ภายในเมืองหลวงยามค่ำคืนร้านค้าต่างๆประดับประดาร้านด้วยโคมไฟสีสวยเพื่อให้ความสว่างและดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาเยี่ยมชมร้านของตัวเองร่างสูงของแม่ทัพใหญ่นั่งอยู่บนหลังคาสูงของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งมองวิวทิวทัศน์ของเมืองหลวงด้วยความเพลินตา หลังจากที่พาแม่ทัพน้อยทั้งสองไปฝากเอาไว้ที่ป้าเตาให้เล่นอยู่กับนายน้อยเซียวแล้วลี่ฮุ่ยซิ่วก็ออกมาทำธุระของตัวเองหลังจากที่ทำธุระเรียบร้อยเขาก็แวะซื้อสุราชั้นดีมาหนึ่งไหเลือกที่เหมาะๆในการชมวิวของเมืองหลวงแล้วนั่งอยู่ที่นี่จนถึงตอนนี้
เพราะหน้าที่ของแม่ทัพ ลี่ฮุ่ยซิ่วจึงไม่ได้ออกมาทำเช่นนี้นานแล้ว ที่เมืองหลวงแห่งนี้เมื่อก่อนเคยเป็อย่างไรตอนนี้ก็ยังคงเป็เช่นนั้นตอนกลางวันก็ว่าคึกคักแล้ว ตอนกลางคืนยิ่งคึกคักยิ่งกว่า ในย่านโคมแดงก็จะมีเหล่าสาวงามมายั่วยวนแขกให้มาเสพความสำราญร่วมกันครั้งหนึ่งผู้าุโหลิวก็เคยพาเขาไปทำภารกิจที่หอนางโลมแล้วผู้าุโหลิวยังไปถูกใจแม่นางน้อยคนหนึ่งที่หอนางโลมด้วย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นทำให้ลี่ฮุ่ยซิ่วอึ้งมากไม่คิดว่าแม่ทัพใหญ่จะสนใจเพศตรงข้ามได้ด้วย นับว่าเป็การเปิดหูเปิดตามากจริงๆ
หลังจากที่นั่งรับลมอยู่แบบนั้นจนเกือบครึ่งชั่วยามลี่ฮุ่ยซิ่วก็ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยตอนนี้เขาควรจะกลับไปที่ฉางหวั่นเพราะเริ่มดึกแล้ว แม่ทัพน้อยทั้งสองคงจะเข้านอนไปพร้อมกับนายน้อยเซียวแล้วกระมังที่พรรคไม่มีคนรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ทัพน้อยทั้งสอง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีเพื่อนเล่นต้องเล่นกันเองแค่สองคน หากจะเล่นกับผู้ใหญ่ก็ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่นักแต่ในขณะเดียวกันลี่ฮุ่ยซิ่วก็พาแม่ทัพน้อยทั้งสองมาเล่นที่ป้าเตาไม่ได้บ่อยๆถึงทั้งสองคนจะเข้มแข็งอย่างไรแต่น่าเสียดายที่ลี่ฮุ่ยซิ่วไม่อาจเติมเต็มให้แม่ทัพน้อยทั้งสองแทนผู้าุโหลิวและฮูหยินได้
แต่อีกไม่นานลี่ฮุ่ยซิ่วกับฟานหลิงเหอจะไปรับทั้งสองคนกลับมาแล้ว
ฝ่าามีรับสั่งให้ผู้าุโหลิวและฮูหยินไปลี้ภัยที่แคว้นจ้าวเป็เวลาสองปีตอนนี้เวลาสองปีนั้นก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ลี่ฮุ่ยซิ่วและฟานหลิงเหอจะเป็ผู้ไปรับทั้งสองพร้อมทั้งท่านหญิงตัวน้อยกลับมาที่ชิงหลงขอเพียงแค่ฝ่าามีราชโองการมาถึงพวกเขาทั้งสองจะรีบเดินทางไปทันที
