ตอนที่ 13 คำขอโทษมาแล้ว
ย่าหานมองดูหานชีเยวี่ยที่กำลังวุ่นอยู่กับการทำอาหารสุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใด
ทักษะการทำอาหารของหานชีเยวี่ยฝึกฝนมาจากตอนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านตระกูลจวงในชาติก่อน
ตู้ฉานั้นเป็คนที่จู้จี้จุกจิกมากใน่หลายปีที่หานชีเยวี่ยเป็สะใภ้ของบ้านนี้ตู้ฉามองเธอด้วยสายตาเหยียดหยามมาโดยตลอด
เพื่อให้ได้รับความพึงพอใจจากตู้ฉาหานชีเยวี่ยจึงทุ่มเทให้กับการฝึกฝนฝีมือการทำอาหารเป็อย่างมาก
ตอนที่เป็ิญญาเร่ร่อนในชาติก่อนหานชีเยวี่ยรู้สึกเสียใจอยู่เสมอที่ไม่มีโอกาสได้ทำอาหารดีๆให้คนในครอบครัวทานเลยสักมื้อ
ทว่าในตอนนี้ เธอได้รับโอกาสนั้นแล้ว
หานชีเยวี่ยตั้งใจทำอาหารมากแต่เพราะฐานะทางบ้านยากจน จึงทำได้เพียงกินแป้งธัญพืชหยาบๆ เท่านั้น
แป้งธัญพืชหยาบๆ นั้นร่วนเบาการที่จะนวดให้เป็เส้นบะหมี่ที่เหนียวนุ่มต้องอาศัยทักษะอย่างมาก
อย่างไรก็ตามหานชีเยวี่ยแอบใส่แป้งสาลีลงไปในแป้งบัควีตเกือบเจ็ดส่วน
แป้งบัควีตมีสีดำเมื่อเติมแป้งสาลีลงไปมากหน่อย แล้วคลุกผสมให้เข้ากันสีสันก็ดูไม่แตกต่างกันมากเท่าไร
ระหว่างที่กำลังนวดแป้งอยู่นั้นหานชีเยวี่ยก็นึกเสียดายแป้งสาลีสีขาวในมิติเก็บของเธอไม่สามารถนำแป้งพวกนั้นออกมาใช้ได้อย่างเปิดเผย
หานชีเยวี่ยเติมเกลือลงในน้ำอุ่นจากนั้นก็เริ่มผสมแป้งกุญแจสำคัญของการทำเส้นบะหมี่ทำมือคือความพิถีพิถันถ้าไม่ใช่เพราะการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงถึงเจ็ดแปดปีในชาติก่อนล่ะก็หานชีเยวี่ยคงไม่มีทางทำได้ดีขนาดนี้แน่
เธอผสมแป้งกับน้ำจนเป็เนื้อเดียวกันอย่างชำนาญจากนั้นก็เริ่มนวดแป้ง
ไม่นานนักผงแป้งสีเทาก็กลายเป็ก้อนแป้งสีเทา
สมาชิกในครอบครัวหานมีจำนวนมากชีเยวี่ยจึงนวดแป้งไว้ในปริมาณมากเช่นกันแป้งก้อนใหญ่ถูกชีเยวี่ยออกแรงนวดอย่างแรง ไม่นานเหงื่อไหลท่วมตัว
ในที่สุดก้อนแป้งมีความนุ่มกำลังดีก็ได้ที่แล้วบนกะละมังเคลือบไม่มีเศษแป้งหลงเหลืออยู่เลยสักนิด
สำหรับผลลัพธ์ที่ทำในวันนี้หานชีเยวี่ยพอใจกับฝีมือการนวดแป้งของตัวเองมากแต่ไม่ค่อยพอใจกับกำลังกายของตัวเองนัก ดูท่าจะต้องหาเวลาออกกำลังกายบ้างแล้ว!
