“สามี” หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยเรียกเบาๆ
หยวนซิวหันมามองนางดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล “ฮูหยินมาทางนี้”
หลินเสวี่ยจู๋อยากจะวิ่งไปหาเขาโดยไม่รู้ตัวแต่นึกขึ้นได้ว่ายังมีคนอื่นในครอบครัวอีก นางจึงหยุดฝีเท้า วิ่งตรงไปทางพวกเหวินซิ่วชิงแล้วตะโกน “ขึ้นต้นไม้รีบขึ้นไปบนต้นไม้เร็ว”
เมื่อเห็นสีหน้าร้อนใจของนางทั้งครอบครัวก็วิ่งไปที่ต้นไม้ใหญ่ทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
ส่วนหลินเสวี่ยจู๋วิ่งไปที่รถม้าลากแท่งไม้ไผ่ที่เหลาเสร็จแล้วออกมา
“หลินเหนียงจื่อเกิดอันใดขึ้นหรือ?” หม่าซิงวิ่งเข้ามาถาม
“ฝูงหมาป่า”
หลินเสวี่ยจู๋พูดเท่านี้หม่าซิงก็รีบวิ่งไปยังทิศทางที่พวกหลิวขุยอยู่ทันที
สามพี่น้องสกุลหูปราดเปรียวว่องไวพวกเขาปีนขึ้นไปบนต้นไม้คนละต้นแล้ว จากนั้นก็เอามือยึดลำต้นไว้แล้วยื่นมือลงมาดึงคนอื่นๆให้ปีนขึ้นไป
หลินเฉิงจาง หลินเฉิงเหยาลู่โม่ และเหยียนต้าต่างพากันทำตัวเป็นบันไดให้เหวินซิ่วชิง เจี่ยงฉีซวงหลินเจียย่วน และลู่ซื่อเหยียบขึ้นไป
ตามมาด้วยหลินเสวี่ยอีหลินอวี่เซวียน แม่นมหม่า ชุ่ยเอ๋อร์ และกู้เจินเหนียง
ตอนนี้ต้นไม้หนึ่งต้นมีคนอยู่สี่คนทำให้รับน้ำหนักไม่ไหวอยู่บ้าง
เมื่อตระหนักถึงสถานการณ์ฉุกเฉินสามพี่น้องสกุลหูก็ไม่ลังเลที่จะกระโดดลงมา
การเคลื่อนไหวของครอบครัวสกุลหลินสายรองทำให้ทั้งขบวนเนรเทศตื่นตระหนกความหวาดกลัวแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว หลังจากผู้คนเริ่มตั้งสติได้ก็แย่งกันวิ่งไปยังต้นไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุด
“บรู๊ว—”
เสียงหมาป่าหอนฟังดูราวกับระเบิดที่ถูกโยนลงไปในน้ำทำให้ทุกคนขนลุกซู่ด้วยความตกใจ
ผู้คนเกือบร้อยคนยื้อแย่งกันปีนขึ้นไปบนต้นไม้ไม่กี่ต้นที่อยู่ในบริเวณนั้น
บางคนล้มลงบางคนถูกดึงลงมาขณะที่กำลังปีนอยู่ บางคนก็เหยียบผู้อื่นเพราะปีนไม่เป็น สถานการณ์วุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง
หลินเฉิงจางมองไปรอบๆ เมื่อไม่เจอหลินเสวี่ยจู๋ก็ตะโกนเรียกทันที “ลูกสาว รีบมาทางนี้เร็ว”
หลินเสวี่ยจู๋หันกลับไปก็เห็นหลายคนกำลังวิ่งไปทางต้นไม้ใหญ่ที่พวกเหวินซิ่วชิงซ่อนตัวอยู่นางรีบหยิบแท่งไม้ไผ่วิ่งตรงไปทางนั้น ก่อนจะตวัดมันไปมาแล้วตวาดเสียงดัง “ผู้ใดกล้าเข้ามาข้าจะทำให้มันผู้นั้นตายคาที่!”
