ท่ามกลางสายตานับร้อย เสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วบริเวณ เขารู้ดีว่าทุกสายตาที่มองมาไม่ได้ชื่นชมเขาเพียงเพราะความงาม หากแต่เต็มไปด้วยความสงสัย ความอยากรู้อยากเห็น และบางคนถึงกับฉายแววเย้ยหยัน
ใครบ้างเล่าที่ไม่ได้ยินเื่ราวของคุณหนูใหญ่ลู่ ความคิดนั้นก้องในใจ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอ่อนหวานมือเรียวขาวลูบไล้กระโปรงที่พลิ้วไหว ลู่หยางเฉิงค้อมตัวคารวะต่อแขกผู้ใหญ่ ดวงตาเรียวยาวที่ฉายแววสงบสุขุมปิดบังความตึงเครียดในใจได้อย่างแเี
“ลู่เหอซินขอคารวะเ้าค่ะ ท่านเสนาบดีหลี่”
ลู่หยางเฉิงเอ่ยคำอย่างนอบน้อม ดวงตาเรียวยาวฉายแววสงบเสงี่ยม เขาโค้งกายเล็กน้อยตามมารยาทอันสมบูรณ์แบบ รอยยิ้มอ่อนโยนแต่งแต้มบนใบหน้าราวกับปราศจากความหวั่นไหวใด ๆ แม้ภายในใจจะหนักอึ้งด้วยความตึงเครียด
“คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลลู่ช่างอ่อนหวานยิ่งนัก” หลี่หูชิงเอ่ยชม น้ำเสียงทรงอำนาจแต่แฝงไว้ด้วยความชื่นชม
“ข้าได้ยินชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่นานแล้ว วันนี้ได้พบตัวจริง ช่างเป็เกียรติยิ่งนัก”
“ท่านหลี่กล่าวเกินจริงแล้วเ้าค่ะ” ลู่หยางเฉิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนุ่ม ยิ้มบางอย่างถ่อมตัว
“เป็เกียรติของข้าต่างหากที่ได้พบท่านในวันนี้”
คำตอบที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยความฉลาดและสุขุม ทำให้หลี่หูชิงพยักหน้าเล็กน้อยอย่างพอใจ บรรยากาศรอบตัวของลู่หยางเฉิงยิ่งเสริมความโดดเด่นให้ภาพลักษณ์ของเขาในสายตาผู้คน ทั้งความงามอันสง่างามและท่วงท่าที่นอบน้อม สมกับตำแหน่ง “คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลลู่” อย่างแท้จริง
หลี่หูชิงมองลู่หยางเฉิงด้วยสายตาที่แฝงความพินิจพิเคราะห์ เขายิ้มบางพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ยังคงความหนักแน่น
“คุณหนูใหญ่ สมแล้วที่ผู้คนต่างกล่าวขานถึงท่าน ไม่เพียงแต่ความงาม แต่ยังมีวาจาที่เฉียบแหลมและนอบน้อมยิ่ง”
“ท่านหลี่เมตตาเกินไปแล้วเ้าค่ะ”
ลู่หยางเฉิงโค้งคำนับอีกครั้ง ท่วงท่าชดช้อยของเขาราวกับได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี เสียงกระซิบจากเหล่าผู้ร่วมงานยังคงดังแว่วอยู่รอบตัว แต่ลู่หยางเฉิงยังคงสงบนิ่ง ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ราวกับเดินอยู่บนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ
หลี่หูชิงยิ้มกว้างพร้อมโบกมืออย่างเอื้ออารี
"ท่านหลี่อะไรกัน เรียกข้าว่า ‘ลุงหลี่’ ก็พอเถอะ"
ลู่หยางเฉิงยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เ้าค่ะ ท่านลุงหลี่"
"คุณหนูเหอซิน!"