ในระหว่างที่รอให้แป้งขึ้นฟูหานชีเยวี่ยก็เริ่มทำซุปเนื้อ
วิธีทำซุปเนื้อนั้นไม่ยุ่งยากนอกจากเนื้อสับแล้วยังสามารถใส่เครื่องเคียงได้หลากหลาย เช่น มันฝรั่ง เต้าหู้มะเขือเทศ เป็ต้น
ที่บ้านมีมันฝรั่งอยู่แล้วหานชีเยวี่ยจึงหยิบมันฝรั่งสองลูกมาปอกเปลือก ล้างน้ำแล้วหั่นเป็ลูกเต๋าขนาดเล็ก
จากนั้นก็นำเห็ดหอมแห้งที่แช่น้ำจนนิ่มแล้วมาหั่นเป็ชิ้นเล็กๆต้นหอม ขิง กระเทียม ก็สับละเอียดเช่นกัน
สุดท้าย ชีเยวี่ยก็หยิบชามใบใหญ่ขึ้นมาตักเนื้อสับที่ผัดไว้เมื่อคืนออกมาหนึ่งช้อนโต๊ะ
“ถ้ามีเต้าหู้ แล้วใส่เต้าหู้ลงไปอีกหน่อยรสชาติคงจะอร่อยขึ้นอีกเยอะเลย” ชีเยวี่ยพึมพำด้วยความเสียดาย
ย่าหานได้ยินหลานสาวพูดแบบนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“เ้าเด็กคนนี้ ทำกินให้พอประมาณเถอะอาหารมื้อนี้ถ้าคนอื่นๆ ในชุมชนเห็นเข้าล่ะก็ต้องอิจฉาตาร้อนกันเป็แถบๆ แล้ว!ไอ่หย่า ทำไมมื้อนี้ถึงได้ใส่เนื้อสับลงไปเยอะขนาดนี้ แค่ให้พอมีกลิ่นหอมๆก็พอแล้ว ที่เหลือเก็บไว้กินตอนเก็บเกี่ยว่ฤดูใบไม้ร่วงค่อยกินจะดีกว่า”
ย่าหานมองเนื้อในชามของหานชีเยวี่ยด้วยความรู้สึกเสียดาย
“ย่า เชื่อหนูเถอะค่ะ ต่อไปนี้พวกเราไม่เพียงแต่จะได้กินเนื้อผัดทุกมื้อนะ แต่จะได้กินหมูสามชั้นตุ๋นชิ้นโตๆด้วย” หานชีเยวี่ยพูดด้วยสีหน้าร่าเริงแต่เนื้อสับในทัพพีกลับไม่ยอมเทกลับคืนไปในชามแม้แต่น้อย
ย่าหานมองหานชีเยวี่ยด้วยความจนใจ“เด็กคนนี้ กลางวันแสกๆ ก็ยังจะฝันกลางวันอีก”
ชีเยวี่ยสวมกอดแขนย่าแล้วพูดว่า “ย่าหนูไม่ได้ฝันไปหรอก เดี่ยวมันจะเป็จริงในไม่ช้าแน่นอนค่ะ”
อีกไม่กี่ปีทุกคนจะรู้ว่า ความฝันเล็กๆอย่างการกินเนื้อสัตว์นั้นสามารถเป็จริงได้อย่างง่ายดาย!
ชีเยวี่ยใส่น้ำมันลงในกระทะเธอเทน้ำมันลงไปไม่น้อย ทว่าหานชีเยวี่ยใช้ร่างของตัวเองบังเอาไว้ ย่าหานจึงไม่ทันเห็น
เธอใส่ต้นหอมและขิงลงไปผัดจนหอม ย่าหานได้ยินเสียงจึงหันไปมองพอเห็นน้ำมันจำนวนมากในกระทะ ตัวเธอก็เซไปเล็กน้อย
“โธ่เอ๋ย หลานรักจะไม่คิดถึงวันข้างหน้ากันเลยหรือไง มื้อเดียวเนี่ยเท่ากับกินน้ำมันในบ้านเราไปครึ่งเดือนเลยนะ!”
หานชีเยวี่ยพูด “ย่า ไม่ต้องกังวลไปนะคะอีกครึ่งเดือนที่เหลือ หนูจะไม่ปล่อยให้ย่าต้องกินอาหารที่ไม่ใส่น้ำมันแน่ๆ”
ขณะนั้นชีเยวี่ยได้ใส่ชิ้นมันฝรั่งเห็ดหอมหั่น และเนื้อผัดลงไปผัดรวมกัน แม้ย่าหานจะรู้สึกเสียดายแต่ก็ทำได้เพียงทนมองต่อไปเท่านั้น
หลานสาวก็คือหลานสาว ยิ่งหลานสาวแท้ๆด้วยแล้ว!
ไม่นานนัก กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยฟุ้งชีเยวี่ยเติมน้ำเปล่าลงไปหลายกระบวย รอจนเดือดแล้วจึงใส่เครื่องปรุงต่างๆ ลงไป
ใน่เย็น สมาชิกในบ้านเลิกงานเมื่อเดินมาถึงหน้าประตูบ้านก็ได้กลิ่นหอมหวน
หานลู่หยางวิ่งเหาะเข้ามาในบ้านแล้วตรงดิ่งไปที่ห้องครัวทันที
“มีของอร่อยอะไรหรือฉันได้กลิ่นหอมมาแต่ไกลเลย”
ย่าหานเอ็ดเบาๆ “จมูกของแกนี่ไวจริงๆได้กลิ่นได้ยังไงกัน?”
