“นะ…นี่มันเกิดอันใดขึ้น..? ตัวข้ากำลังถูกใครบางคนอุ้มอยู่ ผะ ผู้..ใด..กัน…”
ห่าวหรานเอ่ยขึ้นในขณะที่สองตาพล่าเรือน สติสัมปชัญญะกำลังจะค่อย ๆ หมดลง จากนั้นทุกอย่างรอบกายของมันก็พลันมืดสนิท…
.
.
.
.มิรู้เวลาผ่านไปเนินนานเพียงใด แต่ในที่สุดห่าวหรานก็รู้สึกตัวตื่น มันค่อย ๆ ลืมตาก่อนจะพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในห้องห้องหนึ่ง
"ทะ...ที่นี่คือที่ใด แล้วข้ามา…"
ยังมิทันจะกล่าวจบ ก็ได้ปรากฏร่างของชายสูงวัย หนวดเคราขาว สวมใส่ชุดผ้าสีเทาเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาในมือ เมื่อคนผู้นี้เห็นห่าวหรานมันก็เอ่ยเสียง โอ้ ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
"ฟื้นแล้วหรือพ่อหนุ่ม ไวกว่าที่ข้าคาดไว้เยอะโขทีเดียว"
ยามนั้นห่าวหรานยังรู้สึกงุนงง แต่มันตื่นตกใจมากกว่าเพราะเมื่อใช้เนตรเทวะมองไปยังคนผู้นี้ มันกลับไม่สามารถเห็นขั้นการฝึกฝนของเขาได้
"คะ คนผู้นี้สามารถปิดซ่อนขั้นการฝึกฝนได้เฉกเช่นกับผู้อาวุโสวู่กระนั้นรึ...!!?"
ห่าวหรานอ้าปากค้าง สองตาเบิกกว้างก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ
"หือ รู้จักวู่เทียนหลางเสียด้วย ดูท่าทางเจ้าจะเป็นศิษย์ในสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าสินะ แต่น่าแปลกยิ่งนัก ที่เจ้ามาเดินป้วนเปี้ยนอยู่กลางป่านอกเมืองตามลำพังเช่นนี้ เจ้ามาทำอันใดรึ"
ชายชราคนเดิมเอ่ยถามขึ้นในขณะที่วางถ้วยยาลงบนโต๊ะข้างเตียงจากนั้นมันก็ย่อตัวลงนั่งบนเก้าอี้
"ข้าหาใช่ศิษย์ในสำนักหรอกขอรับผู้อาวุโส แต่ถ้าทำงานอยู่ในสำนัก และรู้จักผู้อาวุโสวู่ล่ะก็ ใช่ขอรับ" ห่าวหรานกล่าวตอบอย่างสุภาพนอบน้อม
"เป็นเช่นนี้นี่เอง แล้วเจ้ามาทำอะไรในป่ากลางดึกรึ"
"ข้ามาตามหาศิลาดำขอรับ ตอนนั้นได้มาครบแล้ว ทว่า…"
"บังเอิญเจอพวกนั้นเข้าเสียก่อนสินะ ช่างโชคไม่ดีเลยจริง ๆ เดิมกิ้งก่าหางค้อนมีอยู่มากโข แต่ด้วยสาเหตุบางอย่างจึงทำให้ลดจำนวนลง สองเผ่าสัตว์อสูรจึงต้องแก่งแย่งกันเพื่อความอยู่รอด"
"เรื่องนั้นข้าพอจะได้ยินพวกมันคุยกันอยู่ แต่ไม่ทราบว่าเหตุใดพวกมันถึงเล่นงานข้า"
"เล่นงานเจ้ารึ ไม่เลยพวกมันเล่นงานมนุษย์ทุกคนที่พบต่างหาก เดิมเหล่าสัตว์อสูรฟ้าดิน กับมนุษย์ก็ไม่ได้ถูกกันอยู่แล้ว พวกเราล่าพวกมัน พวกมันก็ป้องกันตัว และตอบโต้คืน เป็นเช่นนี้มานานแสนนานแล้ว"
พอห่าวหรานได้ยินเช่นนั้นมันก็พยักหน้ารับอย่างแช่มช้า ก่อนที่จะเตรียมอ้าปากถาม ทว่า..ชายชนาอาวุโสก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน
"จริงสินะ ข้าลืมแนะนำตัวไป ตัวข้ามีนามว่า ซือคงอี้หวง เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ใจกลางป่าแห่งนี้"
"ที่แท้ก็ผู้อาวุโสซือนี่เอง ข้าน้อยมีนามว่าหยวนห่าวหรานขอรับ"
