“เหตุการณ์ตอนนี้เป็อย่างไรบ้าง” เฟยเทียนเอ่ยถามท่านเ้าเมืองหยวน ที่ปกครองดูแลเมืองหยวนซู่แห่งนี้ หลังจากโดนเจียวซินเค้นความจริงเื่อนุถังไปเมื่อคืน เฟยเทียนก็ตื่นขึ้นมาทำงานด้วยพลังที่ล้นเปี่ยม
“ในตอนนี้มีคนติดโรคมากขึ้นเป็เท่าตัวพ่ะย่ะค่ะ หากนับรวมทุกหมู่บ้านก็มีคนตายเกือบถึงพันคนพ่ะย่ะค่ะ” บัดนี้เฟยเทียน เจียวซิน ท่านหมอ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องทุกคนต่างมาร่วมกันวางแผนในกระโจมกลาง
“แล้วอาการของผู้ที่ติดเชื้อเป็เช่นไรหรือขอรับ” หมอที่ร่วมเดินทางมาเอ่ยถามท่านเ้าเมือง
“ผู้ที่เป็โรคจะมีอาการขับถ่ายเหลวออกมาไม่หยุด บางรายมีอาการปวดท้อง อาเจียนไม่หยุดเช่นกัน” หมอประจำเมืองเอ่ยอาการที่เขาพบเห็นออกมาให้ทุกคนได้ฟัง
“มิใช่โรคถ่ายท้องเสียปกติหรอกหรือ”
“มิได้เป็เช่นนั้น ด้วยเหตุว่าเมื่อใช้ยารักษาตามที่เคยใช้แล้ว อาการเหมือนจะทุเลาลง แต่บางคนก็มิหายขาด บางรายถึงกับถ่ายท้องจนตาย”
“กระหม่อมมิเคยเจอโรคถ่ายท้องเสียที่อาการหนักเช่นนี้มาก่อนเลยพ่ะย่ะค่ะ” ท่านหมอชราที่มากับขบวนเดินทางกล่าวขึ้นทำเอาทุกคนในกระโจมต่างเคร่งเครียดกันไม่น้อย ด้านเจียวซินลองพยายามเค้นความรู้ที่เคยอ่านมาจากตำราในโลกก่อนก็พบว่านางเคยอ่านเจอเื่ราวของอหิวาตกโรคที่ระบาดใน่หนึ่งและถือเป็โรคที่คร่าชีวิตคนไปไม่น้อย อาการที่ท่านหมอผู้นั้นกล่าวคล้ายคลึงกับอาการของอหิวาตกโรคเป็อย่างมาก อีกทั้งเมืองนี้เป็เมืองที่มีแม่น้ำตัดผ่าน ชาวบ้านย่อมใช้น้ำเ่าั้ในการกินอยู่เป็แน่
“ท่านหมอ ผู้ป่วยที่มีอาการหนักถ่ายท้องเหลวเป็น้ำและบางคราของเสียก็ไหลพุ่งออกมาโดยมิรู้ตัวเลยใช่หรือไม่” เจียวซินกล่าวถามอย่างสงสัย
“เป็เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะพระชายา”
“มีบางรายที่้าถ่ายเบาแต่ถ่ายไม่ออกหรือมีน้ำออกมาน้อย อาการนี้พบหรือไม่”
“พบเจออยู่หลายคนพ่ะย่ะค่ะ”
“แย่แน่…” เจียวซินพึมพำออกมา หากนางจำไม่ผิดโรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย หากจะทำให้หายเร็วคงต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ในยุคสมัยนี้จะหาได้จากที่ใดเล่า คงจะทำได้แค่ป้องกันมิให้มีคนติดเพิ่มเท่านั้น
