เฉินเหมียวเหมี่ยวรีบใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะออกมาจากสระเวหาด้วยใบหน้าบึ้งตึง ผู้ชายสารเลวในชุดคลุมสีขาวดิ้นทองยังยืนอยู่นอกม่านพลังขุนเขา ท่าทางเคร่งขรึม ราวกับกำลังเจอเรื่องทุกข์ใจอยู่ก็มิปาน
ท่าทางเช่นนั้นเหมือนกับตัวเองถูกเอาเปรียบเสียมากมายอย่างไรอย่างนั้น
เฉินเหมียวเหมี่ยว “???”
นี่มันจะมากเกินไปแล้วกระมัง?
คนที่ถูกมองเกือบทั้งเรือนร่างคือนาง คนที่ควรทุกข์ใจควรจะเป็นนางมากกว่าไม่ใช่หรือ?
เฉินเหมียวเหมี่ยวพลันโมโห จึงเดินเข้าไปตบที่แผ่นหลังของม่อเสวียนหมิงอย่างแรง แต่กลับเป็นนางเองที่เจ็บจนน้ำตาคลอเบ้า นางกางฝ่ามือร้อนผ่าวขึ้นมาดูก็ยิ่งโมโห นางควรทำเช่นไรดี?
“ม่อเสวียนหมิง!” ผู้ชายสารเลว!
ได้ยินน้ำเสียงกราดเกรี้ยวของเฉินเหมียวเหมี่ยว ม่อเสวียนหมิงก็หันกลับมาพร้อมทำหน้าตึงใส่ทันที สายตาของเขากวาดไปทั่วใบหน้างดงามที่ชื้นไปด้วยละอองน้ำ จากนั้นก็ไล่ลงมาที่ลำคอระหงโดยไม่ได้ตั้งใจ
มือที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวกำแน่นอีกครั้ง
“อืม...ข้าอยู่นี่”
ท่าทางสงบนิ่งนั้นทำให้เฉินเหมียวเหมี่ยวรู้สึกว่ากำลังทำตัวเป็นคนขี้โวยวาย และเข้าใจม่อเสวียนหมิงผิดอย่างนั้นหรือ?
นี่มันจะมากเกินไปแล้ว!
แต่ภาพเมื่อครู่กระอักกระอ่วนเกินไป เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงไม่อยากพูดถึงมันอีก
“อะแฮ่ม...” นางรีบปรับอารมณ์ทันที ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ที่นี่คือที่ไหน พวกเราจะกลับไปเมื่อไรงั้นหรือ?”
“ที่นี่คือสระเวหา” ม่อเสวียนหมิงหลุบตาลง “เจ้าบำเพ็ญเพียรกายเนื้อได้สำเร็จ และได้สระเวหาช่วยรวบรวมรากฐานและหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ ตอนนี้เจ้าจึงกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกายเนื้อระดับเหนือมนุษย์ขั้นกลางแล้ว ยินดีด้วย”
“ระดับเหนือมนุษย์ขั้นกลางงั้นหรือ?”
“อืม เทียบเท่ากับระดับสร้างรากฐานปราณขั้นกลาง”
เฉินเหมียวเหมี่ยวดวงตาเป็นประกายทันที ก่อนจะดึงแขนเสื้อของม่อเสวียนหมิงเอาไว้ พลางกระโดดด้วยความดีใจ “จริงหรือ เจ้าไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่?”
นางมีพลังระดับสร้างรากฐานปราณขั้นกลางจริง ๆ งั้นหรือ?
ความจริงแล้วพลังของเฉินเหมียวเหมี่ยวสำหรับม่อเสวียนหมิงก็ไม่ต่างอะไรกับแรงของลูกแมว ที่ไม่สามารถทำให้เขารู้สึกเจ็บแสบแต่อย่างใด ทว่าฝ่ามือเมื่อครู่กลับทำให้ม่อเสวียนหมิงร้อนวูบขึ้นมา ความร้อนจากแผ่นหลังแผ่ไปทั่วร่าง แม้แต่เลือดก็ยังพลุ่งพล่านอีกด้วย
และตอนนี้ เมื่อนางเผยรอยยิ้มกระจ่างใสออกมา มือน้อย ๆ ดึงแขนเสื้อเขาเอาไว้ด้วยความดีใจ เขายิ่งไม่มีแรงแม้แต่จะก้าวถอยหลัง ทำได้เพียงปล่อยให้นางเข้ามาใกล้ จนกระทั่งปลายจมูกได้กลิ่นหอมหวานของนาง เขาจึงได้เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “อืม ข้าไม่ได้หลอกเจ้า”
“เช่นนั้นพวกเรารีบกลับกันเถอะ เจ้าตัวเล็กคงจะรอแย่แล้ว จริงสิ พวกเราออกมานานเท่าใดแล้ว?”
