04
รอด
กรีนถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉินทันทีหลังจากถึงโรงพยาบาลย่านม ฉิ่งรวมถึงคนขับรถ ถูกกันให้ออกมารออยู่ได้เพียงแต่ที่ด้านนอกของห้องฉุกเฉินทั้งหมดกังวล แต่ย่านมพอคุมสติได้ จึงคว้าโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อคอกระเช้าขึ้นมาเลื่อนหาเบอร์และกดโทร
เสียงสัญญาณรอสายดังอยู่สักพัก
“รับสักทีสิ” ย่านมเอ่ยงึมงำอย่างร้อนรน
และไม่นานหลังจากนั้น “ครับ” ก็มีเสียงปลายสายตอบกลับมา
“ตอนนี้คุณหนูแย่แล้วล่ะค่ะ” น้ำเสียงของย่านมสั่นเครือ
คนปลายสายรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ไม่วายใกับสิ่งที่ตนนั้นได้ยิน “คะ…ใครนะครับ!!” แต่ถึงอย่างนั้นก็พลันให้ต้องเอ่ยถามกลับไปอีกครั้ง และระหว่างนั้นคิ้วของตนก็เริ่มขมวดตึง“เกิดอะไรขึ้น…ไหนว่าเขาไม่เกิดอาการอะไรขึ้นมาสักพักแล้วอย่างไรครับ”เริ่มใส่อารมณ์ แต่พอตั้งสติได้ “ครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย” ก็กลับมาควบคุมน้ำเสียงของตนให้อ่อนลงตามเดิม
ร่างของกรีนถูกวางเอาไว้อยู่บนเตียงแข็งเรียบๆของโรงพยาบาลมีผ้าคลุมร่างอยู่ครึ่งตัว ผ้าม่านถูกดึงคลุมปิดล้อมเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น และด้านในร่างของเขาอยู่กับหมออีกสองคน ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง
หมอผู้หญิงหันเข้ามาสบกับหมอผู้ชาย ซึ่งสีหน้าของเธอนั้นต่างก็เป็กังวลและสับสนกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเล็กน้อย“นี่นายไม่คิดจะปั๊มหัวใจให้เขาจริงๆอย่างนั้นเหรอ” สีหน้าเริ่มแสดงถึงความร้อนรน“ฉันรู้สึกว่าเขายังมีชีวิตอยู่เลยนะ” ก่อนจะเบือนกลับมาสบกับร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้านั้นอีกครั้ง
หมอผู้ชายหลุบสายตามองร่างแน่นิ่งบนเตียงตรงหน้าเช่นกันแต่ถึงกระนั้น “ไม่จำเป็หรอก เด็กนี่ตายมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วอีกอย่างเด็กนี่ก็เป็มะเร็งสมองระยะสุดท้าย ต่อให้ปั๊มหัวใจไปก็ไร้ประโยชน์อย่างไรไม่ช้าไม่นานก็ต้องตายอยู่ดี” ก่อนจะลั่นวาจาอธิบายถึงเหตุผลของตนออกไป
แต่หมอผู้หญิงกลับรู้สึกไม่ค่อยพอใจกับคำตอบที่ได้รับแต่ใช่ว่าเธอจะทำอะไรได้ เพราะมันตรงตามที่หมอผู้ชายพูด จึงทำได้เพียงแค่ถามย้ำคำตอบที่ได้รับกลับมาก่อนหน้านั้นอีกครั้ง“แน่ใจแล้วอย่างนั้นเหรอ แล้วจะไม่เกิดปัญหาตามมาแน่นะ” หมอผู้ชายไม่ตอบเธอชักสีหน้า ถอนหายใจ พลางหยิบผ้าคลุมขึ้นปิดหน้าเ้าของร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงแข็งเรียบๆนั่น“เฮอะ อย่างนั้นก็ตามใจเลยก็แล้วกัน”