“มีอันใดงั้นหรือ” เฟยเทียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“หม่อมฉันเคยอ่านเจอโรคที่มีอาการเช่นนี้ในตำราเพคะ โรคนี้จะมีอาการถ่ายท้อง คลื่นใส้อาเจียนไม่หยุด จนบางรายถ่ายท้องออกมาคล้ายน้ำสีขุ่นๆ หากยังเป็เช่นนี้ร่างกายผู้ที่ป่วยจะขาดน้ำจนชักหรือหมดสติไปที่สำคัญคืออาจถึงตายได้เพคะ” เจียวซินเอ่ยอธิบายตามที่ตนรู้ให้ทุกคนฟัง หมอหลายคนที่ฟังอาการของผู้ป่วยจากพระชายาก็เชื่ออย่างสนิทใจว่านางรู้เื่ราวเกี่ยวกับโรคนี้จริง เพราะพระชายาเองพึ่งมาถึงเมืองนี้ ทั้งยังมิได้ออกไปพบผู้ป่วยแม้แต่คนเดียว
“แล้วในตำราได้บอกวิธีรักษาหรือไม่”
“มีเพียงให้ดื่มน้ำชาแก่ ดื่มน้ำต้มสุขให้มากๆ ในผู้ที่มีอาการป่วย เพราะน้ำส่วนนี้จะไปทดแทนน้ำที่ผู้ป่วยถ่ายท้องออกมาเพคะ แต่ที่สำคัญคือต้องเร่งป้องกันมิให้ผู้อื่นติดโรคไปด้วย โรคนี้จะติดได้เมื่อทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ใช้น้ำและดื่มน้ำจากแม่น้ำลำคลองที่ไม่สะอาด หรืออาจจะติดมาจากการที่ัักับของเสียต่างๆ ของผู้ป่วยเพคะ”
“หากเป็ดังเช่นพระชายาว่าอาจจะต้องแยกผู้ที่ป่วยออกมาจากผู้ที่มิได้ป่วยนะพ่ะย่ะค่ะ อาจจะช่วยลดการติดโรคเพิ่มได้”
“กระหม่อมคิดว่าหากผู้ที่อาการหนักเราสามารถใช้ยาแก้ถ่ายท้องเสียที่เคยใช้ร่วมด้วยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ท่านหมอหลายคนต่างร่วมกันแสดงความเห็นและสอบถามวิธีการจากเจียวซิน
“ข้อนี้ข้ามิมีความรู้มากนัก อาจต้องดูจากที่ท่านหมอประจำเมืองนี้ว่าเคยมีผู้ที่ใช้ยาแล้วหายหรือไม่ หรือว่าใช้ยาแล้วอาการแย่ลง”
“อาการบางคนหายขาด แต่บางคนเพียงทุเลาลงพ่ะย่ะค่ะ และยังไม่พบผู้ใดที่ใช้ยาแล้วอาการหนักขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” ท่านหมอที่ให้การรักษามาก่อนเอ่ยตอบคำถามของพระชายาของท่านอ๋อง
“หากเป็เช่นนี้ข้าคิดว่าใช้ยาร่วมกับการให้ผู้ป่วยดื่มชาแก่และน้ำร่วมด้วยอาจเป็ผลดียิ่งขึ้น อย่างไรท่านหมอลองศึกษาดูอีกที ความรู้ด้านการแพทย์ของข้ามิอาจเทียบพวกท่านได้” สิ้นเสียงเจียวซินทำเอาท่านหมอหลายคนก็ก้มหัวน้อมรับคำของเจียวซิน
“เช่นนั้นตอนนี้ให้แบ่งทหารเป็สองฝ่าย หนึ่งฝ่ายช่วยท่านหมอดูแลผู้ป่วย อีกฝ่ายให้จัดการแยกผู้ป่วยและแจ้งวิธีป้องกันโรคแก่ชาวบ้าน” ห่าวซวนฟังและจดจำคำสั่งของผู้เป็นายอย่างตั้งใจ