“สิบแปดวัน”
“ว่าไงนะ!?”
“เจ้าใช้เวลาหลอมไอวิญญาณไปเก้าวัน ใช้เวลาแช่ในสระเวหานี้อีกเก้าวัน รวมแล้วเป็นสิบแปดวันเต็ม ๆ”
“แย่แล้ว ๆ เช่นนั้นพวกเรารีบกลับกันเถอะ!” เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยจบก็ก้าวเข้ามากอดเอวของม่อเสวียนหมิงเอาไว้ ท่อนแขนเรียวเสลากอดเขาเอาไว้แน่นเพราะกลัวตัวเองจะตกลงไป แต่ม่อเสวียนหมิงกลับนิ่งงันอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน มีเพียงหูของเขาเท่านั้นที่แดงก่ำขึ้นมา ก่อนจะได้ยินเสียงเร่งเร้าจากเฉินเหมียวเหมี่ยว “มีอะไร ไปเร็วเข้าสิ”
ครั้นที่ไปสนามรบบรรพกาล พวกเขาก็ไปด้วยวิธีนี้ไม่ใช่หรือ?
ไม่ใช่เพิ่งจะมาอายตอนนี้หรอกกระมัง?
สตรีที่มีกลิ่นหอมรัญจวนใจ และใบหน้างามหยาดเยิ้มมองมาที่เขา ดวงตาที่เปียกชื้นแฝงความกังวลเอาไว้ ทำให้คนอดไม่ได้ที่จะคิด...คิด...
ม่อเสวียนหมิงรู้สึกว่าเริ่มไม่เป็นตัวของตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ!
เขาเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะใช้มือคว้าปกเสื้อด้านหลังของเฉินเหมียวเหมี่ยวขึ้นมา หิ้วนางออกจากอกของตัวเองราวกับหิ้วลูกแมวอย่างไรอย่างนั้น
“ทำเช่นนี้ก็ได้งั้นหรือ”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “???”
“นี่!
เจ้าทำอะไรของเจ้ากันเนี่ย!
ไม่มีมารยาทหรืออย่างไร?
ม่อเสวียนหมิง เจ้ารีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
ม่อเสวียนหมิงไม่สนใจอาการขัดขืนของเฉินเหมียวเหมี่ยว เขาทิ้งตัวนางให้ต่ำลงเล็กน้อย โลกเบื้องหน้าก็พลันเปลี่ยนไป ตะวันและจันทราแปรเปลี่ยน เมื่อได้สติอีกครั้ง เฉินเหมียวเหมี่ยวก็มาถึงเรือนของตนเองแล้ว
เฉินเหมียวเหมี่ยว “!!!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวโมโหอย่างมาก นางจับมือม่อเสวียนหมิงขึ้นมา ก่อนจะกัดลงไปอย่างแรง
อย่างไรเสียตอนนี้นางก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรกายเนื้อระดับเหนือมนุษย์แล้ว ครั้งก่อนนางกัดหน้าอกเขาไม่สำเร็จ ครั้งนี้ต้องให้เขาชดใช้ให้ได้
ม่อเสวียนหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ข้าขอเตือนเจ้าว่าอย่า...”
“โอ๊ย ฮือฮือ...”
เฉินเหมียวเหมี่ยวกุมที่ปากตัวเองทันที น้ำตาพลันเอ่อคลอ
ม่อเสวียนหมิงเอ่ยอย่างระอา “บอกแล้วเจ้าก็ไม่เชื่อ ข้าขอดูหน่อย...”
“เจ้าผีหัวโต!” เฉินเหมียวเหมี่ยวปัดมือของม่อเสวียนหมิงทิ้ง พลางขบกรามแน่น “เหตุใดเจ้าต้องหิ้วข้าเช่นนั้นด้วย ข้าก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกันนะ ข้าไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของเจ้าซะหน่อย!”
ม่อเสวียนหมิงถูกนางจ้องอย่างคาดโทษ เขาไม่เพียงไม่โกรธ แต่ยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยการเอาใจ โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว “ได้ เช่นนั้นเจ้าว่าคราวหน้าพวกเราจะเดินทางด้วยวิธีเช่นไรดี?”
“ในเมื่อก่อนหน้านี้ใช้การกอด เช่นนั้นคราวหน้าก็กอดข้าให้ดี ๆ ด้วยล่ะ รู้หรือไม่?”
เมื่อเห็นท่าทางหัวฟัดหัวเหวี่ยงของเฉินเหมียวเหมี่ยวแล้ว ในใจม่อเสวียนหมิงก็รู้สึกอยากจะหัวเราะ แต่หากเขาหัวเราะออกไป ไม่รู้ว่านางจะโมโหเขามากขนาดไหน เขาจึงกระแอมเบา ๆ ก่อนจะหลุบตาลง “ได้ รู้แล้ว คราวหน้าข้าจะทำตามที่เจ้าบอก”
คราวหน้าจะทำเช่นนั้นแน่นอน?