“หืม?” แม่ทัพใหญ่ส่งเสียงด้วยความแปลกใจในระหว่างที่กำลังจะะโลงมาจากหลังคาโรงเตี๊ยม ดวงตาสีทองก็เหลือบไปเห็นร่างบางระหงส์สะดุดตาร่างหนึ่งร่างนั้นสวมชุดสีเขียวอ่อนสบายตา เกล้าผมขึ้นเป็มวยเพื่อให้เคลื่อนไหวสะดวกใบหน้านั้นกำลังยิ้มหวานอย่างมีความสุขในขณะที่กำลังเลือกขนมหวานที่อยู่ตรงหน้า แม้จะอยู่ไกลขนาดนี้ลี่ฮุ่ยซิ่วก็ยังมองเห็นว่าเ้าของใบหน้านั้นกำลังแก้มแดงกับขนมที่อยู่เบื้องหน้า
ใบหน้านั้นน่ารักมากทีเดียว แต่เขามาที่นี่คนเดียวอย่างนั้นรึ
คนที่กำลังทำหน้ามีความสุขกับขนมแสนน่ารักตรงหน้านั้นคือผู้ดูแลหอตำราของสำนักราชครูหรือรองประมุขของฉางเก๋ออวิ้นหยาง ท่าทางที่เขากำลังแสดงออกอยู่นั้นทำให้ลี่ฮุ่ยซิ่วแปลกใจมากทีเดียว
ปกติแล้วคนของฉางเก๋อที่เป็สำนักราชครูนั้นพวกเขามักจะแสดงท่าทางที่สุขุมนุ่มลึก นิ่งสงบดุจสายน้ำสูงส่งและสง่างามดั่งกระเรียนขาวลี่ฮุ่ยซิ่วไม่เคยเห็นคนของฉางเก๋อคนไหนที่ทำท่าทางเช่นรองประมุขมาก่อนทั้งยิ้มกว้าง กินขนมหวานด้วยความตื่นเต้น ทำท่าทางมีความสุขะโโลดเต้นเหมือนเด็กๆหากมีใครมาเห็นเข้าคงจะไม่คิดว่าคนที่กำลังกินขนมหวานอยู่ตรงนั้นเป็รองประมุขของฉางเก๋ออย่างแน่นอน
อวิ้นหยางนั้นอายุมากกว่าลี่ฮุ่ยซิ่วสามปีแต่เขากลับดูเด็กมากในขณะที่กำลังยิ้มกว้างแบบนี้ ท่าทางที่แสดงออกอย่างเป็ธรรมชาตินี้ทำให้แม่ทัพใหญ่อดที่จะมองตามไม่ได้ดูเหมือนคนที่อยู่รอบๆจะไม่ได้นึกเอะใจเลยว่าคนที่กำลังซื้อขนมหวานเป็กระบุงอยู่นั้นเป็รองประมุขของฉางเก๋อ
จนถึงตอนนี้ลี่ฮุ่ยซิ่วยังคิดว่าตัวเองมองผิดไปเลย
หรือว่าตอนนี้เขาจะกำลังพักผ่อนเหมือนที่ลี่ฮุ่ยซิ่วกำลังทำ
ไม่แน่ว่าภายใต้ความสุขุมนุ่มลึกที่แสดงออกในฐานะราชครูความจริงแล้วเป็เพียงเด็กน้อยคนหนึ่งที่ชื่นชอบขนมหวานยามเลิกงานยามเย็นก็แค่แวะมาซื้อขนมหวานที่ชอบ กินขนมหวานที่ชอบจากนั้นก็กลับพรรคเข้านอน
เอาเถอะ ราชครูก็เป็มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง แม่ทัพใหญ่จะทำเป็ไม่เห็นท่าทางร่าเริงเช่นนั้นก็แล้วกันแล้วเขาก็จะไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของรองประมุขอวิ้นหยางด้วยตอนนี้เขาต้องพาแม่ทัพน้อยทั้งสองกลับพรรคแล้ว มิเช่นนั้นจะดึกมากกว่านี้ ขอให้รองประมุขมีความสุขกับ่เวลาส่วนตัวนี้ก็แล้วกัน
แต่ทั้งๆที่ลี่ฮุ่ยซิ่วตั้งใจจะกลับไปรับแม่ทัพน้อยทั้งสองกลับฉางหวั่นดวงตาสีทองก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งที่อยู่ไม่ไกล ภายในความมืดที่แสงของโคมไฟเข้าไปไม่ถึงมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวกายติดตามรองประมุขของฉางเก๋ออยู่แม่ทัพใหญ่มองด้วยความสงสัย หน่วยลับรึ?