โชคดีที่ก่อนหน้านี้นางจัดการกับหลิวเหว่ยให้ทุกคนเห็นไปแล้วดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นนางจึงหยุดชะงัก ไม่กล้าหาเรื่อง แล้ววิ่งไปหาต้นไม้ต้นอื่นแทน
“พวกท่านก็รีบขึ้นต้นไม้เถิดเจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋โบกมือให้พวกหลินเฉิงจาง
หลินเฉิงเหยาได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งไปที่รถม้าแล้วเก็บยาขี้ผึ้งเขากวางที่กำลังต้มอยู่อย่างระมัดระวังจากนั้นเหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูก็ช่วยกันดันเขาขึ้นไปบนต้นไม้
เนื่องจากเขากลัวความสูงจึงกอดเจี่ยงฉีซวงไว้แน่นไม่กล้ามองลงไปข้างล่าง เจี่ยงฉีซวงได้แต่ถอนหายใจ จึงส่งหลินอวี่เซวียนที่อยู่ในอ้อมแขนให้หลินเสวี่ยอีอุ้มแทน
เมื่อคนในครอบครัวที่ค่อนข้างอ่อนแอปีนขึ้นไปบนต้นไม้กันหมดแล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นนางก็หยิบดาบสองเล่มออกมาจากมิติ แล้วส่งให้ลู่โม่กับหยวนซิวคนละเล่ม
เหยียนต้าพาสามพี่น้องสกุลหูวิ่งเข้ามาแต่ละคนถือตะกร้าที่ใส่แท่งไม้ไผ่เอาไว้จนเต็ม
เหยียนต้าพูดกับหลินเสวี่ยจู๋ว่า “คุณหนูเสวี่ยจู๋พวกเรามีเรี่ยวแรงต่อสู้ ให้พวกเราอยู่ปกป้องสามีของท่านเถิดขอรับท่านรีบขึ้นต้นไม้ไปหลบเร็วเข้า”
หลินเสวี่ยจู๋กัดฟันเอ่ย “เช่นนั้นพวกท่านสี่คนปกป้องสามีให้ดีนะเจ้าคะส่วนลู่โม่ เจ้าไปกับข้า!”
พูดจบนางก็วิ่งเข้าไปในป่า
ลู่โม่กับหยวนซิวสบตากันก่อนจะรีบตามหลินเสวี่ยจู๋ไป
“ลูกสาว เจ้าจะไปไหน?”
เสียงตะโกนอย่างสิ้นหวังของหลินเฉิงจางดังแว่วมาจากบนต้นไม้
หลินเสวี่ยจู๋ไม่ได้หันกลับไปเพียงเอ่ยทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง “รอฟังข่าวดีจากข้านะเจ้าคะ!”
หลินเฉิงจางน้ำตาไหลพรากด้วยความร้อนใจเขากับเหวินซิ่วชิงทำได้เพียงมองไปยังทิศทางที่ลูกสาวจากไป
“บรู๊ว—”
เสียงหมาป่าหอนครั้งที่สองดังเข้ามาใกล้ยิ่งกว่าเดิม
หลิวขุยพาเหล่าผู้คุมที่ติดอาวุธครบมือวิ่งมาทางฝูงชนแล้วตะโกนเสียงดัง “ให้สตรีกับเด็กขึ้นต้นไม้ก่อนส่วนบุรุษหยิบอาวุธขึ้นมา แล้วไปอยู่หลังกองไฟ!”
บุรุษส่วนใหญ่ในขบวนเนรเทศต่างก็มีภรรยาและบุตรเหตุผลที่พวกเขาแย่งกันขึ้นต้นไม้ก็เพื่อที่จะดึงภรรยาและบุตรขึ้นไปด้วย แต่ยิ่งรีบก็ยิ่งวุ่นวายสุดท้ายก็กลายเป็นต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงต้นไม้
เมื่อได้ยินคำกล่าวของหลิวขุยผู้คนที่ตั้งสติได้แล้วก็รีบรวมตัวกัน
พวกเขาเลียนแบบครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋บุรุษร่วมแรงร่วมใจกันดันสตรีกับเด็กขึ้นไปก่อน แต่ถึงอย่างนั้นคนส่วนใหญ่ก็ยังคงเบียดกันอยู่ใต้ต้นไม้
หลิวขุยและเหล่าผู้คุมช่วยกันจับตัวสตรีและเด็กโยนขึ้นไปบนต้นไม้ส่วนบุรุษที่เบียดกันอยู่ก็ถูกหิ้วคอเสื้อขึ้นมาแล้วโยนไปด้านข้าง การกระทำเช่นนี้นับว่าได้ผลเพียงแต่กินแรงของผู้คุมอยู่บ้าง
หลิวขุยเหงื่อไหลท่วมตัว สายตากำลังมองหาเป้าหมายต่อไปแต่ขากลับถูกบางคนกอดเอาไว้
“ท่านผู้คุมช่วยข้าด้วยเถิดให้ข้าขึ้นต้นไม้ได้หรือไม่?” น้ำเสียงแก่ชราดังแว่วมาจากเบื้องล่าง
หลิวขุยก้มหน้าลงมองก็เห็นฮูหยินผู้เฒ่าสกุลหลินนั่งอยู่ที่พื้นกอดขาของเขาเอาไว้แน่น
เขาสะบัดขาออกโดยไม่แม้แต่จะคิด