บุรุษผู้นี้ตั้งใจกลั่นแกล้งนางหรือไม่?
เฉินเหมียวเหมี่ยวอยากจะกัดเขาอีกสักที ทว่าอึดใจตาต่อมาก็มีเด็กน้อยพุ่งตัวเข้ามาในอ้อมแขนของนางราวกับลูกธนู กอดนางเอาไว้จนแน่น ก่อนจะเอ่ยอย่างน้อยอกน้อยใจ
“ฮือฮือฮือ...เหมียวเหมี่ยว ท่านไปที่ใดมา ตัวเล็กคิดถึงท่านมากเลย!
เหมียวเหมี่ยว หากท่านยังไม่กลับมาอีก ข้าต้องป่วยเป็นแน่...
เหมียวเหมี่ยวรับปากตัวเล็กก่อน ต่อไปอย่าจากตัวเล็กไปเช่นนี้อีกได้หรือไม่?
ไม่อย่างนั้นตัวเล็กจะต้องเจ็บปวดจนตายเป็นแน่...”
เฉินเหมียวเหมี่ยวได้ยินดังนั้นก็ร้อนรนขึ้น “เป็นอะไรไป เจ้าเจ็บตรงไหนงั้นหรือ?”
เจ้าตัวเล็กกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะดึงมือของเฉินเหมียวเหมี่ยวมาวางที่หน้าอกของตัวเอง “ในใจคิดถึงท่าน คิดถึงจนเจ็บไปหมด ถุนถุนบอกว่านี่เรียกว่าโรคความคิดถึง เหมียวเหมี่ยว ท่านต้องรับผิดชอบตัวเล็กนะ”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “???”
ม่อเสวียนหมิง “???”
ช้าก่อน!
พวกเขาไม่อยู่เรือนแค่ครึ่งเดือน เหตุใดเจ้าตัวเล็กถึงอ้วนเช่นนี้ได้ล่ะ?
อีกอย่าง ถุนถุนอะไรนั่นคือใครกัน?
ในตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสอิ๋งที่ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง หน้าตาเปรอะเปื้อนก็วิ่งออกมาจากในครัว เมื่อเห็นทั้งสองคนก็ดีใจจนน้ำตาไหลออกมา
“นาย...อะแฮ่ม คนงานม่อ นายหญิง ในที่สุดพวกท่านก็กลับมาแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว”
เฉินเหมียวเหมี่ยวรีบเดินเข้าไปหาทันที “ท่านปู่อิ๋ง ในเรือนเกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นหรือ?”
ใครกันที่ทำให้ตัวเล็กของนางมีสภาพเช่นนี้ได้!
พูดถึงเรื่องนี้ผู้อาวุโสอิ๋งก็รู้สึกขมขื่น ทันทีที่ม่อเสวียนหมิงและเฉินเหมียวเหมี่ยวหายตัวไป เจ้าตัวเล็กก็รู้ได้ทันที ตอนแรกเขาก็ยังยอมรออย่างว่าง่าย คิดว่าไม่นานพ่อกับแม่ก็จะกลับมา
แต่พอผ่านไปหนึ่งวัน สองวัน สามวัน...ทั้งสองคนก็ยังไม่กลับมา ราวกับจงใจทิ้งเขาไว้อย่างไรอย่างนั้น หลังจากผ่านไปสามวันเจ้าตัวเล็กก็ทนไม่ไหว ร้องไห้งอแงไม่หยุด เอาแต่ถามผู้อาวุโสอิ๋งว่าท่านพ่อกับท่านแม่ไม่ต้องการเขาแล้วใช่หรือไม่
หากไม่ใช่ เหตุใดทั้งสองถึงทิ้งตนไป?
เหตุใดจึงไม่พาเขาไปด้วย?
จะว่าไปเจ้าตัวเล็กก็เป็นเด็กที่น่าสงสาร ตอนอยู่ในไข่มังกรไม่เคยพบหน้าบิดาของตนเองมาก่อน ลำบากกว่าจะออกมาจากไข่มังกรได้ ทว่ามารดาก็ยังมาทิ้งเขาไปอีก
เขาลำบากมากกว่าจะอาศัยความสามารถของตัวเองหามารดาของตนเจอ ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกเพียงแค่ช่วงสั้น ๆ แต่พ่อกับแม่ก็หนีเขาไปอีกครั้ง!
เรื่องกระทบกระเทือนจิตใจเช่นนี้ เด็กคนไหนจะทนได้กันล่ะ?
“ฮือฮือฮือ...แงแงแง...”