แม้ย่าหานจะไม่ยอมดุหลานสาวสุดที่รักแต่พอหันมามองหานลู่หยางเ้าลิงจอมซน เธอกลับมองอย่างไรก็ไม่ชอบใจไปเสียหมด
หานลู่หยางไม่สนใจคำพูดของย่าหาน เขามองตรงไปทางเขียงทันที
ในชามมีซุปเนื้อรสเข้มข้นกับเส้นบะหมี่ที่หั่นเตรียมเอาไว้แล้ว ยิ่งทำให้หานลู่หยางรู้สึกหิวมากขึ้นเขาลูบท้องตัวเองโดยไม่รู้ตัว
“พี่หกคะ รีบไปล้างมือเตรียมกินข้าวได้แล้วค่ะ”
หานลู่หยางขานรับในทันทีแล้วรีบวิ่งออกไปเรียกคนในครอบครัวให้มาล้างมือ
เมื่อทุกคนล้างตัวปัดฝุ่นละอองออกจากร่างกายเรียบร้อยแล้วชีเยวี่ยและย่าหานก็ยกบะหมี่ออกมา
หานลู่หยางที่ล้างมือเสร็จเป็คนแรกใบหน้าของเขายิ้มแป้น เขาอาสาเข้าไปช่วยยกชามพลางพึมพำออกมา
“พ่อครับ แม่ครับวันนี้กินบะหมี่เนื้อสับนะครับ แค่ได้กลิ่นก็หอมขนาดนี้ฝีมือของชีเยวี่ยนับวันยิ่งดีขึ้นจริงๆ
“ชีเยวี่ย่ ต่อไปนี้เธอทำอาหารเถอะเธอทำอาหารน่ากิน”
พอได้ยินหานลู่หยางพูดแบบนั้น ย่าหานรีบห้ามปรามทันที“ไม่ได้ๆ ถ้าให้ชีเยวี่ยเป็คนทำอาหารทุกวัน ปลายปีพวกแกได้กินแต่ลมหนาวกันพอดี!ซย่าซิ่วเหอได้ยินแม่สามีพูดแบบนั้น เธอมองไปที่อาหารบนโต๊ะแล้วก็เข้าใจขึ้นมาทันที
“ชีเยวี่ยจ๊ะธัญพืชที่บ้านใกล้จะหมดแล้วนะ ต้องประหยัดหน่อยนะ!”
“แม่คะ ไม่ต้องห่วงค่ะรับรองว่าพวกเราจะมีข้าวกินไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวแน่นอน”หานชีเยวี่ยพูดอย่างมั่นใจ
ซย่าซิ่วเหอมองไปที่แม่สามีเห็นว่าแม่สามีไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอก็เริ่มกินข้าว
หานชีเยวี่ยไม่ลืมที่จะเตือนเหล่าพี่ชายของเธอให้ใช้เวลาว่างอ่านหนังสือ
พี่ชายคนโตเป็คนรักเรียนตอนที่เรียนหนังสือก็เรียนเก่งมาตลอด
ถ้าหากเขาสามารถตั้งใจอ่านหนังสือสอบเข้าวิทยาลัยครูอะไรได้เทือกนั้นได้อีกรอบล่ะก็คงจะดีไม่น้อย
หานเซี่ยงหยางอายุแค่ยี่สิบสามปีเท่านั้นถ้าเป็ยุคหลังก็คงจะเป็วัยที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ถือว่ายังไม่แก่เกินไป
พอได้ยินเื่เรียนหนังสือความเร็วในการคีบอาหารของทุกคนลดลงราวกับว่าอาหารในปากไร้รสชาติอีกต่อไป
หานชีเยวี่ย่กำลังจะพูดต่อ จู่ๆก็มีคนมาเคาะประตู
หานลู่หยางพูดขึ้น “ใครกันมาบ้านตอนจะกินข้าวเนี่ย”
เขาบ่นอุบอิบ แต่ก็ยังลุกไปเปิดประตู
คนที่ยืนอยู่หน้าประตูก็คือป้าตู้
ป้าตู้เห็นคนบ้านตระกูลหานกำลังนั่งกินข้าวอยู่ก็รู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง
“กำลังกินข้าวกันอยู่หรือ? ”
พอเห็นหน้าป้าตู้คนบ้านตระกูลหานก็นึกถึงตู้ฉาขึ้นมาทันที รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนเริ่มเจื่อนเงียบโดยไม่มีคำใดหลุดออกมาเลย
เมื่อไม่มีใครเอ่ยปากพูดกับเธอป้าตู้ก็ยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนมากขึ้นไปอีก
แต่ไม่ว่าจะรู้สึกอับอายแค่ไหนเื่ที่ต้องพูดก็ต้องพูด
“พี่สาว เื่ในครั้งนี้ฉันทำไม่ถูกเองฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่าครอบครัวตระกูลจวงจะเป็แบบนั้นฉันเลยตั้งใจมาขอโทษพี่โดยเฉพาะเลย”
ป้าตู้ดูเจียมเนื้อเจียมตัวมาก
แม้ว่าฐานะทางบ้านของตระกูลหานจะไม่ค่อยดีนักแต่พวกเขามีลูกชายหลายคน
การมีลูกชายหลายคน แสดงว่าพวกเขามีอำนาจ
แม้แต่การทะเลาะวิวาทพวกเขาก็ได้เปรียบกว่าคนอื่น
ย่าหานและคนอื่นๆ พอได้ยินป้าตู้พูดแบบนั้นสีหน้าของพวกเขาก็ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ส่วนหานชีเยวี่ยนั้นกลับรู้สึกอยากรู้ว่าป้าตู้จะขอโทษเธออย่างไร
เธอวางชามข้าวในมือลงแล้วมองไปที่ป้าตู้ด้วยแววตาเป็ประกาย