“ประกาศออกไปว่าการป้องกันโรคให้ทุกคนทานอาหารที่สุกแล้ว หากจะใช้น้ำในแม่น้ำลำคลองในการอาบและดื่มจะต้องต้มให้สุกก่อน และที่สำคัญใน่นี้ห้ามถ่ายท้องลงน้ำเด็ดขาด จะให้ดีส่งทหารไปเฝ้าริมแม่น้ำด้วยนะเพคะ” เจียวซินเอ่ยเสริมขึ้นโดยมีท่านเ้าเมืองหยวนเป็ผู้จดบันทึก
“อืมได้ สั่งการลงไปตามที่ชายาข้าบอก” เฟยเทียนเอ่ยจบทุกคนก็แยกย้ายไปทำตามหน้าที่ของตน เฟยเทียนร่วมเดินทางไปคัดแยกผู้ป่วยมาไว้ที่จุดรักษา ส่วนเจียวซินและคนสนิททั้งสามเข้าไปช่วยจัดการเื่อาหารการกินของผู้ป่วยรวมถึงหมอและทหารด้วยเช่นกัน
จากการได้รับความร่วมมือจากทุกคนในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน ทำให้จำนวนผู้ที่ป่วยลดลงมากกว่าครึ่งหากเทียบกับ่แรกที่ขบวนเดินทางของ ท่านอ๋องสามจะมาถึง อีกทั้งบางหมู่บ้านไม่มีผู้ที่ติดเชื้อเพิ่มแล้ว สถานการณ์ตอนนี้จึงคลี่คลายขึ้น มิได้ตึงเครียดเหมือนคราแรกที่มาถึงเมืองหยวนซู่ ผู้คนต่างออกจากบ้านมาใช้ชีวิตกันมากขึ้น ทำให้เมืองกลับมาเป็เมืองอีกครั้ง
“คารวะพระชายาเพคะ”
“คารวะพระชายาพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของเด็กอายุราวเจ็ดถึงแปดหนาวหลายคนกล่าวคารวะพร้อมกับก้มหัวคำนับต่อผู้สูงศักดิ์
“อืม มิต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถิด…พวกเ้ามาทำอันใดที่นี่หรือ หรือว่าเ้าเจ็บป่วยที่ใด” เจียวซินที่ช่วยเดินตรวจดูความเรียบร้อยในจุดรักษาผู้ป่วยเอ่ยถามเหล่าเด็กน้อยหน้าตามอมแมมที่เข้ามาคำนับนาง
“มิได้เจ็บป่วยที่ใดพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ท่านอ๋องรับสั่งว่าพระชายาชมชอบธรรมชาติ พวกกระหม่อมจึงอาสามาพาพระชายาไปชมสวนดอกไม้พ่ะย่ะค่ะ”
“เป็เช่นนี้เองหรอกหรือ” เจียวซินอดยิ้มให้กับความน่ารักของท่านอ๋องมิได้ คงต้องให้รางวัลเสียหน่อยแล้วกระมัง
“หนิงเออร์ เ้าพาพระชายาไปเถิด ข้ากับซวนซวนจะอยู่ช่วยทางนี้เอง” ซีซีเอ่ยบอก
“เช่นนั้นทางนี้ฝากพวกเ้าด้วย แล้วข้าจะแอบเก็บดอกไม้มาฝาก คิกๆ”
“ขอบพระทัยเพคะ” เมื่อนางกำนัลทั้งสองตอบรับแล้วเจียวซินจึงรีบเดินตามเด็กๆ ไปที่สวนดอกไม้ทันที
