บทที่ 10
และแล้วปีก็ผ่านไป ในที่สุดฤดูสปริงก็มาถึงอีกครั้ง เชอรี่ออกดอกไสว และนกดุเหว่าก็มาถึงพร้อมกัน ปีกของมันกางเต็มที่ยามที่ถลาร่อนลงต่ำ โฉบลูกเป็ดตัวน้อย ๆ ไปเป็นอาหาร บีกับข้าช่วยกันตะโกน ตบไม้ตบมือจนก้องไปทั่วเพื่อไล่มันไปเวลานี้ข้าสามารถจะสร้างตุ๊กตาทั้งตัวได้แล้ว นับแต่นำไม้มาแกะสลักเป็นลำตัวกับหน้าตา มือและเท้า ใส่กลไกเข้าไปในตัวที่ทำกลวงไว้ และเชื่อมต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเข้าด้วยกัน รวมทั้งส่วนใบหน้าและลำคอ เวลานี้ข้ามีโต๊ะอยู่ติดกับพ่อในห้องทำงานแล้ว มีเครื่องมือพิเศษอีกชุดหนึ่งสำหรับตนเอง ซึ่งชาเวนาซเป็นคนทำให้ ข้ายอมทนทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ เพื่อที่จะให้กลไกนั้นเป็นงานฝีมือที่ดีที่สุด ไม่มีการติดขัด เดือยกับตะปูควงตัวเล็ก ๆ ที่นำมาใช้นั้นจะต้องเข้ากันได้พอดี เช่นเดียวกันกับข้อต่อทั้งหลายที่เชื่อมโยงกันอยู่บนเรือนกายของมนุษย์ ขณะนี้ข้าอยากจะศึกษาเกี่ยวกับอวัยวะภายในของร่างกายมนุษย์ เพื่อที่ว่าสักวันหนึ่ง ข้าอาจจะทำหุ่นยนต์ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งมีชีวิตของตัวมันเอง มีความคิดของตัวมันเองได้ด้วยเวลานี้ไม่ว่าพ่อจะไปไหน พ่อจะต้องพาข้าไปด้วยทุกแห่ง ข้ารู้ว่าพ่อกำลังต่อสู้กับอะไรบางสิ่งบางอย่างในตัวข้า เพื่อที่จะดึงข้าออกมาจากความทุกข์ทรมาน ซึ่งเป็นเครื่องกีดขวางอันหนักหนาสำหรับเรา แต่มันก็หมายถึงการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับบีลงพ่ออ่านพระคัมภีร์ให้ข้าฟังทุกคืน และพยายามหาหนังสือต่าง ๆ มาให้ข้าอ่าน รวมทั้งหนังสือเกี่ยวกับ ศาสนศาสตร์อันเป็นภาษาละตินทั้งหมด พ่อได้ตั้งความหวังไว้อย่างเต็มที่ว่าข้าจะต้องไปเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งวิชาศาสนศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็นอย่างยิ่ง และข้าอาจจะได้เป็นผู้สอนศาสนาด้วย พ่อบอกกับข้าว่า“โวก็องซ็อง ซึ่งเป็นผู้ทำหุ่นยนต์ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ก็เป็นหมอสอนศาสนาด้วย”เวลานี้ข้าไม่เคยขึ้นไปยังห้องเล็กใต้หลังคาบ้านเพื่อดูตุ๊กตาดินที่แม่บอกว่าเป็นผู้พิทักษ์วิญญาณอีกแล้ว และแม่ก็ไม่เคยตื่นขึ้นมากลางดึกอีก อย่างช้า ๆ ที่ข้าเริ่มเชื่อว่า เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงความฝันที่ผ่านพ้นไปแล้ว ข้าบอกกับตัวเองว่า“ในห้องใต้หลังคานั้น มันไม่มีอะไรอยู่แล้ว”อังตวนนักเทศน์ก็ได้เดินทางออกไปจากหมู่บ้านแล้ว เอาสุนัขพันธุ์มาสทิฟฟ์ของเขาไปด้วย กล่าวกันว่าการเดินทางของนักบวชผู้นี้เป็นเพราะเขาต้องไปทำพิธีขับไล่แม่มดหมอผีและเวทมนตร์แห่งผีร้ายที่เข้าสิงสู่อยู่ในคนในตำบลการขุดหลุมฝังศพยังคงดำเนินอยู่ต่อไปในวิดี้ ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองนครโลซานน์ขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1739 เนื่องในโอกาสที่ได้ค้นพบชื่อโรมันของเมือง คือ ลูซอนน่า ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกจารึกไว้บนแผ่นหินอ่อน