ห่าวหรานยกสองมือประสานก่อนจะค่อมตัว ทักทาย ซือคงอี้หวง อย่างสุภาพ จากนั้นมันก็กวาดตามองหาบางสิ่ง ซือคงอี้หวง เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความงุนงง ก่อนที่มันจะเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา และกล่าวขึ้นว่า
"เจ้ามองหานางอยู่หรือ"
"ขะ ขอรับ พอดีข้าจำได้ลาง ๆ ว่าก่อนจะหมดสติ โดนพาตัวมาที่กระท่อมโดยเด็กสาวผู้หนึ่ง"
ซือคงอี้หวง ยิ้ม และลูบเครายาว อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเอ่ยขึ้น
"เจ้าคงหมายถึง เยเหม่ย หลานสาวข้า ถ้ามองหน้านางล่ะก็ ยามนี้นางไม่อยู่หรอก ดูเหมือนจะออกเก็บสมุนไพรตามคำสั่งข้า"
"ชะ เช่นนั้นหรือขอรับ"
ห่าวหรานพยักหน้าก่อนจะกล่าวออกมา และในยามนั้นเอง เสียงใส ๆ ของเด็กสาวผู้หนึ่งก็ได้ส่งเสียงดังขึ้นจากภายนอกกระท่อม
"ท่านปู่ข้ากลับมาแล้ว"
"โอ้ กลับมาแล้วหรือ เย่เหม่ย เข้ามาเลย เจ้าหนุ่มผู้ที่เจ้าช่วยฟื้นพอดีเลย"
ซือคงอี้หวง ร้องเรียกหลานสาวอย่างสบาย ๆ ก่อนที่นางจะก้าวเท้าเข้ามาในกระท่อมพร้อมกับตะกร้าไม้ไผ่สานใบใหญ่กลางหลัง
ยามแรกที่ห่าวหรานเห็นดูเหมือน นางจะมีอายุราว ๆ 16 17 ขวบปี ผิวขาว หน้าตาน่ารัก ผมสั้นดำขลับ ดวงตาดูดุดันคล้ายพยัคฆ์ รูปร่างสมส่วนตามวัย สวมเสื้อแขนกุดสีเขียว กับกางเกงขาสั้น ท่าทางของนางดูห้าว ๆ คล้ายเด็กผู้ชาย
"ฟื้นตัวเร็วเหมือนกันนี่เจ้านะ ขนาดโดนอาวุธชิ้นนั้น กับท่านั้นของเจ้า ยงซันเข้าไป แสดงว่าเจ้าก็คงมีจิตปราณอยู่ในกายไม่น้อยสินะไม่งั้นหากเป็นผู้อื่นคงบาดเจ็บภายในกว่าจะฟื้นก็เป็นเดือน หรือไม่ก็คงอวัยวะภายในบอบช้ำจนตายไปแล้ว"
เย่เหม่ยปรายตามองห่าวหราน ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างห้วน ๆ จากนั้นนางก็เดินหายเข้าไปในห้องเก็บสมุนไพร
"บาดเจ็บภายใน..? กว่าจะฟื้นเกือบเดือนเลยหรือ..? นั้นมันอาวุธแบบไหน และเป็นวิชาอันใดกัน ไยจึงร้ายกาจถึงเพียงนี้"
ห่าวหรานเหงื่อกาฬแตกเต็มหน้า พร้อมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนกล่าวออกมา และพอ ซือคงอี้หวงได้ยินมันก็เอ่ยขึ้นมา
"อาวุธที่อสูรวานรตัวนั้นทำร้ายเจ้ามีชื่อว่า พลองอัคคีผลาญฟ้า ส่วนวิชาที่มันใช้ก็คือ พลองวานรอัคคีสิบแปดกระบวนท่า ทั้งสองสิ่งถือเป็น พิษสงอันร้ายกาจของเผ่าวานรอัคคี มนุษย์น้อยคนนักที่จะรับมือกับมันได้ ซึ่งดูท่าทางแล้วเจ้าคงจะไม่ธรรมดาจริงอย่างที่เย่เหม่ยกล่าว" พอห่าวหรานได้ยินเช่นนั้นมันก็แค่นฝืนยิ้มแห้ง ๆ เชิงถ่อมตน
"ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้ข้าน้อยคงต้องขอตัวกลับก่อน เพราะถ้าหากกลับช้ากว่านี้ ข้าเกรงว่าจะไม่สามารถนำศิลาดำไปหลอมเป็นอาวุธเพื่อส่งมอบให้แขกของผู้อาวุโสวู่ได้ทันเวลา" ห่าวหรานเอ่ยขึ้น และกำลังจะก้าวลงจากเตียง ทว่า…ในยามนั้นร่างกายก็พลันแข็งค้าง เพราะถูกจี้สกัดจุด อย่างรวดเร็วจนมิสามารถมองตามทัน
"ทะ ท่านผู้อาวุโสนี่ท่าน…."