หญิงชราผู้นี้อายุมากทั้งยังอ้วนท้วนอีก เอาเวลาที่ใช้ช่วยนางขึ้นไปบนต้นไม้ไปช่วยคนอื่นอีกสามสี่คนดีกว่า
ในเวลาเช่นนี้ภาระหน้าที่ของเขาในฐานะผู้คุมคือการช่วยชีวิตคนให้ได้มากที่สุดเขาไม่อาจเสียเวลาและพละกำลังกับคนผู้เดียวมากเกินไป
“เรียกบุตรชายของเจ้ามาสิ” หลิวขุยสลัดฮูหยินผู้เฒ่าออกอย่างแรง แล้ววิ่งไปยังจุดถัดไป
น้ำเสียงสั่นเครือของฮูหยินผู้เฒ่าดังไล่หลังมา “บุตรชายข้าเหยียบข้าขึ้นไปบนต้นไม้ทำให้ข้อเท้าข้าถูกเขาเหยียบจนหัก ผู้ใดก็ได้ช่วยข้าที ข้ายังไม่อยากตาย”
หลินเสวี่ยหลานที่นั่งอยู่บนต้นไม้ไม่ไกลนักได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลืออย่างน่าเวทนาของท่านย่าก็ดึงกิ่งไม้ใหญ่มาบังตัวเองเอาไว้เงียบๆ
นางอยากช่วยท่านย่าแต่นางจนปัญญาจริงๆ ถึงนางจะลงจากต้นไม้ไปตอนนี้ก็มีแต่จะกลายเป็นอาหารของหมาป่าเพิ่มขึ้นอีกคนเท่านั้นนางเชื่อว่าท่านย่าคงเข้าใจในความจำเป็นของนาง ถึงอย่างไรถ้าเป็นเรื่องการดูแลครอบครัวนางก็ทำได้ยอดเยี่ยมแล้ว
เมื่อคิดเช่นนั้น นางก็หันไปมองอีกทาง
นางเห็นพี่สะใภ้หลิวกับสตรีวัยกลางคนกำลังช่วยกันอุ้มเด็กชายอายุราวแปดเก้าขวบขึ้นมาแล้วส่งเด็กน้อยให้กับบุรุษวัยกลางคนที่อยู่บนต้นไม้จากนั้นสตรีวัยกลางคนก็ถูกบุรุษวัยกลางคนดึงขึ้นไปบนต้นไม้
แต่ขณะที่พี่สะใภ้หลิวกำลังจะปีนขึ้นไปขาของนางกลับถูกหลิวเหว่ยผู้เป็นสามีจับเอาไว้แน่น หลิวเหว่ยรู้ตัวดีว่าหนีไม่พ้น จึงคิดที่จะลากภรรยาไปตายกับเขา
ครอบครัวของบุรุษวัยกลางคนร้อนใจอย่างยิ่งพวกเขายื่นมือออกไปสุดชีวิต พยายามดึงพี่สะใภ้หลิวขึ้นมา
แต่สองมือของหลิวเหว่ยราวกับกรงเล็บของนกอินทรีก็ไม่ปานจับข้อเท้าของพี่สะใภ้หลิวเอาไว้แน่น
สตรีวัยกลางคนหันไปดันตัวบุรุษวัยกลางคน
บุรุษวัยกลางคนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกระโดดลงจากต้นไม้แล้วถีบหลิวเหว่ยอย่างแรง ทำให้หลิวเหว่ยกลิ้งไปสองตลบ
จากนั้นบุรุษวัยกลางคนก็ฉวยโอกาสนี้รีบดันพี่สะใภ้หลิวขึ้นไปบนต้นไม้
ขณะที่เขากำลังจะปีนขึ้นไปบ้างจู่ๆ ก็มีเงาสีเทาพุ่งผ่านไปจากด้านหลัง ต่อมาก็ได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องแทบขาดใจของหลิวเหว่ย
บุรุษวัยกลางคนหันกลับไปมองเขาเห็นหมาป่ารูปร่างกำยำตัวหนึ่งจ้องมองมาที่เขาอย่างเฉยเมย จากนั้นก็ก้มลงกัดที่ลำคอของหลิวเหว่ย
โลหิตพลันสาดกระเซ็นหลิวเหว่ยขาดใจตายในทันที
บุรุษวัยกลางคนพยายามสะกดกลั้นความหวาดกลัวในใจแล้ววิ่งไปที่กองไฟแต่ด้านหลังของเขามีหมาป่าอีกสามตัวพุ่งมาทางเขาอย่างดุร้าย
ฉึก ฉึก!
บุรุษวัยกลางคนรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่นหลังพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดฉุนจมูก
เขาไม่สนใจที่จะหันกลับไปมองทว่ารีบพุ่งไปทางกองไฟกองหนึ่งทันที ทำให้แขนเสื้อถูกไฟไหม้เขาจึงรีบกลิ้งตัวดับไฟ ก่อนจะหันกลับไปมองอย่างอกสั่นขวัญแขวน
เห็นเพียงซากของหมาป่าสองตัวนอนอยู่ด้านหลังแต่ละตัวถูกแท่งไม้ไผ่แทงทะลุตา
“รับไป” เขาได้ยินเสียงใครบางคนกล่าว
เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นหยวนซิวถือแท่งไม้ไผ่แท่งหนึ่งอยู่ในมือก่อนจะโยนมันมาทางเขา
.............................