เมื่อมาถึงก็พบเข้ากับทุ่งดอกไม้นาๆ ชนิดที่แข่งกันเบ่งบานในยามสายเช่นนี้ สีสันสดใสของดอกไม้ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูแจ่มใสไปด้วย ร่างบางเดินไปเรื่อยๆ ตามทางเดิน สองข้างทางประดับประดาไปด้วยดอกไม้หลายสี หาก มีกล้องถ่ายรูปเหมือนในโลกก่อน นางคงต้องถ่ายรูปเก็บไว้อวดใครต่อใครเป็แน่
“งดงามยิ่งนัก”
“สวนแห่งนี้เป็ของหมู่บ้านเพคะ พวกหม่อมฉันก็ช่วยปลูกด้วย พอดอกไม้บานก็ช่วยกันเก็บไปขายเอาเงินเข้าหมู่บ้านเพคะ” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่อบอกต่อพระชายาด้วยท่าทางภูมิอกภูมิใจ
“อืม เป็ความคิดที่ดี ข้าว่านอกจากจะขายดอกไม้สดแล้วน่าจะนำมาทำเป็เครื่องหอมมาขายได้” เจียวซินว่าพลางเอามือลูบหัวเด็กน้อยไปด้วย เด็กน้อยทั้งหลายต่างยิ้มสดใส คราแรกที่ถูกท่านอ๋องไหว้วานให้พาพระชายามาเที่ยวพวกเขายังคิดหนักเพราะกลัวว่าพระชายาจะรังเกียจพวกตนดังพวกคุณหนูคุณชายตระกลูใหญ่ที่มักจะเดินเลี่ยงไม่ก็ทำร้ายพวกเขาที่ยืนแกะกะขวางทาง แต่พระชายาที่เป็ถึงสะใภ้หลวงกลับมิมีท่าทีเช่นนั้นแม้แต่น้อยทั้งยังััตัวที่เปื้อนดินของพวกเขาอย่างมินึกรังเกียจ
“จริงเพคะพระชายา คราที่พระชายาซื้อน้ำหอมจากชาวตะวันตกเสียไปหลายตำลึง หากแคว้นเราทำเองได้คงมิต้องจ่ายแพง” หนิงเออร์ช่วยเอ่ยสำทับ
“ไว้ค่อยนำไปเสนอท่านเ้าเมือง แต่ตอนนี้…ใครอยากเล่นไล่จับบ้าง!” ทั้งเด็กน้อยเด็กโตวิ่งเล่นกันเสียให้วุ่น มิสนว่าผู้ใดยศต่ำยศสูงต่างคนต่างวิ่งกัน ทั่วสวนดอกไม้ ยังดีที่มิมีดอกไม้ดอกไหนที่เสียหายแม้แต่น้อย
“สนุกมากกกก ซีซีกับซวนซวนน่าจะได้ไปด้วยกัน” เจียวซินที่นั่งในถังให้นางกำนัลขัดถูกายก็เล่าถึงความสนุกที่ได้ออกไปเล่นกับเด็กๆ
“เห็นพระชายามีความสุขเช่นนี้พวกหม่อมฉันก็มีความสุขไปด้วยเพคะ” ซวนซวนเอ่ยบอกผู้เป็นายด้วยท่าทางยิ้มแย้ม แต่หางตาเจียวซินกลับมองเห็นอาการเหม่อลอยของซีซี
“พอเถิด ข้าหนาวแล้ว” เจียวซินลุกขึ้นจากถังน้ำ เมื่อแต่งกายเสร็จจึงมานั่งให้หนิงเออร์ช่วยสางผมให้
“ซีซี เป็อันใดไปหรือ ข้าเห็นเ้าเหม่อลอยอยู่หลายคราแล้ว”
“หม่อมฉันมิได้เป็อันใดเพคะ เพียงแต่เป็ห่วงมารดาเท่านั้นเพคะ”
“มีอันใดต้องห่วงหรือ” เจียวซินที่งุนงงเอ่ยถาม นางขอให้ท่านอ๋องส่งคนไปดูแลมารดาของซีซีั้แ่มาถึงที่นี่แล้ว เหตุใดนางยังต้องห่วงอีกเล่า