ไม่สิหากหน่วยลับของรองประมุขปรากฏตัวให้เห็นโจ่งแจ้งเช่นนี้จะต้องมีเื่อะไรที่ผิดปกติแต่รองประมุขอวิ้นหยางก็ไม่ได้อยู่ในอันตรายมิใช่หรอกรึ
คงไม่ใช่กระมัง
ร่างสูงเคลื่อนไหวกายไปตามหลังคาในทิศทางที่รองประมุขกำลังเดินไปกินขนมไปดูเหมือนอวิ้นหยางจะไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมีคนติดตามตัวเองอยู่ หลังจากที่แม่ทัพใหญ่ติดตามการเคลื่อนไหวนั้นมาได้สักพักรองประมุขอวิ้นหยางก็ถูกล้อมเอาไว้ภายในตรอกมืดๆแห่งหนึ่งเสียแล้ว
ดูเหมือนคนกลุ่มนั้นจะเป็โจรหรือขี้เมาที่้าดักปล้นคนที่สรรจรไปมาคนกลุ่มนี้ปราบปรามเท่าไหร่ก็ไม่หมดเสียที ทั้งๆที่จับส่งทางการไปหลายหนแล้วเื่นี้คงเป็อีกเื่ที่เมืองหลวงไม่เปลี่ยนไปเลยกระมัง
ถึงลี่ฮุ่ยซิ่วจะไม่เคยเห็นคนของฉางเก๋อต่อสู้และเคยชินกับรูปลักษณ์ที่นิ่งสงบดุจผืนน้ำของพวกเขาแต่ฝ่าาเคยตรัสเอาไว้ว่าคนของฉางเก๋อนั้นแข็งแกร่งมาก แม้ฝีมือด้านการต่อสู้จะไม่ได้รวดเร็วเหมือนกับิเอี้ยวหรือรุนแรงดุดันเหมือนกับป้าเตาแต่พลังของพวกเขาที่มีสายลมอยู่เคียงข้างนั้นก็ไม่สามารถประมาทได้เลยจากคำบอกเล่าของฝ่าาแล้ว ลี่ฮุ่ยซิ่วคงไม่จำเป็ต้องยื่นมือช่วยเหลือกระมัง
พลั่ก!
หรือต้องช่วยกันแน่นะ
ในระหว่างที่แม่ทัพใหญ่กำลังมองดูสถานการณ์จากบนหลังคา รองประมุขอวิ้นหยางก็ถูกหนึ่งในคนกลุ่มนั้นกระชากขนมที่ซื้อมาทิ้งลงพื้นก่อนจะผลักร่างของเขาไปกระแทกกับกำแพงที่อยู่ไม่ไกลดูเหมือนวันนี้รองประมุขอวิ้นหยางจะอารมณ์ไม่ดีเสียแล้วที่มีคนมาขัดบรรยากาศการกินขนมของเขา
“อ๊ะ!”แต่เพราะถูกผลักจนไปกระแทกกับผนังแล้วยังล้มลงกับพื้นดูเหมือนจะทำให้ข้อเท้าของอวิ้นหยางพลิกลุกขึ้นไม่ไหวในชั่วขณะนั้นลี่ฮุ่ยซิ่วเห็นท่าไม่ดีจึงได้ขยายดาบใหญ่ของตัวเองมาอยู่ในมือก่อนจะซัดดาบใหญ่ลงไปจากหลังคาที่ยืนอยู่ดาบใหญ่สีดำที่สลักลวดลายสีทองปักกระแทกลงกับพื้นจนทำให้พื้นบริเวณนั้นแตกเป็รอยร้าวเป็วงกว้าง
คนที่ข้อเท้าพลิกมองดาบใหญ่ที่ปักอยู่ตรงหน้าเขาขวางระหว่างตัวเขากับคนกลุ่มนั้นเอาไว้ดวงตาสีเขียวมองไปยังทิศทางที่ดาบใหญ่นี้ถูกส่งมาก่อนจะมองขึ้นไปยังหลังคาสูงที่มีร่างของคนผู้หนึ่งยืนอยู่แสงจันทร์ที่อยู่เื้ัฉายเงาของเขาให้ใหญ่ดุจยักษาที่กำลังจะลงทัณฑ์มนุษย์ที่กำแหงในยามค่ำคืนฉับพลันร่างนั้นก็มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าของเขา แผ่นหลังนั้นกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยความดุดันร่างสูงสง่าสมชายดั่งชาตรี มือหนาคว้าจับไปที่ดาบใหญ่เล่มนั้นด้วยมือข้างเดียวก่อนที่จะดึงดาบใหญ่นั้นออกจากพื้นที่แตกระแหง
“กล้าก่อเื่ในยามวิกาล เห็นทหารยามที่อยู่ตรงนั้นเป็อะไรไปแล้วรึ”คนคนนั้นเอ่ยถาม อวิ้นหยางค่อนข้างคุ้นกับเสียงนั้นมากทีเดียวเหมือนเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งจะได้ยินเสียงนี้ คนคนนี้เป็ใครกัน
“ดูเหมือนจะต้องปราบปรามกันอีกมากทีเดียว” พวกทหารยามที่คอยดูแลเมืองหลวงรีบเข้ามาจัดการในทันทีรวบตัวคนกลุ่มนั้นเอาไว้ไม่ให้ขัดขืนหัวหน้าที่ลาดตระเวนในวันนี้หันมาประสานมือคำนับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของอวิ้นหยาง
