ขึ้น ๑๐ ค่ำเดือนอ้าย พุทธศักราช ๑๙๑๖ ปีฉลู เบญจศก
ยามสายใกล้เที่ยง ณท้องพระโรงพระราชวังนครปตานี บัดนี้ประชุมพร้อมไปด้วยเชื้อพระวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่คับคั่งบ้างก็นั่งบนตั่ง บ้างก็หมอบนั่งอยู่กับพื้นบริเวณตรงกลางด้านหน้าพระที่นั่งเปิดโล่งคล้ายเว้นให้องค์ประมุขเสด็จผ่านสู่บัลลังก์สักครู่จึงได้ยินโขลนวังขานร้อง
“พระเ้าฤทธิเทวาเจสุตตราเ้านครปตานี ขอเชิญเสด็จพระเ้าศรีมหาราช กษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราชผู้เป็ใหญ่เหนืออาณาจักรตามพรลิงค์สู่พระที่นั่ง”
เสียงขานร้องลากเสียงยังไม่ทันขาดหายปรากฏพระวรองค์สูงใหญ่ พระพักตร์อิ่มเอิบประดับด้วยรอยแย้มพระสรวลหากดวงพระเนตรเป็ประกายเปี่ยมอำนาจสะกดผู้คน ฉลองพระองค์ด้วยชุดเครื่องทรงกษัตริย์ประดับสร้อยสังวาลคาดพระศอถึงพระอุระทรงมงกุฏขนาดเท่าฝ่ามือประดับเพชรนิลจินดาแวววับ ทรงพระดำเนินเข้ามายังท้องพระโรง มีพระเ้าฤทธิเทวาทรงพระดำเนินเยื้องเบื้องซ้ายอยู่ด้านหลังราวครึ่งก้าวพระดำเนินลำดับถัดมาเป็พระนางเนรัญวีพระมเหสี พระราชธิดาวิสาณี องค์ชายอัศวเมฆตามด้วยมหาอำมาตย์วิษณุยันและมหาอำมาตย์วาสุธี
เมื่อทรงพระดำเนินถึงบัลลังก์ที่ประทับองค์ใหญ่ตรงกลางพระเ้าศรีมหาราชทรงก้าวขึ้นไปประทับเด่นเป็องค์ประธาน ส่วนพระเ้าฤทธิเทวาประทับบัลลังก์ทางเบื้องขวาแม้จะมีขนาดใหญ่แต่ก็องค์เล็กกว่าอยู่ส่วนหนึ่ง
พระมเหสีและพระราชธิดาทรงทรุดลงประทับพับเพียบกับพื้นส่วนองค์ชายทรงคุกชานุกับพื้นเช่นเดียวกับมหาอำมาตย์ทั้งสองที่ตามเสด็จเข้ามาครั้นแล้วมหาอำมาตย์วาสุธีได้นำที่ประชุมกราบทูลขึ้นว่า
“ขอเดชะ ฝ่าพระบาท ข้าพระพุทธเ้าพร้อมพระราชวงศ์และบรรดาข้าราชบริพารขอกราบถวายพระพรแด่องค์เหนือหัวทั้งสองณ บัดนี้” พลันทุกผู้ทุกคนเบื้องพระพักตร์องค์กษัตริย์ทั้งสองต่างถวายบังคมก้มกราบพร้อมเสียงกระหึ่มก้องท้องพระโรงดังสนั่น “ขอถวายบังคมพระพุทธเ้าข้า..”