“มารดาของหม่อมฉันป่วยเพคะ ก่อนมาหม่อมฉันซื้อยาทิ้งไว้ให้พอทานเพียงสองเดือนเพคะ มิรู้ว่าบัดนี้จะเป็อย่างไรบ้าง ฮึก” ซีซีเอ่ยพลางเช็ดน้ำตา
“อ่า นี่ข้ายังมิได้บอกเ้าหรอกหรือ” เจียวซินถึงกับชะงัก นางลืมบอกซีซีหรอกหรือนี่
“บอกอันใดหรือเพคะ ฮึก”
“เื่มารดาเ้า ข้าต้องขอโทษเ้าด้วยที่วันนั้นคะยั้นคะยอให้เ้ามาด้วย แต่มิต้องห่วง ท่านอ๋องรับปากข้าแล้วว่าจะให้ขันทีจิ้นหนานส่งคนไปดูแลให้ั้แ่วันที่เรามาถึงที่นี่แล้ว” เจียวซินเอ่ยขอโทษคนสนิทพลางยกมือขึ้นลูบไหล่ซีซีเบาๆ
“ขะ ขอบพระทัยเพคะ ฮื่อออ ขอบพระทัยเพคะพระชายา ฮึก” ซีซีถึงกับก้มหน้าร้องไห้แทบเท้าผู้เป็นาย
“เกิดเหตุอันใด เหตุใดจึงร้องไห้คร่ำครวญเช่นนี้” ร่างสูงเปิดเข้ามาในกระโจม เดินตรงไปกกกอดชายาที่บัดนี้นั่งอยู่บนเตียง จนนางกำนัลต้องรีบถอยห่างออกไปนั่งข้างกระโจม
“ท่านอ๋อง! นางกำนัลก็อยู่มากมาย” เจียวซินใช้มือตีแขนแกร่งที่โอบรัดนาง
“อันใดเล่า ข้าจะกอดชายาข้า พวกเ้ามีปัญหาอย่างนั้นหรือ”
“มิได้เพคะ” ทั้งสามคนเอ่ย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม โดยเฉพาะหนิงเออร์ที่รอคอยวันที่นายของตนได้เป็ที่โปรดปรานของท่านอ๋อง
“เห็นหรือไม่…ว่าแต่เ้าร้องห่มร้องไห้อันใด” เฟยเทียนหันไปถามซีซีที่นั่งปาดน้ำตาทั้งรอยยิ้ม
“หม่อมฉันเพียงซึ้งใจที่ทั้งสองพระองค์เมตตามารดาหม่อมฉันเพคะ”
“มิเป็อันใดก็ดี อ่อ…ข้ามีเื่ให้เ้าช่วย วันพรุ่งปลายยามโหย่ว (17:00 - 18:59 น.) ไปพบข้ากับห่าวซวนที่กระโจมกลาง ข้าอยากสอบถามสิ่งที่เ้าเห็นยามออกจากจวน”
“หม่อมฉันจะตอบทุกคำถามของท่านอ๋องเพคะ”
“ดี พวกเ้าออกไปได้แล้ว” เหล่านางกำนัลพากันเดินออกจากกระโจมของ ผู้เป็นายไปอย่าง
“เหตุการณ์ตอนนี้เป็อย่างไรบ้างเพคะ”
“ดีขึ้นมากแล้ว ตามหมู่บ้านมิค่อยมีคนติดโรคเพิ่มแล้ว คาดว่าอีกไม่เกินสองเดือนเราคงจะได้กลับเมืองหลวงกันแล้ว” เฟยเทียนพูดพลางประคองเจียวซินให้เอนตัวนอนลงบนเตียง
“ดียิ่ง น้องคิดถึงเฟิ่งเออร์กับอาหลง มิรู้ว่าทางนั้นจะเป็อย่างไรบ้าง”
“ทางนั้นมีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหวถึงสองกลุ่ม แต่ยังมิมีสิ่งใดน่ากังวล” ฝ่ามือหนาลูบลงบนผมนุ่มลื่นของชายา