“ขออภัยแม่ทัพใหญ่ที่ให้มาเห็นภาพเช่นนี้เื่นี้ไม่ว่าจะแก้ไขกี่ครั้งก็ไม่สำเร็จเลยขอรับ” หัวหน้าทหารยามเอ่ยด้วยความจนใจเื่นี้ไม่ว่าจะพยายามแก้ไขกี่ครั้งก็ไม่ประสบความสำเร็จเลย
“เื่นี้คงจะต้องหาต้นสายปลายเหตุให้แน่ชัดก่อนถึงจะจัดการได้สอบสวนคนพวกนี้แล้วส่งรายงานไปที่ฉางเก๋อด้วย”
“ขอรับแม่ทัพใหญ่” ตอนนี้อวิ้นหยางรู้แล้วว่าคนที่อยู่ตรงหน้าของเขาคือใคร
เ้าของร่างสูงสง่าหันมามองอวิ้นหยางก่อนจะย่อตัวลง อวิ้นหยางได้เจอกับแม่ทัพใหญ่ไม่บ่อยนักไม่คิดว่าเขาจะมาอยู่ที่นี่ในวันนี้
“รองประมุขเป็อย่างไรบ้าง เจ็บมากหรือไม่” แม่ทัพใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล อวิ้นหยางชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าเขาแค่ข้อเท้าแพลงเล็กน้อยเท่านั้นแต่เพราะเมื่อครู่ตั้งตัวไม่ทันจึงยังไม่ทันที่จะได้โต้กลับ
“ให้ข้าดูหน่อย” มือหนาเอื้อมไปที่ข้อเท้าที่แพลงอย่างแ่เบาดูเหมือนจะไม่ได้เป็อะไรมาก พรุ่งนี้ก็หายดีแล้ว
“ข้าไม่เป็ไร เดี๋ยวก็หายแล้ว” อวิ้นหยางบอกมองคนที่ััข้อเท้าของเขาอย่างนุ่มนวลจนไม่รู้สึก ทั้งๆที่เป็แม่ทัพจับอาวุธที่ขนาดใหญ่พอๆกับตัวเอง แต่มือของเขากลับเบามากทั้งยังให้ความรู้สึกอบอุ่นมากด้วย
ได้ยินมาว่าแม่ทัพใหญ่ลี่ฮุ่ยซิ่วเป็คนที่สุภาพและอ่อนโยนเหมือนกับนามของเ้าตัวทั้งๆที่แม่ทัพใหญ่ยังไม่ได้ทำอะไรมากแต่เพียงแค่การแสดงออกและการกระทำเล็กๆน้อยๆนี้ก็ทำให้อวิ้นหยางเชื่อแล้วว่าแม่ทัพใหญ่เป็คนเช่นนั้นจริงๆความดุดันเมื่อครู่หายไปเป็ปลิดทิ้ง เหลือเพียงความนุ่มนวลที่แสดงออกให้เห็น
แต่ถึงเขาจะเป็คนที่สุภาพอ่อนโยนอวิ้นหยางก็เชื่อว่าเขาต้องมีอีกด้านที่ทำให้คนหวาดกลัวอย่างแน่นอนมิเช่นนั้นเขาคงจะไม่ได้ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่มาอยู่ในมือ ดั่งเช่นไอดุดันเมื่อครู่แม้จะเป็แค่่เวลาสั้นๆแต่ทำให้คนที่อยู่รอบตัวต้องสั่นสะท้านกับไอที่แผ่ออกมานั้นอวิ้นหยางยังคิดขึ้นมาแวบหนึ่งว่าคนคนนี้เป็ศัตรูหรือเปล่า โชคดีที่ไม่ใช่
“ให้ข้าไปส่งท่านที่ฉางเก๋อเถอะ ต้องขอเสียมารยาท”ร่างสูงเอ่ยอย่างสุภาพก่อนจะอุ้มอวิ้นหยางขึ้นมือเรียวคว้าเข้าที่รอบคอของแม่ทัพใหญ่อย่างรวดเร็วเพราะกลัวตก
“คือ....”
“หืม?” คนที่อุ้มอยู่เลิกคิ้ว อวิ้นหยางกำลังจะบอกว่าตัวเองไม่เป็ไรแต่เมื่อได้ยินเสียงนุ่มๆนั้นทำเสียงสูงเขาก็ตัดสินใจที่จะไม่พูด
“คือ...ขอบคุณ” คนที่อุ้มรองประมุขอยู่ส่งยิ้มเล็กๆมาให้เพราะตรงนี้มันมืดมองไม่ค่อยเห็นแม่ทัพใหญ่จึงไม่รู้ว่าคนที่เขากำลังอุ้มกำลังหน้าแดง
รองประมุขแพ้ทางคนที่สุภาพอ่อนโยนอย่างแม่ทัพใหญ่เป็ที่สุด
“รองประมุขาเ็เช่นนี้ข้าจะให้ท่านกลับคนเดียวได้อย่างไรฉางเก๋ออยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ข้าจะไปส่งท่านเอง” คนพูดไหวกายขึ้นไปบนหลังคาสูงเพื่อมองหาเส้นทางเหมาะที่จะทำให้กลับฉางเก๋อได้เร็วดวงตาสีเขียวที่สะท้อนกับแสงไฟยามค่ำคืนของเมืองหลวงนั้นเป็ประกายลี่ฮุ่ยซิ่วสังเกตเห็นท่าทางนั้นก็หยุดนิ่งยังไม่เคลื่อนไหว เอ่ยถามรองประมุขด้วยความสนใจ
“ท่านไม่เคยเห็นรึ?”