พระเ้าศรีมหาราช องค์พระกษัตริย์แห่งนครศรีธรรมราชซึ่งบัดนี้ประทับเหนือบัลลังก์องค์ใหญ่มีพระดำรัสขึ้นว่า
“ขอบใจท่านทั้งหลายมากเชิญลุกขึ้นนั่งกันเถอะ”
พระมเหสีเนรัญวี พระราชธิดาวิสาณีองค์ชายอัศวเมฆและพระราชวงศ์ซึ่งเฝ้ารออยู่ก่อนต่างลุกขึ้นประทับบนพระแท่นที่จัดเตรียมไว้ส่วนมหาอำมาตย์และข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ต่างขึ้นนั่งประจำที่บนตั่งของตนคงเว้นไว้แต่ข้าราชบริพารระดับกลางลงไปที่นั่งหมอบราบประจำอยู่กับพื้น
“หม่อมฉันยินดีที่พระองค์เสด็จมาเยือนนครปตานีตามคำทูลเชิญของหม่อมฉันในครั้งนี้หากถวายการต้อนรับผิดพลาดในสิ่งใดหรือไม่เป็ที่สบพระทัย หม่อมฉันต้องขอพระราชทานอภัยด้วยเถิด”พระเ้าฤทธิเทวากราบทูลขึ้น
“หามิได้เลยต้องขอขอบพระทัยท่านและชาวเมืองที่ได้จัดพิธีต้อนรับเราอย่างดี.. ตลอดทางที่เราผ่านเห็นผู้คนต่างโห่ร้องต้อนรับ ด้วยอาการยิ้มแย้มมีความสุข ช่างเป็เมืองที่อบอุ่นสมบูรณ์ เราเชื่อว่าเพราะมีผู้ปกครองดี บ้านเมืองจึงสงบสุขและเจริญเรียบร้อยเช่นนี้”พระผู้มีพระราชอำนาจเหนือ ๑๒ เมืองนักษัตรตรัสชมเชย
“พระองค์ทรงเยินยอหม่อมฉันมากเกินไปแล้วประชาชนต่างโห่ร้องด้วยอาการยิ้มแย้มก็เพราะปลื้มปิติที่ได้มีโอกาสถวายการต้อนรับพระประมุขแห่งอาณาจักรของพวกเราแม้พวกเขาจะมีความทุกข์กังวลใดอยู่ภายในใจหม่อมฉันเชื่อว่าบัดนี้ในหัวใจของพวกเขาคงคลายทุกข์กังวลมีแต่ความปิติเต็มเปี่ยมอยู่เท่านั้น”
“ท่านนี้ช่างฉลาดเจรจานัก”
แล้วสองกษัตริย์ต่างทรงพระสรวลแก่กันด้วยความสนิทสนมต่างทรงสอบถามถึงเหตุการณ์บ้านเมืองแลกเปลี่ยนกัน บ้างเป็เื่การค้า การปกครองเื่เขตแดน รวมถึงการเมืองระหว่างนครรัฐ
“ั้แ่เมื่อครั้ง ๘๐ ปีก่อนพระเ้าเกียรตินครแห่งแคว้นชวาสิงหัดส่าหรี ทรงมุ่งมั่นจะรวบรวมเกาะสุมาตราของแคว้นมลายูให้อยู่ในพระราชอำนาจปราบได้ทั้งเมืองปาเล็มบังและเมืองจัมบี นี่ถ้าไม่ทรงคิดการณ์ใหญ่เกินพระองค์บุกมาถึงคาบสมุทรสุวรรณภูมิของเราป่านนี้คงรวมแคว้นมลายูบนเกาะสุมาตราไว้ได้แต่ครั้งนั้นแล้ว” พระเ้าศรีมหาราชรับสั่งถึงการเมืองระหว่างสองหมู่เกาะใหญ่ในทะเลใต้เป็ข้อสนทนา
“หม่อมฉันเห็นจริงด้วยตอนที่บุกขึ้นมาบนคาบสมุทรสุวรรณภูมิ แม้ศึกแรกจะตีได้เมืองปะหัง กลันตรัง สายบุรีรวมถึงปตานี แต่คงคิดไม่ถึงว่าเมืองนครฯ จะยกกองทัพมาช่วย ศึกสุดท้ายจึงพ่ายแพ้ยับเยินอยู่ที่สมรภูมิเมืองเก่าปตานี..ครั้นหนีข้ามทะเลกลับไปถึงเมืองไม่นานก็ทรงเสียทีให้กับพวกฏจนสิ้นราชวงศ์ต่อมาเมื่อพวกฏถูกปราบลงจึงกำเนิดราชวงศ์ใหม่ขึ้น คือมัชปาหิต..หลังจากนั้นชวามัชปาหิตก็ดูเหมือนมิใคร่มุ่งมั่นต่อการยึดครองแคว้นมลายูนัก”
“แม้มิได้ยกทัพเรือกระทำศึก แต่อิทธิพลของมัชปาหิตบนเกาะสุมาตรากลับเปลี่ยนจากนอกมาเป็ในจนเราออกจะหวั่นใจอยู่บ้าง”
“พระองค์ทรงหมายความกระไร ทรงช่วยอธิบายให้หม่อมฉันทราบด้วยเถอะ”
“ท่านก็ทราบเมืองปาเล็มบังไม่เพียงเป็เมืองหลวงของแคว้นมลายูเท่านั้น แต่เคยเป็หนึ่งในสามเมืองศูนย์กลางของจักรวรรดิศรีวิชัยมาหลายร้อยปีชาวชวาเพียรยกทัพหักตีจากภายนอกพอยึดได้ก็ต้องเฝ้าระวังการต่อต้านจากภายใน บางครั้งเหมือนจะผนวกดินแดนมลายูได้สำเร็จเด็ดขาดก็เกิดเื่วุ่นวายในเกาะชวาฉุดรั้งกองทัพกลับไป..