"เจ้าคิดว่าตัวเอง เพียงแค่ลุกขึ้นมานั่ง แล้วพูดได้ ก็จะหายจากอาการบาดเจ็บแล้วรึ เจ้าหนู หากเจ้าคิดเช่นนั้นก็นับว่าผิดนัก ถึงแม้นเจ้าจะทำเช่นนั้นได้ก็จริง แต่ข้าเอาหัวเป็นประกันได้เลยว่า เจ้าเดินออกประตูไปได้ไม่เกินสิบก้าว ก็ล้มไม่เป็นท่าแล้ว"
"หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็จะกลับไม่ทันน่ะสิ ท่านผู้อาวุโสโปรดเห็นใจข้าด้วย"
ห่าวหรานที่ขยับปากได้เพียงอย่างเดียวกล่าวอ้อนวอน ซือคงอี้หวง
"ข้าไม่สนใจหรอก ว่าเจ้าจะกลับทันหรือไม่ แต่ในเมื่อเจ้าเป็นคนไข้ของข้าแล้ว ข้ามิอาจปล่อยให้เจ้าตายได้ อย่างที่บอกเจ้าโชคดีกว่าผู้อื่นเพราะมีจิตปราณแข็งแกร่งไหลเวียนอยู่ในร่าง ดังนั้นยาสมุนไพรของข้าจึงไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ข้าจึงมั่นใจว่าถ้าเจ้านอนพักที่นี่สักหนึ่งคืนพรุ่งนี้ยามรุ่งเช้าก็คงกลับสำนักได้"
"พรุ่งนี้ยามเช้ากระนั้นหรือท่านผู้อาวุโส ถ้าเช่นนั้นข้าก็คงไม่สามารถกลับไปทันเป็นแน่"
"ข้าก็บอกแล้ว ว่าเรื่องนั้นหาใช่ธุระของข้าไม่ ข้าสนเพียงช่วยชีวิตเจ้า เพราะฉะนั้นเจ้าจงนอนพักผ่อนซะ แล้วก็อย่าได้คิดที่จะหนีเป็นอันขาดเพราะเจ้าไม่มีทางออกจากกระท่อมแห่งนี้ได้ หากข้าไม่อนุญาติ"
ซือคงอี้หวง กล่าวเสียงเนิบทว่า…สิ่งที่เปล่งออกมานั้นกลับแฝงจิตปราณอันแข็งแกร่ง จนขนทั่วร่างของห่าวหรานลุกชูชัน มันคิดว่าอาวุโสผู้นี้พูดจริง และมิได้แข็งแกร่งน้อยไปกว่า วู่เทียนหลางเลย เขาเป็นผู้ใดกันแน่
ห่าวหรานครุ่นคิดในใจ ก่อนจะที่ร่างกายจะกลับมาขยับได้อีกครั้ง ซือคงอี้หวงคลายจุดให้มันด้วยความไวอีกครั้ง มันรวดเร็วถึงขั้นที่เนตรเทวะเองก็ยังมองตามไม่ทัน
"เจ้านอนพักเถอะข้า……"
ซือคงอี้หวงเอ่ยขึ้นก่อนจะนิ่งเงียบ จากนั้นมันก้หันหน้าไปมองที่ประตูทางเข้าของกระท่อม
"ผู้อาวุโสซือมีอันใดหรือขอรับ"
ซือคงอี้หวงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวตอบ
"เจ้านอนเถิด ข้าขอตัวออกไปรับแขกเสียหน่อย ดูท่าว่าวันนี้กระท่อมของข้าคงจะครึกครื้นเป็นแน่ ฮ่า ฮ่า"
ซือคงอี้หวงหัวร่อออกมาอย่างอารมร์ดี จากนั้นมันก็ลุกเดินออกนอกประตูกระท่อมไป ก่อนจะปล่อยให้ห่าวหรานนั่งขมวดมุ่นคิ้วด้วยความงุนงงอยู่บนเตียง
จบบท
บทต่อไป แขกผู้มาเยือนของ ซือคงอี้หวง