“ข้าไม่เคยขึ้นมาที่สูงแบบนี้มาก่อน ที่เมืองหลวงก็สวยถึงเพียงนี้เชียว”อวิ้นหยางมองไปรอบๆ โรงเตี๊ยม โรงละคร โรงสุรา เวทีการแสดงดวงไฟที่กระจายอยู่รอบเมืองหลวงนั้นราวกับดวงดาวที่ประดับอยู่บนท้องฟ้าถึงอวิ้นหยางจะใช้เวลาว่างไปกับการหาของหวานที่เขาชื่นชอบมาลิ้มรสแต่ด้วยฐานะรองประมุขของเขาและภาพลักษณ์อย่างที่ฉางเก๋อเป็นั้นนิสัยของเขาที่เป็คนแก่นแก้วและห้าวหาญนิดหน่อยทำให้ไม่เหมาะที่จะแสดงภาพลักษณ์เช่นนั้นออกมาดังนั้นถึงบางครั้งเขาจะทำตัวร่าเริงไม่สงวนตัวบ้างแต่ก็ไม่อาจถึงขนาดปีนป่ายขึ้นมาบนหลังคาเพื่อชมวิวเช่นนี้ได้หากมีคนเห็นหรือจับได้คงมีคนมาเหน็บเขาแน่ว่าทำตัวไม่เหมาะสม
ถึงเขาจะเป็รองประมุขแต่ก็มีอยู่คนหนึ่ง ไม่สิ สองคนที่กล้าเหน็บเขาถึงจะไม่ใช่การต่อว่าตรงๆก็ตามที
ซึ่งสองคนนั้นก็ทำให้เขารำคาญไม่น้อยทีเดียว
“ไม่เคยเลยรึ?”
“ไม่เคย นี่ครั้งแรก” คนพูดส่ายหน้าหรือว่าแม่ทัพใหญ่ได้ทำเช่นนี้บ่อยๆงั้นรึ น่าอิจฉาเสียจริง
“แม่ทัพใหญ่ทำเช่นนี้บ่อยๆรึ”
“ก่อนที่จะเป็แม่ทัพข้ามักจะไปลาดตระเวนที่ในเมืองบ่อยๆบางครั้งก็ไปอย่างโจ่งแจ้ง บางครั้งก็ปลอมตัว นานๆครั้งก็จะออกมาผ่อนคลายตัวเองเช่นวันนี้มาดูวิวบ้านเมืองที่ประมุขรุ่นก่อนๆช่วยกันปกป้อง มองดูผู้คนที่กำลังใช้ชีวิต นานๆครั้งทำเช่นนี้บ้างก็ไม่เลวรองประมุขไม่ลองทำดู?”
“ข้าก็อยากทำ แต่ว่า....”
“แต่ว่า?”
“แม่ทัพใหญ่ก็รู้ที่ฉางเก๋อของข้าล้วนแล้วแต่เป็แบบอย่างให้กับผู้ที่พบเห็นการที่จะขึ้นมาดูวิวบนที่สูงเช่นนี้คงจะเป็การประพฤติตัวที่ไม่เหมาะ....”
“ตอนนี้มีคนเห็นท่านด้วยรึ”
“เอ๊ะ?” อวิ้นหยางไม่เข้าใจที่เขาพูดหมายความว่าอย่างไรรึ
“ในตอนนี้ ท่านว่ามีใครเห็นเราหรือเปล่า” ลี่ฮุ่ยซิ่วเอ่ยถาม อวิ้นหยางมองไปรอบๆ ที่นี่ไม่มีคนอื่นอยู่แล้วพวกเขายังอยู่บนที่สูง ค่อนข้างมืด หากไม่ยืนสังเกตนิ่งๆเป็เวลานานๆก็จะมองไม่เห็นพวกเขาเลย
หรือว่า....