หน้าห้องฉุกเฉินย่านมพยายามสวดมนต์ภาวนาอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง“ได้โปรด ได้โปรดเถอะ” เพื่อขอแค่ให้คุณหนูของเธอฟื้นขึ้นมาแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เองดูเหมือนจะไม่ได้ให้ตามคำที่เธอนั้นร้องขอแต่อย่างใด
เพราะเมื่อประตูห้องฉุกเฉินเปิดออกเตียงที่มีร่างนอนแน่นิ่งและถูกคลุมเอาไว้ด้วยผ้าสีขาวสะอาดทั้งร่าง ก็ถูกเข็นออกมาพร้อมกันกับหมออีกสองคน
แต่ไม่มีใครสนใจหมอทั้งสองคนนัก ทุกคนกำลังตะลึงใ ดวงตาเบิกโพลงอย่างสิ้นหวัง น้ำตาเริ่มคลอเอ่อล้นลงมาอาบเปื้อนแก้มทั้งสองข้างอย่างบังคับไม่ได้
และในระหว่างนั้น “ทางเราเสียใจด้วยครับ”หมอผู้ชายก็เอ่ยขึ้น
ฉิ่งสะอื้นหนักขึ้นไปอีก คำพูดของหมอยิ่งย้ำชัดว่าคุณหนูของเธอได้จากไปแล้วจริงๆถึงแม้บางเวลาเธออาจจะแอบบ่นและรำคาญเขาอยู่บ้างก็ตาม “แล้วต่อไปนี้ ฮะ..ฮึก ฉิ่งจะแอบดูใครอาบน้ำล่ะคะ ฮือ”
ส่วนคนขับรถนั้นเขาทำได้เพียงแค่ก้มใบหน้าของตนลงและหลุบสายตาลงต่ำเพื่อไว้อาลัย ถึงแม้จะไม่สนิทกับคุณกรีนมากนัก แต่เขาเองก็ใช่ว่าจะทนไม่ให้น้ำตาใสๆนั่นไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้างได้
ย่านมเองยังรับกับความจริงไม่ได้นักเธอยกมือขวาขึ้นปิดปากอย่างไม่อยากเชื่อ แต่ในความเป็จริง ร่างนั้นร่างที่อยู่บนเตียงนั่นเป็ของคุณหนูของเธอจริงๆ “โธ่..คุณหนูของย่าไม่น่าเลย ทั้งที่ยังเด็กอยู่แท้ๆ”
“เสียใจด้วยครับทางเราได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว” หมอผู้ชายพูดย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นญาติๆของร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้านั้นเริ่มครวญคราง
ตึก ตึก ตึก
แต่ในระหว่างที่ทั้งสามคน ย่านม ฉิ่งและคนขับรถกำลังเศร้าโศกเสียใจ เสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งหรือสองคนก็พลันดังขึ้นมาตามทางทุกคนหันไปตามต้นเสียงนั้น และภาพตรงหน้านั่น ปรากฏเป็ชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งที่ทั้งสามคนนั้นต่างก็รู้จักเป็อย่างดีคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง พ่อและแม่ของกรีน
ทั้งสองคนหยุดยืนนิ่งอย่างตกตะลึงไม่แพ้กันเมื่อเห็นว่าบนเตียงตรงหน้านั้นคือบุตรชายอันเป็ที่รักของตน
คนเป็พ่อเดินเข้าไปใกล้ร่างของกรีนมือขวาถูกยกขึ้นปิดปากอย่างไม่อยากเชื่อ น้ำตาเอ่อล้นออกมา ใบหน้าร้อนผ่าวอย่างสับสนไปหมด“ไม่นะ” เขาสะอื้น “ไม่จริง..ทำไม”
คนเป็แม่เดินตามเข้ามาใกล้ร่างของลูกชายเช่นกันน้ำตาของเธอไหลเอ่ออาบแก้มทั้งสองข้าง “เรามาไม่ทันสินะ ทำไมลูกถึงไม่อยู่รอลาเราเลยสักนิด”เธอซูดจมูก “ทำไมกัน..อย่างน้อยก็น่าจะให้พ่อกับแม่ได้อยู่กับลูกใน่เวลาสุดท้ายสิฮึก ฮือ”