“หากเทียนเกอว่าเช่นนั้น น้องก็วางใจ”
“ว่าแต่เ้าเถิดฝึกปาเข็มเป็อย่างไรบ้าง” เฟยเทียนเอ่ยถามถึงการฝึกของเจียวซิน ย้อนไปเมื่อคราก่อนที่เจียวซินขอให้เขาฝึกการต่อสู้ให้แต่เขาก็วุ่นวายกับกิจธุระมากมายจึงมิได้สอนให้กับนาง พอเหตุการณ์โรคระบาดดีขึ้นเฟยเทียนจึงได้เริ่มฝึกให้กับนาง ด้วยร่างกายและพละกำลังที่น้อย หากให้นางฝึกดาบหรือกระบี่คงเสียเปรียบคู่ต่อสู้ เฟยเทียนจึงเลือกสอนอาวุธลอบสังหารพวกมีดสั้น เข็มพิษและธนู แต่จะเน้นที่การฝึกเข็มพิษเป็ส่วนใหญ่
“น้องทำได้ดีมาก ปาทีเดียวสามเข็มยังเข้าเป้าแบบ จึบ จึบ จึบ เลย” เจียวซินยกมือขึ้นทำท่าทำทางปาเข็มอย่างคล่องแคล่ว แต่ในสายตาของเฟยเทียนกลับมองเห็นแต่ท่าทางน่ารักซุกซน
อ่า~ นี่เขาเป็หนักถึงขั้นนี้เลยหรือ
“เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าพี่จะลองทดสอบเ้าดู หากผิดพลาดพี่จะลงโทษเ้า” ว่าเสร็จก็ฉกฉวยหอมแก้มขาวเนียนทั้งสองของเจียวซิน
“ลงโทษ!!! ได้อย่างไรเพคะ น้องมิได้ทำสิ่งใดผิดเสียหน่อย”
“จะกลัวอันใดเล่า เ้าว่าเ้าฝึกจนเก่งกาจแล้วมิใช่หรือ หึๆ”
“ก็…ชิ! น้องนอนดีกว่า” เจียวซินชิงหลับไปก่อนเสียแล้ว เฟยเทียนเองก็ได้แต่หัวเราะขำกับท่าทางงอแงเช่นเด็กน้อยของชายา อยากรู้นักว่าจะเก่งกาจดังปากพูดหรือไม่
วันรุ่งขึ้นหลังจากเฟยเทียนและเจียวซินไปตรวจตราที่จุดรักษาโรคเสร็จสิ้นก็ถึงเวลาที่เจียวจะต้องมาทดสอบการใช้เข็มพิษ ธนู และก็มีดสั้น
“หนิงเออร์ หากพระชายยาของเ้าพลาดเป้าแม้แต่น้อยนิดให้เ้าจดบันทึกไว้…พลาดกี่คราข้าก็จะลงโทษพระชายาของเ้าเท่านั้น” เฟยเทียนยกยิ้มอย่าง ผู้ชนะ
“อย่าให้ถึงตาน้องแล้วกัน”
“พี่จะรอถึงวันนั้น แต่ตอนนี้…ประจำตำแหน่ง!” สิ้นเสียงอันทรงพลัง เจียวซินรีบวิ่งไปประจำจุดฝึกทันที ท่านอ๋องตอนฝึกเข้มงวดกับนางไม่น้อยไปกว่าฝึกทหารในค่าย แต่นางมิได้โกรธเคืองอันใดเพราะเข้าใจดีว่าหากหละหลวมผ่อนปรนให้นาง นางคงจะไม่พัฒนาเป็แน่
แม้่แรกจะแอบด่าไปบ้างก็เถอะ แหะๆ
การทดสอบครานี้เป็เริ่มจากการทดสอบยิงธนู เจียวซินหยิบธนูและลูกธนูขึ้นมา และเริ่มยิงในทันที
ปัก! ปัก! ปัก! ปัก! ลูกธนูทั้งสี่ลูกปักอยู่กลางเป้าแต่ละเป้าที่มีระยะห่างแตกต่างกันไปจากจุดที่เจียวซินยืน