“ไม่มี”
“ทุกคนล้วนแล้วแต่มีภาพลักษณ์ที่ต้องรักษาแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี่เวลาให้ผ่อนคลาย หากท่านเลือกเวลาที่เหมาะสมท่านก็ทำเช่นนี้ได้ ภาพลักษณ์ของท่านก็จะยังอยู่ดี แล้วยังได้ทำตามใจเพิ่มขึ้นด้วย”แม่ทัพใหญ่ส่งยิ้มมาให้ที่แท้แม่ทัพใหญ่ก็กำลังแนะนำให้เขาทำเช่นนี้อยู่หรอกรึ
คงจะทำแบบนี้บ่อยกระมังถึงได้ดูเชี่ยวชาญขนาดนี้
“แม่ทัพใหญ่คงจะเคยชินกับการทำเช่นนี้”
“เมื่อก่อนยังทำได้บ่อย ตอนนี้จะทำนานๆครั้งไม่เสียหายอะไรนี่” รองประมุขหัวเราะเบาๆจริงอย่างที่แม่ทัพใหญ่ว่า หากเขาเลือกเวลาที่เหมาะสมดั่งเช่นที่เขาออกมาหาของหวานในเมืองเขาก็จะสามารถขึ้นมาดูวิวสวยๆแบบนี้ได้ทุกครั้งอย่างที่ใจ้า
“ที่แม่ทัพใหญ่พูดก็ถูก”
“แต่วันนี้ข้าคงให้ท่านดูได้เท่านี้ข้าต้องรีบกลับไปรับแม่ทัพน้อยที่อยู่ป้าเตาแล้วพากลับฉางหวั่นแล้ว” อวิ้นหยางทำหน้าเหมือนจะขออภัย ลืมไปว่าแม่ทัพใหญ่อาจจะกำลังมีธุระอยู่
“ท่านมาไกลถึงที่นี่คงจะมีธุระสำคัญ ข้ามัวแต่ดูวิวเสียได้”
“เื่นั้นท่านอย่าได้กังวล จริงด้วยสิ คราวหน้าหากข้ามาที่เมืองหลวงอีกข้าจะเอาขนมอร่อยๆที่ขึ้นชื่อในเขตของฉางหวั่นมาฝากท่านแทนขนมที่ท่านซื้อวันนี้” รองประมุขหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยแม่ทัพใหญ่เห็นด้วยรึ
“เห็นด้วยรึ....”ลี่ฮุ่ยซิ่วมองคนที่เขินอายขึ้นเล็กน้อยบางทีภาพลักษณ์ที่สุขุมนุ่มลึกพวกนั้นคงจะเป็แค่เปลือกนอกเท่านั้นท่าทางที่เหมือนเด็กน้อยเช่นนี้ต่างหากถึงจะเป็ตัวจริง
ไม่เลวทีเดียว
“ไม่เห็นจะเป็ไรเลยท่านที่ชอบขนมหวานแล้วยิ้มให้ขนมที่ตัวเองชอบไม่เห็นจะแปลกที่ตรงไหน” ยิ่งพูดอวิ้นหยางยิ่งหน้าแดงนั่นเท่ากับว่าเห็นมาั้แ่ต้นเลยมิใช่หรอกรึ
อวิ้นหยางเป็คนที่ชอบกินขนมหวานมาั้แ่เด็กแล้วท่านพี่ก็ตามใจให้เขากินยามที่เขาเห็นขนมหวานพวกนั้นเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็เด็กอีกครั้งแล้วยังชอบมองพวกมันตอนที่อยู่ในจานบางครั้งก็เผลอยิ้มออกมาด้วย
ขนมหวานมันน่ารักนี่ มีคนที่มองแล้วอดยิ้มได้ด้วยรึ
“ท่านเห็นหมดเลยนี่....”