แต่่หลังที่ผ่านมา ฝ่ายชวามัชปาหิตดำเนินแผนการใช้เมืองรองยึดเมืองหลวงเจริญสัมพันธไมตรีกับเมืองจัมบีผ่านการอภิเษกสมรสระหว่างสองราชวงศ์ ขณะที่ใช้การทหารกดดันเมืองปาเล็มบัง..พระเ้าเมืองจัมบีย่อมทรงยินดีในการสนับสนุนที่ทางชวามัชปาหิตมอบถวายให้ ไม่นานเมืองจัมบีก็เข้มแข็งขึ้นเป็เมืองศูนย์กลางแห่งใหม่ของเกาะสุมาตราไปในสมัยพระเ้าอาทิตยวรมัน”
“หม่อมฉันได้ยินมาว่าพระเ้ามัชปาหิตทรงได้พระราชธิดาสองพระองค์ของพระเ้าจัมบีมาอภิเษกสมรสพระธิดาองค์พี่ได้ประสูติพระโอรสซึ่งต่อมาได้ครองเมืองมัชปาหิตคือพระเ้าชัยนครส่วนพระธิดาองค์น้องพระราชทานคืนให้กับเ้าชายของเมืองจัมบี และได้ประสูติพระโอรสซึ่งต่อมาได้ครองเมืองจัมบีคือพระเ้าอาทิตยวรมัน”
“ที่ท่านกล่าวมานั้นเป็ความจริงความสัมพันธ์ทางสายพระโลหิตที่เกิดขึ้นย่อมทำให้สัมพันธไมตรีระหว่างสองเมืองแน่นแฟ้นยิ่ง..แต่อย่างไรก็ตาม มลายูแห่งเกาะสุมาตราก็ยังดำรงอยู่หาใช่เมืองภายใต้การปกครองของชวามัชปาหิตไม่ ในรัชกาลปัจจุบันของพระเ้าราชสะนครแห่งชวามัชปาหิตเราเริ่มเห็นเค้าลางของาอีกครั้งเพื่อผนวกรวมสุมาตราเข้ากับดินแดนของชวา”
“อะไรทำให้พระองค์ทรงดำริเช่นนั้นหรือ”
พระเ้าศรีมหาราชทรงสูดพระอัสสาสะ(ลมหายใจเข้า) ลึก ผินพระพักตร์เยื้องไปเบื้องขวา สายพระเนตรคล้ายทอดไปไกลข้ามโพ้นทะเลถึงเกาะชวาตรัสตอบด้วยพระสุรเสียงทุ้มลึกว่า
“เพราะพระเ้าราชสะนครคือกษัตริย์ซึ่งมีพระราชมารดาสืบสายพระโลหิตจากราชวงศ์จามปา(อาณาจักรที่เคยปกครองดินแดนซึ่งปัจจุบันคือตอนกลางของประเทศเวียดนาม) หาใช่ราชวงศ์มลายูดังเช่นพระเ้าชัยนครกษัตริย์กาลก่อน”
พระเ้าชัยนครมีพระมารดาเป็พระราชธิดาแห่งเมืองจัมบีส่วนพระเ้าราชสะนครกลับมีพระอัยกี (ยาย) เป็พระราชธิดาแห่งเมืองจามปาหาได้เกี่ยวข้องใดกับราชวงศ์มลายู...