และยังมีข้อความที่ประกาศอัญเชิญเทพแห่งดวงอาทิตย์ให้ปกปักรักษานครแห่งนี้และข้อความสรรเสริญดวงจันทร์อีกด้วย และนับแต่นั้นเป็นต้นมาก็ได้มีการค้นพบอะไรต่อมิอะไรมากมาย นครโลซานน์เต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งความภาคภูมิใจในอดีตที่ถือกำเนิดมาจากชนชาวโรมัน ข้าได้ยินเสียงกระแสจิตของบีที่เต็มไปด้วยการดูหมิ่นเหยียดหยามยามที่พ่ออ่านถึงเรื่องการค้นพบในสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเขียนลงไว้ในหนังสือจดหมายเหตุประจำปีออกมาดัง ๆ เสียงแห่งจิตของเธอกล่าวว่า“โลซานน์เป็นเมืองที่เก่าแก่กว่านั้นนัก เก่ากว่าสมัยอาณาจักรโรมันเสียด้วยซ้ำ”ในระยะหลัง ๆ นี้ บ่อยครั้งที่พ่อกับข้าจะขึ้นรถมาเข้าไปในตัวเมืองด้วยกัน อเลกซานเดอร์เป็นม้าที่ชำนาญทางแล้ว และข้าก็จำตำบลทั้งสามของเมืองนั้นได้ติดตาม ทั้งบูร์ก เซ้นท์ลอเร้นท์ และปาลู้ดที่มีตลาดใหญ่การที่เราเดินทางเข้าไปในเมืองบ่อยครั้งก็เนื่องจากเวลานี้มีผู้รู้จักฝีมือการทำตุ๊กตากลของพ่อมากขึ้น แม้ว่าพ่อจะไม่ได้เป็นนักประดิษฐ์เพียงคนเดียวก็ตาม ตลอดทั้งแผ่นดินโว้ดนี้เต็มไปด้วยช่างฝีมือในการแกะสลัก ช่างไม้ ช่างทำนาฬิกา ช่างตีเหล็ก ซึ่งจะทำงานของตนไปตลอดคืนแห่งฤดูหนาวอันยาวนาน นาฬิกาทุกรูปแบบ ตุ๊กตาแกะสลักตบแต่งด้วยเสื้อผ้าและฉาบสีสันให้ดูคล้ายทหารบ้าง นักแสดงกายกรรมบ้าง นักวิทยากลบ้าง หรือไม่ก็นักดนตรีซึ่งมีขลุ่ยผิว ทรัมเป็ต หรือกลองเมื่อมีเทศกาลใหญ่ ๆ ซึ่งจะจัดขึ้นปีละสามครั้งนั้น ช่างฝีมือเหล่านี้จะเอางานของตนมาประกวดประชันกัน ในเทศกาลเหล่านั้นจะมีการตั้งร้านแผงลอยจำหน่ายสินค้าขึ้นไปตามเนินเขา จากปาลู้ด ซึ่งมีอนุสาวรีย์ที่ทำเป็นน้ำพุตั้งอยู่เหนือบันไดหินอันเป็นทางขึ้นสู่มหาวิหาร แต่ละร้านก็จะมีสินค้าแต่ละชนิด ลูกค้าเข้าไปอุดหนุนกันเป็นจำนวนมาก มีทั้งเมล็ดพันธุ์พืช ข้าว แป้งทำอาหาร รองเท้าและเครื่องหนัง เนยแข็ง ปลาเฮอริง และไส้กรอก รวมทั้งพืชผักต่าง ๆ ที่ถูกนำมาขาย ร้านที่ขายดีที่สุดเห็นจะเป็นร้านที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ประเภทลูกไม้ ผ้าไหม ผ้ากำมะหยี่ และผ้าแพรลายสวยจากเมืองจีน เครื่องลายครามและเครื่องเทศ และที่แน่นอนที่สุดคือร้านที่จำหน่ายนาฬิกากับตุ๊กตาไขลานนั่นเอง ดูเหมือนว่าคนทั้งโลกกำลังมีแต่ความต้องการในตุ๊กตาประเภทนี้ทั้งสิ้น นอกจากนั้นก็ยังมีการพูดกันถึงเรื่องการสร้างหุ่นยนต์ อันเป็นตุ๊กตากลชนิดสมบูรณ์แบบ เพราะดูราวกับมันมีชีวิตจริง ๆ เป็นการสร้างบุคลิกภาพแห่งความมีชีวิตให้เกิดขึ้นมาใหม่ แม้ว่ามันจะไม่ได้มีชีวิตเป็นของมันเองก็ตาม และมันก็เป็นความฝันอันเก่าแก่ที่มีมาพร้อมกับกำเนิดแห่งมนุษยชาติ ข้าเองก็เคยสร้างความฝันว่าจะต้องสร้างหุ่นยนต์ให้ได้สักตัวหนึ่งเช่นที่ข้าเคยได้พูดมาแล้วเวลานี้ความปรารถนาอันรุนแรงของพ่อได้กลายเป็นความปรารถนาของข้าไปแล้ว และฝีมืออันประหนึ่งได้รับพรสวรรค์นั้นก็เป็นมรดกที่ตกทอดมาสู่ข้าด้วยเมื่อเราลงจากเกวียน พร้อมด้วยสรรพสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือการประดิษฐ์ของพ่อ ซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยผ้าลินินเนื้อละเอียด สีหน้าของพ่อจะผ่องใสปลื้มเปรมยิ่งนัก ร่างของพ่อดูเด่นเป็นสง่าขึ้นกว่าเดิม ใคร ๆ ต่างก็เดินเข้ามาหาพ่อ“เมอซีเออร์ดูเรียซ คราวนี้เอาของวิเศษอะไรมาขายล่ะ? ”“ก็สุภาพสตรีแสนสวยสำหรับประดาท่านที่มาจาก รู ดู บูร์ก น่ะสิขอรับ” พ่อจะตอบออกไปเช่นนี้ และทุกคนก็จะหัวเราะรับด้วยความพอใจยิ่งจากนั้นเราจะเดินดูของกันไปตามร้านต่าง ๆ เพื่อจะชมบ้าง หาซื้อบ้าง ข้ายังจำได้ถึงเมื่อครั้งที่มีการนิยมผ้าฝ้ายเกิดขึ้น บรรดาสุภาพสตรีทั้งหลายต่างก็ปรารถนาจะแต่งกายด้วยผ้าฝ้ายกันทั้งสิ้น ผ้าฝ้ายนั้นมีทั้งที่เนื้อบางเบา หรือไม่ก็หนาเช่นลินิน และวันหนึ่งขณะที่เรากำลังเพลินชมอะไรต่อมิอะไรอยู่ เราก็เห็นผู้ชายชาวจีนจำนวนถึงสิบคน ไว้หางเปียยาวลงมาถึงแผ่นหลัง สวมเสื้อคลุมตัวยาวแบบทูนิคกับกางเกงขายาว มีหมวกทรงกลมครอบอยู่บนศีรษะ และสวมรองเท้าที่ทำด้วยผ้า คนเหล่านี้เดินทางมาเพื่อที่จะวาดภาพประดับฝาผนังในคฤหาสน์ของมหาเศรษฐีคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้เองได้มีเศรษฐีชาวปรัสเซียนและชาวฝรั่งเศสซื้อไป มีธรรมเนียมหนึ่งที่เกิดอยู่ในฝรั่งเศสมาเป็นเวลาหลายสิบปี คือช่างฝีมือหรือจิตรกรนั้นจะต้องสั่งมาจากประเทศจีน ประมาณครั้งละยี่สิบคน เพื่อที่จะมาทำงานจิตรกรรมฝาผนังตามห้องในปราสาทต่าง ๆ ภาพที่จิตรกรชาวจีนเหล่านั้นจะวาดขึ้นจะเป็นภาพนก ดอกไม้ และทิวทัศน์ต่าง ๆ เป็นที่เชื่อกันว่าประเทศจีนนั้นเป็นประเทศที่อุดมด้วยศิลปะมากมายในงานเทศกาลครั้งหนึ่ง ซึ่งจัดขึ้นในทำนองเดียวกันนี้ ที่ข้าได้เห็นกระดาษแข็งที่ทำขึ้นโดยชาวจีน กับตุ๊กตาที่ทำจากกระดาษชนิดหนึ่ง ซึ่งเบากว่าเครื่องลายครามหรือเครื่องปั้นดินเผาหรือไม้เสียด้วยซ้ำ เราสามารถจะเอามาตกแต่งให้เป็นใบหน้าของตุ๊กตาคนที่เราทำขึ้นได้ ข้าอยากจะให้พ่อลองซื้อมาทำดู แต่พ่อก็ยังลังเลใจอยู่“คนซื้อเขาอาจจะไม่ชอบก็ได้” พ่อบอกครั้งหนึ่งเราเข้าไปในตัวเมือง เพื่อที่จะเอาลูกของมารี-ลา-ฟอลล์ที่เกิดใหม่ไปไว้ที่โรงเลี้ยงเด็กกำพร้า แม่เป็นคนทำคลอดเด็กคนนั้นด้วยตนเอง เนื่องจากไม่มีใครยอมช่วย เมื่อมีการถามถึงว่าใครเป็นพ่อขึ้น มารีก็จะเพียงหัวเราะเท่านั้น อย่างดีก็เอามือวางลงบนหน้าท้อง แต่หลังจากที่นางเลี้ยงลูกไปได้สักสองสามเดือน พ่อของนางจะไม่ยอมให้นางเก็บเด็กไว้ และอกาเต้ บูแรนเดล ก็จะบอกว่าควรจะเอาเด็กไปฝากไว้ที่โรงเลี้ยงเด็กกำพร้าจะดีกว่า เพื่อที่ว่าเมื่อเติบโตขึ้นมาจะได้เป็นคริสเตียนที่ดี แม่อยากจะให้พวกเราได้เลี้ยงทารกนั้นไว้ เพราะเห็นเป็นเด็กผู้หญิงน่ารัก แต่คำว่า “คนทั้งหมู่บ้านจะต้องต่อต้านเพราะเขาไม่เห็นด้วย” จากท่านสาธุคุณบูแรนเดล ทำให้เราทำเช่นนั้นไม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องพาทารกน้อยเพศหญิงเข้าเมือง อกาเต้จะต้องเข้าร่วมสวดมนต์สรรเสริญพระเจ้าร่วมกับแม่ เพราะว่าอกาเต้ชอบที่จะร้องเพลงสวดเพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจให้ไกลตัวอยู่แล้ว