ตอนที่ 121 รสชาติอันโอชะของแป้งแช่น้ำแกงแกะ
แท้จริงแล้วเขาอยากจะพูดเหลือเกินว่า ไม่อย่างนั้นคืนนี้ เขาจะไม่ขอร่วมวงกินข้าวเย็นที่บ้านสกุลหานแล้ว แต่เมื่อมองดูเนื้อตรงหน้า น้ำลายก็ไหลจนแทบจะหกอยู่รอมร่อ สุดท้ายแล้วฉู่เจี้ยนกั๋วก็พูดไม่ออกว่าจะไม่กินเนื้อ
ฐานะทางบ้านของเขาก็ถือว่ายังพอใช้ได้ แต่เพราะอาศัยอยู่ที่ศูนย์ยุวชนมาตลอดจึงทำให้ไม่สามารถทำอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่นได้ เขาเองก็นึกไม่ออกแล้วว่าตัวเองไม่ได้กินเนื้อเต็มคำแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว ในมือเขายังมีคูปองเนื้อและเงินอยู่บ้าง เดิมทีตั้งใจจะเก็บไว้ซื้อเนื้อฉลองเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ ทว่าตอนนี้คงต้องเอาออกมาใช้ก่อนแล้วล่ะ!
เขามีลางสังหรณ์ว่าเมื่อถึงเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ อาหารของบ้านสกุลหานจะต้องดีกว่านี้อีกแน่นอน
“สหายฉู่ ไม่ต้องเกรงใจหรอก ในเมื่อเรารับปากให้ร่วมวงกินข้าวกันแล้ว ไม่ว่าบ้านเราจะกินดีกินแย่อย่างไร คุณก็แค่กินไปกับพวกเราก็พอ ไม่ต้องจ่ายเงินหรือคูปองอะไรเพิ่มหรอก”
ย่าเฒ่าหานเอ่ยด้วยท่าทางใจกว้าง หญิงชราผู้นี้เป็นคนตรงไปตรงมา แน่นอนว่าย่อมไม่มีทางทำเรื่องที่เห็นแก่เงินเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้
“สหายฉู่ คุณย่าพูดถูกต้อง ถ้าวันไหนเราบังเอิญกินข้าวกับผักดอง คุณยังจะต้องจ่ายเพิ่มเพื่อซื้อเนื้อให้เราอีกหรือ?”
เมื่อสบมองดวงตาที่สุกสกาวราวกับดวงดาวของหานชีเยวี่ย ฉู่เจี้ยนกั๋วถึงกับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรไปชั่วขณะ
ที่หานชีเยวี่ยพูดมาก็ไม่ผิด ตอนที่เขารับปากจะร่วมวงกินข้าวด้วยกัน เขาก็เตรียมใจที่จะกินข้าวกับผักดองแล้ว แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่า บ้านสกุลหานน่าจะไม่ต้องกินข้าวกับผักดองไปอีกนาน
แต่ในเวลานี้ เขาไม่มีเวลามากพอที่จะครุ่นคิดอะไรให้ละเอียด มือของเขาไวกว่าสมอง รีบคว้าชามเนื้อขึ้นมากินทันที
“สหายฉู่ ต้องเอาแป้งมาจุ่มในน้ำแกงถึงจะอร่อยนะ” ย่าเฒ่าหานยิ้มแย้มพลางสาธิตวิธีการกินให้ดู
การกินเช่นนี้ซึ่งแตกต่างจากการกินเมนูแป้งแช่น้ำแกงแกะของเมืองซีอัน ที่จะต้องฉีกแป้งให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่ลงในชามก่อนราดด้วยน้ำแกง วิธีการกินของที่นี่คือการฉีกกัวคุยให้เป็นชิ้นใหญ่ๆ ก่อนจุ่มลงในน้ำแกงเนื้อแกะ