คนเป็พ่อทรุดลงคุกเข่าข้างเตียง ก่อนจะเอี้ยวตัวและโอบกอดร่างนิ่งของลูกชายเอาไว้แน่นอย่างไม่้าให้ร่างนั้นหายไปรู้มาตลอดว่าวันนี้จะต้องมาถึง การทำใจและเตรียมใจเป็เื่ที่ตนนั้นพยายามมาตลอดและก็รู้ดีว่าลูกชายของตนต้องทุกข์ทรมานกับอาการเ็ปมาั้แ่ไหนแต่ไร แต่ในเวลานี้ตนกลับทำใจยอมรับมันไม่ได้จริงๆ รับไม่ได้ที่ลูกชายคนเดียวจะต้องจากไป จากไปอย่างทรมานและโดดเดี่ยวโดยที่คนเป็พ่ออย่างตนเองนั้นไม่ได้ทำอะไรเป็ครั้งสุดท้ายเพื่อลูกชายเลย
“คุณคะ..” คนเป็แม่ต่างก็เสียใจไม่แพ้กันแต่ในตอนนี้ พวกเขาทั้งคู่ที่เป็ทั้งพ่อและแม่ ทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากจะต้องยอมรับกับความจริงทั้งคู่ยืนโอบกอดปลอบกันอยู่ข้างเตียง“ถึงหมอจะบอกว่าเวลาของเขาเหลืออีกแค่นิดเดียว” คนเป็แม่สะอื้น “แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะเร็วขนาดนี้เลย”
ย่านม ฉิ่งคนขับรถเองเมื่อยิ่งเห็นภาพโศกเศร้าเช่นนั้น พวกเขาก็ยิ่งทำอะไรไม่ได้ทั้งรู้สึกถึงความโศกเศร้า เสียใจ สงสาร เ็ป แต่พวกเขาพวกเขาทั้งหมดทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรเพื่อคุณกรีนไม่ได้เลยจริงๆ
“เฮือก!!”
แต่แล้วจู่ๆเสียงเหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำหรือคนกำลังขาดอากาศหายใจแล้วได้รับอากาศบริสุทธิ์อีกครั้งก็ดังขึ้น มันดังขึ้นพร้อมกับร่างที่เคยนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงเย็นแข็งๆที่มีผ้าสีขาวสะอาดคลุมเอาไว้ทั้งร่างตรงหน้าลุกพรวดขึ้นมานั่ง
และท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจ ทุกคนหันขวับมามองเมื่อได้ยินเสียงนั้นก่อนจะโพล่งเสียงอุทานออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน “เกิดอะไรขึ้น!?” และสงสัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ต่อหน้านั้นมันคืออะไร
“นี่มัน…” ย่านมตะลึง
“คุณกรีน!!” ฉิ่งยังสะอื้น
แต่ในระหว่างนั้น “นี่ไงล่ะปัญหา”หมอผู้หญิงขมวดคิ้วพลันจ้องมองอยู่กับเหตุการณ์ตรงหน้า เื่จะต้องเกิดขึ้นมันเป็ไปอย่างที่เธอคิดไม่มีผิด “ฉันบอกแล้วไง” และหันไปกระซิบที่ข้างหูของหมอผู้ชาย
“นี่มันอะไรกัน เส้นกระตุกอย่างนั้นเหรอ”แต่เขาไม่สนใจเธอ เพราะเื่ที่เขาสนใจอยูในตอนนี้ ก็คือร่างที่เพิ่งตายไปแล้ว กลับฟื้นขึ้นมานอนหายใจเล่นอยู่บนเตียง
“อา...รู้สึกเย็นดีจังเลยแฮะ”ข้ารู้สึกเบา รู้สึกปลอดโปร่งรู้สึกเหมือนกับว่าข้าได้ปลดปล่อยความเ็ปพวกนั้นออกจากร่างกายทั้งหมดทิ้งไปรู้สึกเย็นสบายเหมือนกับว่าร่างของข้านั้นกำลังล่องลอยอยู่ใต้สายน้ำ รู้สึกเหมือนฟองอากาศนุ่มๆกำลังโอบล้อมรอบตัวของข้าช่างรู้สึกดี