“ไม่แย่นี่” ลี่ฮุ่ยซิ่วไม่ได้มองว่ามันแย่ที่ตรงไหนกลับกันท่าทางเช่นนั้นยังน่ามองยิ่งกว่ายามที่เป็ราชครูอีก
“ไม่แย่ที่ตรงไหนกัน”ภาพลักษณ์หายหมดแล้วมิใช่หรอกรึ
“ข้าไม่บอกคนอื่นหรอก” อีกอย่างไม่มีความจำเป็ต้องบอกเลยสักนิด
“จะไม่บอกจริงๆรึ”
“ทำไมข้าต้องบอกด้วย คราวหน้าหากท่านไปที่เขตตะวันออกข้าจะพาท่านไปกินร้านขนมขึ้นชื่อข้าไปลาดตระเวนบ่อยรู้จักหลายร้านทีเดียว ท่านแวะไปหาข้าที่ฉางหวั่นแล้วข้าจะพาท่านไปอร่อยสู้ขนมที่เมืองหลวงได้อย่างแน่นอน” ถึงลี่ฮุ่ยซิ่วจะไม่ได้ชอบกินขนมหวานเป็ชีวิตจิตใจแต่เขาก็รู้จักร้านพวกนี้มากทีเดียวเพราะเมื่อก่อนต้องไปลาดตระเวนเพื่อสืบเื่ต่างๆต้องแวะร้านพวกนี้อยู่หลายครั้งเพราะมีคนในพรรคหลายคนชื่นชอบขนมหวานเหมือนที่อวิ้นหยางเป็ลี่ฮุ่ยซิ่วจึงพลอยรู้จักร้านขนมภายในเขตตะวันออกไปด้วย บางครั้งหากชอบขนมที่ร้านไหนเขาก็จะบอกให้คนไปซื้อมาให้เพื่อเอามานั่งกินตอนทำงาน
“จริงรึ”เมื่อพูดถึงขนมหวานดวงตาของอวิ้นหยางก็เป็ประกาย นานแล้วที่เขาไม่ได้ออกไปที่นอกเมืองหลวงรสชาติของขนมต่างเมืองจะต้องแปลกใหม่มากเป็แน่
“แน่นอน หากท่านไม่ได้ไปถึงเขตตะวันออกข้าก็จะเอามาฝากท่านแทนท่านจะได้กินของอร่อยอย่างแน่นอน”ถึงแม้อวิ้นหยางจะอายุมากกว่าลี่ฮุ่ยซิ่วแต่แม่ทัพใหญ่ก็อดที่จะเอ็นดูเขาไม่ได้เมื่อพูดถึงของหวานตาเป็ประกายขนาดนี้เชียวรึ
เมื่อตกลงกันได้แล้วว่าครั้งหน้าลี่ฮุ่ยซิ่วจะนำขนมขึ้นชื่อของเขตตะวันออกมาฝากแม่ทัพใหญ่ก็พารองประมุขมาส่งที่ฉางเก๋อในเวลาไม่นานด้วยพละกำลังและวรยุทธ์ที่เป็เลิศเพียงแค่ลัดเลาะมาตามเขตเมืองเพียงเล็กน้อยแม่ทัพใหญ่ก็พารองประมุขมาส่งถึงที่หน้าประตูพรรคแล้ว
“ยืนไหวหรือไม่” ก่อนที่จะวางอวิ้นหยางลงแม่ทัพใหญ่ก็เอ่ยถามเสียก่อนรองประมุขพยักหน้าเพื่อบอกว่าไหวก่อนที่ลี่ฮุ่ยซิ่วจะค่อยๆวางเขาลงบนพื้นประคองเขาเอาไว้เล็กน้อยเพื่อให้เขาประคองตัวเองยืนให้ได้ก่อน
“ท่านปู่เทพ่นี้เป็อย่างไรบ้างรึ” ลี่ฮุ่ยซิ่วเอ่ยถาม ทั้งๆที่ได้มาถึงฉางเก๋อแล้วแต่เขาก็ไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของท่านปู่เทพตอนนี้จึงเอ่ยถามกับอวิ้นหยางแทน
“ท่านเทพสบายดี อาการงอแงเพราะตั้งครรภ์ไม่มีแล้ว ท่านพี่ก็คอยพาออกไปเดินเล่นเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงไม่มีอะไรให้ต้องเป็ห่วง” ตอนนี้เข้าสู่่เดือนที่สี่ของการตั้งครรภ์แล้วทั้งๆที่พวกเขาเพิ่งไปท่องเที่ยวกันสามเดือนแต่กลับมาก็ตั้งครรภ์ได้สามเดือนเลยทีเดียว น่าสงสัยจริงว่าท่านพี่ทำอย่างไรหรือว่าตลอดการเดินทางที่อยู่บนเรือสิบวันระหว่างที่ไปแคว้นชายทะเลพวกเขาจะ....
