสูตรเหล่านี้เป็นอย่างไร คงไม่ต้องให้ข้าพูดหากมีสินค้าชนิดเดียวกันปล่อยสู่ท้องตลาดในเวลาเดียวกัน คุณภาพขจะมีการรับรองหรือไม่ข้าไม่อาจรับประกันได้ พ่อค้าให้ความสำคัญกับกำไรบางทีอาจจะมีการลดคุณภาพสินค้าเพื่อผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าอีกด้านหนึ่งก็ยากจะเลี่ยงเวลาสินค้าล้นตลาดและไม่มีความล้ำค่าหายาก ราคาของสินค้าย่อมลดลงไป
ทุกท่านสิ้นเปลืองเวลาและความคิดมากมายเช่นนี้เดาว่าทุกท่านคงไม่อยากขาดทุนผลประโยชน์ในวันข้างหน้าอันที่จริงข้าเองก็มีความคิดเห็นส่วนตัวเพราะถึงอย่างไรสูตรทั้งหลายก็กำเนิดมาจากสกุลตู้ ไม่ว่าจะเรื่องคุณภาพหรือราคาในระยะเวลาอันสั้นนี้ เมื่อผู้คนกล่าวถึงสูตรสินค้าความงามเหล่านี้ก็ต้องนึกถึงสกุลตู้ก่อนเป็นอันดับแรก ข้าย่อมไม่อาจขายหน้าวงศ์ตระกูลได้”
-----