“อืม เป้านิ่งใช้ได้แล้ว ต่อไปพี่จะฝึกการยิงเป้าที่เคลื่อนไปมาให้…ต่อไปลองทดสอบมีดสั้น”
ปัก! ปัก! ปัก! ฟิ้ว~ มีดสั้นสามเล่มปักลงบนเป้าแต่มิได้อยู่กลางเป้าเช่นลูกธนู และมีดเล่มที่สี่เฉียดเป้าออกไปเพียงเล็กน้อย
“มีดสั้นต้องฝึกเพิ่ม อีกอย่างเพิ่มแรงในการปาขึ้นอีก หากปาด้วยแรงเพียงเท่านี้ศัตรูมิอาจตายได้”
“ข้าน้อยจะฝึกให้มากขึ้นขอรับท่านแม่ทัพใหญ่” เจียวซินพูดเสียงเข้มและ ทำท่าทางดังตนนั้นเป็ทหารในสังกัดของเฟยเทียน แม้ท่าทางนั้นจะค่อนไปทางน่ารักเสียมากกว่าน่าเกรงขามก็เถอะนะ
“หึๆ ดี หากทำดีข้าจะให้รางวัลเ้า ทหารตัวน้อย” เฟยเทียนอดเอ่ยหลอกเย้าคนตัวเล็กมิได้
“คิกๆ สุดท้ายเป็เข็ม น้องฝึกมามากมิทำให้เทียนเกอผิดหวังเป็แน่” เจียวซินหยิบเข็มที่ซุกซ่อนไว้ตามอาภรณ์ปาใส่เป้านิ่งที่มีขนาดเล็กอย่างแม่นยำ ทั้งยังแสดงการวิ่งไปด้วยปาเข็มเข้าเป้าไปด้วย หากจะให้เฟยเทียนประเมินความก้าวหน้าของเจียวซินคงต้องยอมรับว่านางมีความตั้งใจและหัวไวมิน้อย เพราะใช้ระยะเวลาเพียง 1 เดือน อีกทั้งยังต้องใช้เวลาช่วยรักษาคน นางสามารถใช้อาวุธต่างๆ ได้คล่องแคล่วและแม่นยำถึงเพียงนี้ถือว่าเก่งกาจเลยทีเดียว
“น้องฝึกปาทีเดียวสามเข็มมาด้วยนะ” เจียวซินหยิบเข็มออกมาสามเล่ม ตั้งท่าไม่นานก็ปาเข็มออกไปทันที
ชึบ! ชึบ! สองเข็มปักเข้ากลางเป้าดังเจียวซินโอ้อวด แต่ทว่า…เข็มเล่มที่สามกลับพุ่งไปหาเฟยเทียนที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเป้านัก
พรึบ!! เฟยเทียนสบัดแขนปัดเข็มเล่มเล็กที่พุ่งมาตรงหน้าเขาได้ทัน เจียวซินที่เห็นดังนั้นถึงกับยิ้มแห้ง
“มือ มือน้องลื่นเพคะ มันเลยผิดพลาดไปเล็กน้อย”
“เล็กน้อยหรือ เ้าเกือบได้เป็ม่ายั้แ่ยังสาวเสียแล้ว” เฟยเทียนเอ่ยพลางเดินเข้าไปหาร่างบาง
“มิเป็ไรเพคะ น้องค่อยไปหาสามีใหม่เอาในวันข้างหน้า” เจียวซินกระซิบบอกเฟยเทียนให้ได้ยินเพียงสองคน หวังจะหยอกเย้าสวามี
“หนิงเออร์!!! จดความผิดพระชายาเพิ่มอีกหนึ่งเท่าตัว!!!”
“ห๊าาาา…” เจียวซินถึงกับอุทานออกมาด้วยความใ
นี่ นี่นางต้องโดนลงโทษจริงหรือ แงงงงง~
Knock Knock! ่นี้อาจจะลงช้าบ้างนะคะเพราะต้องฝึกงานไปด้วย แต่ไรท์จะรีบปั่นมาลงให้เลยค่าาา
เม้น กดหัวใจเป็กำลังใจให้ไรท์หน่อยน๊าาา ขอบคุณค่าาาา