เื่นี้ก็น่าคิดอยู่มากทีเดียว หากตลอดสิบวันนั้นไม่ได้หยุดพักเื่ที่ท่านเทพจะตั้งท้องได้ั้แ่่นั้นจึงไม่ใช่เื่แปลกเลย
ท่านพี่ก็เอาเื่มากทีเดียว เก็บกดมากเลยรึ
“หนนี้มาอย่างไม่ตั้งใจข้าจึงจะไม่รบกวนท่านปู่เทพ หากเขายังสบายดีข้าก็สบายใจ”
“เื่นั้นแม่ทัพใหญ่ไม่ต้องเป็ห่วงรอลุ้นว่าทายาทที่ออกมาจะเป็คนของฉางเก๋อหรือเผิงหลายเถอะ” ถึงท่านเทพจะสูญเสียพลังยุทธ์ไปทั้งหมดแล้วแต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กน้อยในท้องจะไม่ได้รับสืบทอดพลังของท่านเทพมา ลูกชายคนแรกของหัวหน้าองครักษ์กับท่านเทพเซียวหนิงเฉิงก็เป็ทายาทของป้าเตาไปแล้วหากท่านเทพไป๋ซูเจี้ยนมีทายาทเป็ของฉางเก๋ออีกคน ท่านเทพทั้งสองจะต้องมีทายาทเพิ่มอีกคนเพื่อให้มีผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขของเผิงหลายแล้ว
หัวหน้าองครักษ์กับราชครูคงจะไม่อิดออดในเื่นี้กระมัง
“เื่นี้น่าลุ้นมากทีเดียว” ท่านเทพเซียวหนิงเฉิงก็มีทายาทให้กับป้าเตาไปแล้วหากท่านปู่เทพไป๋ซูเจี้ยนมีทายาทให้ฉางเก๋ออีกคนท่านเทพทั้งสองจะต้องเหนื่อยกายเหนื่อยใจไปอีกหลายเดือนเลยทีเดียว
“แม่ทัพใหญ่ปล่อยข้าเถอะ ข้ายืนไหว” เพราะมัวแต่ถามสารทุกข์สุขดิบของท่านปู่เทพลี่ฮุ่ยซิ่วจึงลืมไปชั่วขณะหนึ่งว่าตัวเองกำลังประคองรองประมุขอยู่มือหนาค่อยๆปล่อยเอวบางนั้นอย่างช้าๆเพื่อไม่ให้เขาเสียการทรงตัว รองประมุขผอมเสียจริงหากอยู่ที่ฉางหวั่นเขาจะต้องอ้วนท้วนสมบูรณ์อย่างแน่นอน เขากินข้าวบ้างหรือเปล่านะ
“เพราะท่านกินแต่ของหวานแน่เลยท่านถึงได้ผอมเพียงนี้”ปกติกินข้าวกี่ชามรึ หรือแค่ครึ่งชาม
“ข้าก็กินตามที่คนปกติกิน”
“หรือว่าแม้แต่ยามกินข้าวพวกท่านก็ต้องสงวนท่าทีไม่เติมข้าวอีกชามรึ?”ได้ยินว่าผู้ที่เคร่งครัดในกฎระเบียบ แม้แต่ยามกินข้าวก็ยังต้องเคร่งครัดพวกขุนนางหรือคุณหนูลูกผู้ดีหลายบ้านมักจะไม่นิยมเติมข้าวอีกชามเพราะคิดว่าเป็การกระทำที่ไม่เหมาะสมไม่สุภาพ หรือว่าที่ฉางเก๋อก็เป็เช่นนั้นรึ
“เปล่า แม่ทัพใหญ่คิดมากไปแล้ว แม้ข้าจะนั่งทานข้าวกับท่านพี่ข้าก็ยังเติมข้าวอีกชามหากข้าหิว”กินข้าวที่เรือนต้องสงวนท่าทีเสียที่ไหนหากไม่ใช่อยู่ด้านนอกที่ต้องทานข้าวร่วมกับคนอื่นพวกเขาก็กินกันปกติธรรมดานี่แหละบางครั้งก็สามชามเสียด้วย
“อย่างนั้นหรอกรึ” แต่น่าแปลกที่ผอมมากถึงเพียงนี้บางทีอวิ้นหยางอาจจะกินขนมมากเกินไปจนไม่กินข้าวก็เป็ได้
“แม่ทัพใหญ่”
“หืม?” คนที่ถูกเรียกขานรับตอนนี้อวิ้นหยางยืนได้เองโดยที่ไม่ต้องให้ประคองแล้ว ส่วนลี่ฮุ่ยซิ่วก็เตรียมตัวที่จะกลับเพราะดึกแล้ว
“ตอบแทนที่ท่านช่วยข้าวันนี้ หนหน้าที่ท่านมาที่เมืองหลวงข้าจะพาท่านไปดื่มสุราดีๆที่โรงสุรา ถึงข้าจะเป็ผู้ดูแลหอตำราแต่เื่สุราข้าก็รู้จักดีเช่นเดียวกันท่านตกลงหรือไม่” แม่ทัพใหญ่เลิกคิ้วนอกจากจะสันทัดเื่ขนมหวานยังสันทัดเื่สุราด้วยหรือนี่ เมื่อก่อนจะเป็คนที่แก่นแก้วซุกซนแค่ไหนกัน
“หากเป็คำเชิญจากรองประมุขข้าย่อมไม่ปฏิเสธ ข้าติดหนี้เลี้ยงขนมท่านหนึ่งครั้งท่านติดหนี้เลี้ยงสุราข้าหนึ่งครั้ง ตกลงหรือไม่”
“ตกลง” รองประมุขยิ้ม ไม่เลวทีเดียวกับการพบปะโดยไม่ตั้งใจหนนี้แล้วยังได้สัญญาแลกเปลี่ยนมาอีกด้วย
ต้องคัดเลือกโรงสุราอย่างจริงจังเสียแล้ว