พระเ้าฤทธิเทวาย่อมทรงเข้าพระทัยถึงความนัย..ความสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติระหว่างราชสำนักย่อมมีผลกับการเมืองระหว่างแคว้นเมื่อเกลียวสนิทผ่านสายเืระหว่างมลายูกับชวาเริ่มคลายออก มีแต่าระหว่างเกาะเท่านั้นที่รออยู่
--------------------------------------------------
เ้าทิพนั่งหมอบอยู่ด้านนอกท้องพระโรงใกล้พระทวารใหญ่ทางด้านหน้าลักษณะภายนอกเป็ระเบียงรายรอบท้องพระโรงทั้งสี่ทิศ อยู่ภายใต้ปีกหลังคาพระที่นั่งที่ลดระดับลงมาครอบคลุมพื้นที่ระเบียงสำหรับข้าราชบริพารผู้น้อยการได้มาหมอบเฝ้าอยู่ด้านนอกยังพอมีข้อดีตรงได้กระซิบพูดคุยต่อกันบ้างไม่ต้องนั่งระวังกิริยาเหมือนอำมาตย์ข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเข้าเฝ้าอยู่ด้านในคงมีเพียงเ้าทิพที่นั่งนิ่งเงียบอยู่ลำพังหาได้มีผู้ใดสนใจจะกระซิบพูดคุยด้วย สิ่งเดียวที่เรียกความสนใจของทุกคนคือแขนสองข้างของชายหนุ่มที่ผูกคลุมด้วยผ้าพันแผลจากต้นแขนเสมอข้อมือผ้าสีขาวถูกย้อมด้วยคราบเืและคราบยาสมุนไพรเป็วงเปรอะอยู่
สักครู่จึงได้ยินเสียงโขลนวังร้องประกาศเรียกนามเซียงจือกงและคณะอัญเชิญสิ่งของบรรณาการเข้าน้อมถวายแด่พระเ้าศรีมหาราชพระเ้าเมืองนครฯ
เสียงขานร้องรับต่อกันจากท้องพระโรงสู่ศาลาเรือนรับรองด้านนอกไม่นานจึงเห็นเซียงจือกงและไต้ซีหงพร้อมคณะเดินมา มีจ่านายวังที่ทำหน้าที่นำเข้าเฝ้าเดินประกบอยู่ด้านขวาด้านหลังเป็ทหารวังที่ช่วยกันแบกหามหีบเครื่องของบรรณาการจำนวน ๓ ใบใหญ่ เมื่อเซียงจือกงเดินมาถึงพระทวารท้องพระโรงจึงหันมามองเ้าทิพที่หมอบนั่งอยู่ใกล้ๆแม้มิมีโอกาสพูดจาปราศรัยกันแต่สายตาที่ทอดมองมาช่างอบอุ่นใกล้ชิด จนเ้าทิพแทบจะเผลอกายลุกขึ้นเดินตามร่วมไปในขบวนด้วยเหมือนเมื่อครั้งเข้าเฝ้าพระเ้าฤทธิเทวา
เมื่อทั้งขบวนลับหายผ่านพระทวารเข้าไปเ้าทิพก็ได้แต่นั่งหมอบต่อไปหาได้มีสิ่งใดให้ตนกระทำไม่บางครั้งได้ยินเสียงอึงอลและหัวเราะร่วนด้วยความยินดีมาจากภายในท้องพระโรงตนคาดว่าคงเป็บรรยากาศที่ดีระหว่างกันของสองแผ่นดิน จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามจึงได้ยินเสียงวุ่นวายสับสนจากด้านในชายหนุ่มคิดในใจว่าท่านอาจือกงของตนคงจะเสร็จพิธีการไปแล้ว น่าจะเป็เื่อื่นใดสอดแทรกเข้ามาจนเกิดความวุ่นวาย...
สักครู่ได้ยินเสียงโขลนวังร้องประกาศ
“มีพระราชดำรัสให้เ้าทิพเข้าเฝ้า”