กัวคุยนั้นเป็นขนมปังที่ไม่ใส่ยีสต์ แม้จะจุ่มอยู่ในน้ำแกงเนื้อแกะก็จะไม่ละลาย แต่จะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอันเข้มข้นของเนื้อแกะแทน
กัดขนมปังคำหนึ่ง กัดเนื้อคำหนึ่ง และตามด้วยน้ำแกงอีกคำ รสชาติไม่ต้องอธิบายเลยว่าสุดยอดขนาดไหน ฉู่เจี้ยนกั๋วอาศัยอยู่ในชุมชนนี้มาหลายปีแล้ว ทว่ายังไม่เคยกินแป้งแช่น้ำแกงแกะแบบฉบับท้องถิ่นของที่นี่เลย พอเห็นย่าเฒ่าหานสาธิตวิธีการกินให้ดู เขาก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
“ซูตงปัว [1] เคยเขียนบทกวีไว้ว่า 'ครัวหลงมีหมีรมควัน ส่วนครัวฉินมีน้ำแกงแกะ' [2] ทำให้ผมคิดมาตลอดหลายปีว่าแป้งแช่น้ำแกงแกะมีแค่ที่ส่านซีเท่านั้น คิดไม่ถึงเลยว่าที่นี่ก็มีเหมือนกัน” หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ฉู่เจี้ยนกั๋วก็พูดขึ้นเหมือนเพิ่งตระหนักได้
“แน่นอนว่าต้องมีสิ เพียงแต่วิธีการกินแตกต่างกันเท่านั้น สหายฉู่ คุณอาจจะไม่รู้ ที่นี่เคยเป็นท่าเรือมาก่อน มีการสัญจรทั้งทางบกและทางน้ำ วัฒนธรรมการกินจึงหลากหลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนไม่ค่อยดี จึงไม่มีใครสนใจเรื่องพวกนี้แล้ว”
เมื่อได้ยินหานชีเยวี่ยพูดเช่นนั้น ทุกคนก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง จริงด้วย หลายปีมานี้ไม่มีใครสนใจเรื่องอาหารการกินเลย แล้วทำไมชีเยวี่ยถึงทำอาหารได้อร่อยขนาดนี้เล่า?
ทว่าอย่างไรก็ตามทุกคนก็ไม่ได้ถามอะไรมาก ต่างก็ก้มหน้าก้มตากินกันอย่างเอร็ดอร่อย
และก็เป็นไปตามที่หานชีเยวี่ยคาดเดาไว้ ด้วยจำนวนคนมากมายขนาดนี้ แน่นอนว่ากัวคุยแปดชิ้นใหญ่ๆ ก็เกือบหมด เนื้อแกะขาหนึ่งกับหัวไชเท้าและเส้นหมี่ก็ถูกกินจนเกลี้ยงเช่นกัน โชคดีที่หานชีเยวี่ยตักใส่หม้อดินเผาไว้หนึ่งหม้อ ตั้งใจว่าจะแอบเอาไปให้ผู้อาวุโสสกุลลู่ทั้งสองตอนกลางคืน มิเช่นนั้น เธอจะไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าอาหารทั้งหมดจะถูกกินจนไม่เหลือสักอย่าง
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ หยางชุนจือและซย่าซิ่วเหอ สะใภ้ทั้งสองคนก็ไปล้างจานในครัว ส่วนย่าเฒ่าหานก็นั่งอยู่ที่ระเบียงพลางนวดขาไปด้วย
คุณย่าทำงานหนักมาหลายวันแล้ว ตอนกลางคืนถึงไม่อยากทำงานเย็บปักถักร้อยแล้ว
หานชีเยวี่ยนั่งข้างๆ คุณย่า ก่อนจะช่วยนวดขาให้
หานจิ่งจงและหานจิ่งเซี่ยว ทั้งสองคนหลับตาด้วยความอิ่มหนำสำราญ พึงพอใจจนเกือบจะเคลิ้มหลับด้วยซ้ำ
“พอหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน ตอนที่เรากินข้าวกับผักดอง ช่วงเวลานี้พวกเรายังออกไปทำงานต่ออย่างกระปรี้กระเปร่าได้อยู่เลย” หานเหล่าต้าพูดด้วยความรู้สึกทอดถอนใจ
คนเรานี่นะ ไม่ควรกินดีกินอิ่มจนเกินไป มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดความเกียจคร้านเอาได้
“ชีเยวี่ย ต่อไปอย่าซื้อแบบนี้เยอะๆ อีกนะ มื้อนี้กินเท่ากับที่บ้านเรากินเนื้อทั้งปีเลย” หลังจากที่หานจิ่งจงผู้เป็นลุงพูดเตือนขึ้นมา หานจิ่งเซี่ยวก็นึกถึงปัญหาสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงรีบเตือนหานชีเยวี่ยทันที
เด็กคนนี้ ไม่ว่าด้านไหนก็ประเสริฐไปหมด มีเพียงข้อเสียอย่างเดียวคือใช้เงินสิ้นเปลืองเกินไป เก็บเงินไม่อยู่
ตอนอยู่บ้านพ่อแม่ก็พอว่า แต่ถ้าแต่งงานออกเรือนไปแล้วจะทำอย่างไร? เมื่อถึงตอนนั้น พ่อแม่สามีจะตำหนิชีเยวี่ยว่าไม่รู้จักประหยัดอดออมหรือไม่? เมื่อถึงเวลานั้น ถ้าพวกเขาเกิดสร้างปัญหาให้ลูกสาวตัวเอง จะทำอย่างไร?
เมื่อนึกถึงหานชีเยวี่ยที่อายุสิบเจ็ดปีแล้ว ใกล้จะถึงเวลาหาคู่ครอง หานจิ่งเซี่ยวก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ทว่าลูกสาวโตแล้ว จะให้เธอรั้งอยู่ข้างกายพ่อแม่ไปตลอดชีวิตก็คงไม่ได้กระมัง?
หานชีเยวี่ยไม่รู้ว่าพ่อของเธอกำลังคิดไปไกลมากมายขนาดนี้อยู่ ถ้าเธอรู้ เธอก็คงจะหัวเราะที่พ่อคิดมากเกินไปแล้ว
“พ่อคะ ไม่ต้องห่วงหรอก คูปองเนื้อพวกนี้ สหายลู่ฝากไว้ก่อนที่จะไปค่ะ ต่อไปนี้หนูจะได้คูปองเนื้อทุกเดือน พี่สามก็น่าจะได้เหมือนกัน เพียงพอสำหรับที่บ้านเรากินแน่นอนค่ะ”
หานชีเยวี่ยถือโอกาสพูดถึงลู่จิ่งหมิงอีกครั้ง คนคนนี้ช่างมีประโยชน์เหลือเกิน
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ จู่ๆ หานชีเยวี่ยก็นึกขึ้นมาได้ ลู่จิ่งหมิงไปหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยราบรื่นดีหรือไม่
หลังจากที่เขากลับไป เขาจะเขียนจดหมายมาหาเธอบ้างไหม? แล้วถ้าเขาเขียนจดหมายมา จะเป็นจดหมายที่จ่าถึงเธอ หรือถึงคุณปู่คุณย่าลู่กัน?
“ไอ๊หยา ชีเยวี่ย นี่ลูกไม่ได้แบ่งไว้ให้คุณตาคุณย่าลู่บ้างเลยหรือ? ” เมื่อลูกสาวพูดแบบนี้ พ่อหานก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันทีหลังจากที่เพิ่งกินเนื้อเสร็จ คูปองเนื้อที่คนอื่นเขาฝากไว้ กลับถูกพวกเขากินจนหมด นี่มันน่าเกลียดเกินไปหรือเปล่า?