เสียงหวานใสดังขึ้นตามมาด้วยฝีเท้าที่ค่อนข้างเร็ว ลู่หยางเฉิงหันไปตามเสียงนั้น เห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ นางสูงโปร่งและมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของนางดูนุ่มนวล ทว่าสายตากลับแฝงไปด้วยความเ้าเล่ห์ที่ทำให้รู้สึกถึงความตั้งใจบางอย่าง
"ข้าชื่อเฟิงหยนุหลิง จากตระกูลเฟิงเ้าค่ะ" เฟิงหยนุหลิงกล่าวด้วยท่าทางสุภาพ พร้อมย่อตัวอย่างนอบน้อม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาและมองตรงไปที่ลู่หยางเฉิง
“ได้ยินกิติศัพท์ของคุณหนูเหอซินว่าทั้งความสามารถล้ำเลิศและความงามลือเลื่องนัก เมื่อได้พบตัวจริงวันนี้ ข้าน้อยนับว่ามิได้ผิดหวังเลยสักนิดเ้าค่ะ”
คำกล่าวนั้นแฝงนัยบางอย่าง ลู่หยางเฉิงเข้าใจดี เขารู้ดีว่าเฟิงหยนุหลิงเน้นคำว่า สามารถ และ งดงาม เพราะ้าย้ำถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดเกี่ยวเื่ที่หอสุ่ยเหริน เขาเองก็ทราบดีว่าเฟิงหยนุหลิงเป็หลานสาวของบ้านเดิมของฮูหยินหลี่และตระกูลเฟิงนั้นมีความสัมพันธ์อันแแ่กับตระกูลลู่ ด้วยเหตุนี้แม้การที่เฟิงหยุนหลิงเอ่ยชมนั้น แต่ยังแฝงถึงนัยสำคัญ เขาก็ไม่อาจจะแสดงกริยาที่ไม่พอใจได้ดวงตาของนางเปล่งประกายเ้าเล่ห์ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานแต่แฝงด้วยเจตนาร้าย
“หยนุหลิงได้ยินมาว่าศิลปะสี่แขนงของคุณหนูลู่เป็เลิศนัก โดยเฉพาะการร้องรำ หากคุณหนูลู่จะกรุณาแสดงฝีมือให้แขกในงานชม หยนุหลิงคงจะรู้สึกเป็เกียรติยิ่งนัก”
“ขอบคุณสำหรับคำชมเ้าค่ะ” ลู่หยางเฉิงยิ้มบาง พลางประสานมือเล็ก ๆ อย่างอ่อนช้อย ร่างในชุดผ้าไหมสีฟ้านวลดูราวกับภาพวาดชั้นสูง
“อย่างไรก็ดี หากคุณหนูเฟิงคาดหวังให้เหอซินแสดงฝีมือร้องรำในค่ำคืนนี้ เกรงว่าคงต้องขออภัยเ้าค่ะ เพราะแม้ดอกบัวจะงดงามในบึง แต่หากให้ปีนเถาองุ่นก็คงเกินความสามารถของมัน ความสามารถของเหอซินนั้นหาได้เลิศล้ำถึงเพียงนั้น”
เฟิงหยุนหลิงเลิกคิ้ว ยิ้มบาง ๆ แต่ในใจเต็มไปด้วยความไม่พอใจ นางพยายามรักษาท่าทีไว้
“เช่นนั้นหรือเ้าคะ? ข้าน้อยเพียงหวังจะได้เห็นศิลปะที่เลื่องลือหากคุณหนูลู่ปฏิเสธ เช่นนี้คงน่าเสียดาย”
ลู่หยางเฉิงยิ้มบางขณะตอบกลับ น้ำเสียงสุภาพแต่เจือด้วยความเฉียบคม
“ดูเหมือนคุณหนูเฟิงจะชื่นชอบการชมการแสดงไม่น้อย ข้าเชื่อว่าคุณหนูเฟิงเองก็คงมีฝีมืออยู่ไม่น้อยเช่นกัน หากคุณหนูเฟิงกรุณาแสดงให้พวกเราชมบ้าง คงเป็เกียรติยิ่งนักเ้าค่ะ”
คำพูดนั้นส่งผลให้เฟิงหยุนหลิงชะงัก นางหน้าแดงขึ้นเล็กน้อยด้วยความอับอาย ดวงตาวาววับไปด้วยโทสะปนขุ่นเคือง
‘นางกล้ากล่าวเช่นนี้กับข้า! ข้าเป็ถึงคุณหนูตระกูลเฟิง จะให้มาร้องรำต่อหน้าบุรุษได้อย่างไร’
เฟิงหยุนหลิงพยายามควบคุมอารมณ์ นางสูดหายใจลึกก่อนเอ่ยขึ้นเสียงเบา
“ข้า…ขออภัย หากคำพูดของข้าทำให้ท่านไม่พอใจ”
“คุณหนูเฟิงกล่าวหนักเกินไปนักเ้าค่ะ เหอซินหาได้ถือสาหรือโกรธเคืองไม่ เพียงแต่เหอซินมิใช่นางรำ ดั่งนกกระจิบที่มิอาจเทียบเสียงเจื้อยแจ้วของหงส์ คงจะไม่เหมาะสมที่จะสร้างความรื่นเริงในงานนี้ แต่ดูท่าคุณหนูเฟิงเองคงเป็ดังหยกงาม หากช่วยสร้างสีสันให้กับงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ คงมิถือว่าเกินงามหรอกเ้าค่ะ”
บรรยากาศรอบข้างเริ่มตึงเครียด เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นจากผู้คนในงาน บางคนหันมามองเฟิงหยุนหลิงด้วยแววตาสนใจ ในขณะที่บางคนรู้สึกถึงความเจ็บแสบในคำพูดของลู่หยางเฉิง
ในขณะนั้น เสนาบดีหลี่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลเหลือบมองหลานสาวด้วยสายตาเคร่งขรึม ราวกับส่งสัญญาณเตือนให้ระวังคำพูด
“เฟิงหยุนหลิง!” เสียงของเสนาบดีหลี่ดังขึ้นอย่างทรงอำนาจ แม้ไม่ได้เปล่งเสียงดังนัก แต่ก็ชัดเจนพอที่ทุกคนรอบข้างจะได้ยิน
เฟิงหยนุหลิงสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะยืนตัวตรง ดวงตาของนางไม่กล้าสบตากับเสนาบดีหลี่ในทันที รู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันเสนาบดีหลี่เข้าไปใกล้จนแทบจะยืนอยู่ข้างๆหลานสาว ก่อนที่จะพูดเสียงต่ำแต่หนักแน่น
“เหตุใดเ้ากล่าวเช่นนั้นกับคุณหนูลู่ นางเป็สตรี หากเ้าไม่รู้มารยาท ก็ไม่ควรเสนอให้นางร้องรำต่อหน้าบุรุษเช่นนี้!”