ข้าตื่นขึ้นมาหลังจากสลบเหมือดไปสักพักเปลือกตากะพริบถี่หนักเพื่อปรับรับแสง แขนทั้งสองข้างยันตัวลุกขึ้นนั่งเพื่อปรับความสมดุลและประมวลผลแต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ข้าประมวลผลได้ดีคือใบไม้เรืองแสงสีฟ้าอ่อนๆเหมือนอย่างกับใบหิ่งห้อยบนดาวบ้านเกิดของข้าบ้านของข้า ข้ามักชอบไปนั่งมองมันเพื่อพักผ่อนหย่อนใจแต่ไม่ยักรู้ว่าบนดาวดวงนี้จะมีต้นใบหิ่งห้อยที่เหมือนกันกับบ้านของข้า “แต่...เดี๋ยว” ข้าขมวดคิ้วหนัก ยันตัวยืนขึ้นหันซ้ายหันขวาพินิจพิจารณาสถานที่รอบๆ “เฮอะ..” ข้าถอนหายใจ ก่อนจะผล็อยเหยียดยิ้มออกมาอย่างโล่งอก และหลังจากนั้นก็แหกปากร้องะโ
“ข้าได้กลับบ้านแล้วโว้ย...” ฮา ฮาฮ่า ข้าหัวเราะลั่น “คิดถึงจังเลย...บ้านข้า”
ภาพเมืองขนาดใหญ่ที่ดูคุ้นตาปรากฏขึ้นต่อหน้าของเวอร์แดนท์เขาดีใจจนเนื้อเต้น ที่คิดว่าตนเองนั้นได้กลับมาบ้าน ถึงแม้ในตอนนี้จะยังติดอยู่ในร่างของมนุษย์ต่างดาวร่างซูบผอมก็ตามเขายิ้มร่าออกมาอย่างโล่งใจ
เมืองด้านหน้าประกอบไปด้วยเกาะลอยฟ้าหลายเกาะ ้าเกาะมีสถาปัตยกรรมในแบบโลกอนาคตล้ำสมัยบ้างมีตึกสี่เหลี่ยมเรียวยาวตั้งตรงสูงเสียดฟ้าขึ้นไป มีช่องประตูจอดยานพาหนะเล็กเรียงตรงในทุกชั้นบ้างมีแบบโค้งงอวนเป็เกลียวเชื่อมต่อถึงกันไปยังอีกเกาะ แต่ในบางเกาะก็ถูกสร้างไว้เป็พื้นที่เรียบๆสำหรับเป็ที่จอดยานรูปร่างสามเหลี่ยมคล้ายพีระมิดเงาดำโดยเฉพาะส่วนพื้นที่ด้านล่างถูกปกคลุมไปด้วยอาณานิคมขาดใหญ่ มีทั้งสิ่งปลูกสร้างน้อยใหญ่อีกหลายรูปแบบและส่วนของถนนนั้นก็ถูกตัดผ่านเป็เส้นวกวนซ้อนกันหลายชั้นไปตลอดเส้นทาง
มีท่าน้ำและท่าเรือยานขนาดมหึมาเรือยานหลายลำถูกออกแบบแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่จะคล้ายกันกับปลากระเบนถูกตัดหางจอดเทียบท่าเรียงกันเป็แนวยาว รวมถึงมีสะพานที่ถูกสร้างเป็ช่องคล้ายท่อครึ่งวงกลมใสวางตรงยาวซ้อนกันสองชั้นโดยที่ด้านในท่อนั้นมียานใสเล็กๆที่สามารถเคลื่อนที่ผ่านช่องของสะพานนั่น เพื่อข้ามไปยังเมืองอีกฝั่งได้
เวอร์แดนท์สูดเอาอากาศเข้าเต็มปอด พลางยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นบ้านเห็นเมืองที่คุ้นตามือซ้ายคว้าเอาใบหิ่งห้อยเรืองแสงที่ตกลงมาชื่นชมอย่างพอใจ แต่ไม่ทันไรใบหูของเขาก็อื้ออึงศีรษะปวดตุบจนต้องยกมือหนึ่งขึ้นกุมขมับแน่น ภาพด้านหน้าเริ่มสั่นเบลอ แล้วจากนั้นใบไม้ในมือก็ร่วงหลุดออกไป
เวอร์แดนท์เอื้อมมือพยายามคว้าเอาภาพด้านหน้า“ไม่ เดี๋ยว นี่มันอะไรกัน” เสียงวี๊ดดังขึ้นในหัว จนพลันให้ทั้งร่างต้องทรุดลง “ไม่นะ” ภาพด้านหน้ากำลังหายไปบ้านเขา เมืองที่เขาเคยอยู่กำลังหายไป “ไม่ อย่าเพิ่ง อย่าเพิ่งหายไป”เสียงวิ๊ดดังขึ้นอีกครั้ง ภาพทุกอย่างถูกตัด และทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้เห็นอยู่ตรงหน้านั่นในเวลาเมื่อกี้นี้นั้น มันก็กลับเริ่มมาดำมืดเหมือนเช่นเดิมอีกครั้ง