ลู่จิ่งหมิงฝากคูปองเนื้อไว้ ก็คงหวังว่าให้ผู้อาวุโสในบ้านได้กินของดีๆ บ้าง แต่พวกเขามีคนเยอะขนาดนี้ แค่มื้อเดียวก็สวาปามเนื้อไปจนหมดแล้ว ตอนนี้เขารู้สึกผิดจริงๆ!
“พ่อคะ วางใจเถอะ ลูกสาวของพ่อเป็นคนที่ไร้หัวคิดแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่? แน่นอนว่าหนูแบ่งไว้ให้แล้ว ใส่หม้อดินเผาใบใหญ่ไว้เลยค่ะ” หานชีเยวี่ยพูดเสียงเบา
ใต้ต้นไม้ใหญ่ในลานบ้าน หลายคนเริ่มหยิบหนังสือออกมาอ่านหนังสือเตรียมตัวเรียนกันแล้ว แม้แต่ยุวชนสองคนที่ไม่ได้กินข้าวที่บ้านก็มาร่วมวงด้วย
เมื่อได้ยินหานชีเยวี่ยพูดเช่นนั้น ผู้ใหญ่ในบ้านหาน รวมถึงหานจิ่งเซี่ยวก็สบายใจ
“เดี๋ยวให้พี่หกไปเป็นเพื่อนนะ ก่อนไปก็อุ่นให้ร้อนหน่อย มอบให้แล้วจะได้กินได้เลย” ย่าเฒ่าหานกำชับอย่างละเอียด
ถึงแม้ว่าบ้านนั้นจะอยู่ใกล้เชิงเขา แต่ถ้ามีคนเดินผ่านไปมาได้กลิ่นล่ะก็จะทำอย่างไร? กลิ่นเนื้อแกะแรงกว่าเนื้อหมูมาก ยังไงก็ต้องระวังไว้ก่อน
หานชีเยวี่ยพยักหน้า พอมองเห็นว่าพี่ชายกำลังตั้งใจอ่านหนังสือ ไม่ได้สนใจทางนี้ เธอจึงถามเบาๆ ว่า “ย่าคะ เรื่องที่หนูจะไปรับแม่ม้ายจ้าวมาอยู่ด้วยคืนนี้จะทำอย่างไรดีคะ?”
คืนนี้ต้องพาจ้าวหงหลิวมาค้างที่บ้านของเธอเอง ถ้าปล่อยให้หล่อนอยู่คนเดียวในกระท่อมโทรมๆ นั้น ถ้ามีคนรู้เข้า ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นมาอีก
ย่าเฒ่าหานพูดว่า “เรื่องนี้ปิดไม่มิดหรอก รอให้พวกสหายฉู่กลับไปก่อน ค่อยไปรับเธอมา อย่าให้พวกเขารู้เรื่องนี้ก็พอ”
ถึงแม้ว่าฉู่เจี้ยนกั๋วจะดูน่าเชื่อถือ แต่เรื่องแบบนี้ นอกจากคนในครอบครัวตัวเองแล้ว ก็อย่าให้คนอื่นรู้จะดีกว่า
เชิงอรรถ
[1] ซูตงปัว 苏东坡 หรือ ซู่ซื่อ 苏轼;(8 มกราคม 1037 – 24 สิงหาคม 1101) เป็นกวี นักเขียนเรียงความ นักประดิษฐ์อักษร จิตรกร และนักวิชาการชาวจีนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงราชวงศ์ซ่ง
[2] ครัวหลงมีหมีรมควัน ครัวฉินมีน้ำแกงแกะ 陇馔有熊腊,秦烹唯羊羹 มีความหมายของคำว่า หลงตี้ หรือมณฑลกานซู่ มีเนื้อตากแห้งเป็นของขึ้นชื่อ ในส่วนครัวฉินตี้ หรือมณฑลส่านซีนั้น ชอบซุปเนื้อแกะมากที่สุด ซึ่งว่ากันว่าเป็นเมนูแป้งแช่น้ำแกงแกะ