คำตำหนินั้นทำให้เฟิงหยุนหลิงหน้าซีดเล็กน้อย เสนาบดีหลี่เบนสายตาไปยังลู่หยางเฉิง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ข้าต้องขออภัยคุณหนูลู่แทนหลานสาว หากคำพูดใดของนางล่วงเกินท่าน ข้าหวังว่าจะเห็นแก่หน้าข้า”
คำกล่าวของเสนาบดีหลี่ทำให้ผู้คนในงานเลี้ยงต่างจับจ้องมายังลู่หยางเฉิงทันที เสียงกระซิบซาบซ่านเริ่มดังขึ้นรอบตัวอีกครั้ง
ลู่หยางเฉิงสูดลมหายใจลึก แม้ภายในใจจะขุ่นเคือง แต่ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง เขายิ้มบางๆ และกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ท่านลุงหลี่ให้เกียรติข้าเกินไปนักเ้าค่ะ ข้าไม่ได้ถือโทษคุณหนูเฟิง เพียงล้อเล่นกันไปตามประสา ดั่งน้ำในห้วยที่ไหลไปตามลมเท่านั้นเอง”
คำกล่าวของลู่หยางเฉิงช่วยผ่อนคลายบรรยากาศให้ดีขึ้น ท่ามกลางเสียงกระซิบที่ค่อย ๆ สงบลง ผู้คนหันกลับไปยังงานเลี้ยง แต่ในใจของทุกคนล้วนประทับใจกับท่าทีอันสง่างามและเฉลียวฉลาดของลู่หยางเฉิง ดูเหมือนข่าวลือในหอสุ่ยเหรินนั้นจะกล่าวเกินจริง…
ในมุมเงามืดของศาลาใต้แสงจันทร์ สายลมพัดเอื่อยพาเสียงใบไม้ไหวเบา ๆ สายตาคมคู่หนึ่งซ่อนตัวอยู่หลังฉากม่านเงียบสงัด จับจ้องไปยังร่างของหญิงสาวผู้มาเยือน ดวงตาของเขาหยุดนิ่งเมื่อได้เห็นลู่เหอซินก้าวเข้ามา
“ลู่เหอซิน…” เสียงพึมพำแ่เบาของเขาถูกกลืนไปกับความมืด ราวกับเอ่ยชื่อเพื่อย้ำเตือนตัวเองถึงบางสิ่งที่ไม่ควรลืม
ร่างสูงยังคงยืนนิ่งในเงามืด แต่ดวงตาของเขาเปล่งประกายความสงสัยและครุ่นคิด แม้จะไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนาง แต่เขารับรู้ถึงความงดงามของนางเกินกว่าจะบรรยาย ผิวขาวนวลผ่องต้องแสงจันทร์เปล่งประกายคล้ายหยกเนื้อดี ทุกอิริยาบถช่างดูสมบูรณ์แบบ ทว่า สิ่งที่ตรึงสายตาของเขาหาใช่เพียงความงาม แต่คือดวงตาคู่นั้น...
สายตาที่เปล่งประกายราวกับรู้แจ้งทุกสิ่ง สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความลึกซึ้งราวกับซ่อนความลับอันหนักอึ้งเอาไว้ขณะมองนางเคลื่อนไหวอย่างสง่างาม ความสงสัยผุดขึ้นในใจ ท่ามกลางเสียงพูดคุยและหัวเราะในงานเลี้ยง แต่แววตาของนางกลับไม่ได้แสดงความร่าเริงหรืออารมณ์ขัน หากแฝงความระแวดระวังอันยากจะปิดบังไว้แทน แม้จะมีเื่ราวบางอย่างที่กวนใจสายตาของนางควรจะโกรธเคืองมิใช่หวั่นเกรง
ขณะที่เขากำลังพิจารณาสายตานั้นอยู่ ราวกับนางรับรู้ถึงการถูกจับจ้อง ลู่เหอซินหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันขวับมาทางที่เขายืนอยู่ในความมืด ดวงตาของนางจ้องตรงมาราวกับจะเจาะทะลุทุกเกราะกำบัง…