จิ่งหลิวหยางตอนเด็กๆ ก็ถูกคนในบ้านตามใจจนกลายเป็นคนเอาแต่ใจอย่างมาก ตอนนี้อายุสิบสองปี จะขึ้นชั้นมัธยมต้นแล้ว แต่ก็ยังทำตัวเหมือนพวกอันธพาลที่ไม่ได้รับการอบรมอยู่ดี อาหญิงใหญ่จิ่งรู้สึกว่าเขาคงจะหมดอนาคตแล้ว
แต่หลิวชุนฮวาไม่คิดเช่นนั้น เธอเพียงแต่พูดว่า “เขายังเป็นเด็กอยู่ อาหญิงใหญ่อย่าไปถือสาเขาเลย เลือกอันที่ชอบไปกินเถอะ!”
อาหญิงใหญ่จิ่งฟังแล้วก็เข็ดฟัน ในใจแปะป้ายให้หลิวชุนฮวาว่าเป็นพวกโง่เขลา แต่เธอที่ไม่ได้คิดจะอบรมลูกชายให้หลิวชุนฮวาจึงขี้เกียจจะสนใจ แล้วถามอีกครั้งว่า “แล้วเยี่ยนกุยล่ะ?”
“อยู่ที่บ้านย่า” จิ่งหลิวหยางตอบไปพลางแกะห่อขนมไปพลาง ห่อแรกที่แกะคือฟักเชื่อม เขาที่ไม่ชอบกินขนมแบบนี้ก็บ่น “อาหญิงใหญ่ คราวหน้ามาบ้านผม อย่าซื้อฟักเชื่อมมานะ ไม่อร่อยสักนิด ผมชอบกินขนมหนวดมังกรมากกว่า”
อาหญิงใหญ่จิ่งได้ยินดังนั้นก็อยากจะตบเขาอีกครั้ง ใครๆ ก็รู้ว่าขนมหนวดมังกรอร่อยกว่าฟักเชื่อม แต่ขนมหนวดมังกรมันแพงกว่าไงล่ะ หนึ่งห่อซื้อฟักเชื่อมได้ถึงสามห่อ วันนี้ที่เธอมาก็แค่อยากจะมาให้เป็นพิธี ของที่จะเอามาก็ต้องเยอะหน่อย ก็เลยต้องเอาฟักเชื่อมมาเยอะๆ น่ะสิ
หลิวชุนฮวาเห็นสีหน้าของอาหญิงใหญ่ไม่สู้ดีนัก ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้รู้สึกว่าลูกชายของตัวเองพูดอะไรผิด แต่เธอก็ยังตั้งใจจะเอาคืนจิ่งเยี่ยนกุยให้สาแก่ใจ จึงพูดกับจิ่งหลิวหยางว่า “แม่จะคุยกับอาหญิงใหญ่ดีๆ ลูกไปเล่นคนเดียวนะ”
จิ่งหลิวหยางเบะปากอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไร แล้วเดินออกไป
อาหญิงใหญ่จิ่งทนไม่ไหวแล้วพูดว่า “ชุนฮวา ไม่ใช่ว่าฉันจะว่าอะไรนะ แต่ถ้าหลิวหยางเป็นแบบนี้ต่อไป เธอต้องอบรมหน่อยนะ”
“เขายังเด็กอยู่” หลิวชุนฮวาพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ฉันได้ยินคนเขาพูดว่า ถ้าดูแลเด็กเล็กๆ เข้มงวดเกินไป พอโตขึ้นไปจะกลัวไปหมดทุกอย่าง ไม่กล้าทำอะไร ไม่ต้องพูดถึงหลิวหยางแล้ว พูดถึงเยี่ยนกุยดีกว่า”
“คุยกับทางนั้นแล้วหรือยัง? คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?”
อาหญิงใหญ่จิ่งตอบว่า “คุยแล้ว แต่เรื่องนี้ต้องดูตัวก่อน เธอไปเรียกเยี่ยนกุยมา ฉันจะคุยกับหล่อน แล้วหาโอกาสพาหล่อนไปดูตัวที่ในเมือง”
“นิสัยของเยี่ยนกุยตอนนี้ ถ้าบอกหล่อนตรงๆ คงไม่สำเร็จแน่” หลิวชุนฮวารีบปฏิเสธความคิดของอาหญิงใหญ่จิ่ง “ตอนนั้นอาหญิงใหญ่ก็แค่บอกว่าชวนหล่อนไปเล่นที่บ้าน แล้วค่อยนัดเจอตัวทีหลังก็สิ้นเรื่องแล้ว”
อาหญิงใหญ่จิ่งคิดว่ามันก็เข้าท่าดี แต่ก็ยังพูดขึ้นว่า “เธอมีรูปของเยี่ยนกุยไหม ฉันจะเอาไปให้ท่านผู้นำดูก่อน เผื่อเขาไม่เชื่อที่ฉันพูด”
เรื่องนี้ทำให้หลิวชุนฮวาลำบากใจมากไม่น้อย เพราะปกติเธอทักจะใช้ให้จิ่งเยี่ยนกุยทำงานทุกอย่างเหมือนวัวเหมือนม้าแล้วพาลูกๆ ตัวเองไปถ่ายรูปที่ในเมืองหลายครั้ง แต่ไม่เคยพาจิ่งเยี่ยนกุยไปด้วยเลย ดังนั้นที่บ้านจึงไม่มีรูปของจิ่งเยี่ยนกุยเลยสักใบ
อาหญิงใหญ่จิ่งเห็นสีหน้าของหลิวชุนฮวาก็พอจะเข้าใจแล้ว ในใจนึกดูถูกอย่างมาก แต่ใบหน้าก็ยังคงยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่มีรูปก็ไม่เป็นไร ไปดูตัวจริงเลยก็ได้ แต่เรื่องนี้ต้องรีบหน่อยนะ เพราะมีเด็กผู้หญิงที่อยากจะเข้าตาท่านผู้นำเยอะแยะ”
หลิวชุนฮวาพยักหน้า แต่กลับพูดขึ้นว่า “ช่วงนี้ฉันกับเยี่ยนกุยไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ เมื่อไม่กี่วันก่อนหล่อนโกรธฉันแล้วไปอยู่ที่บ้านย่า ไปด้วยกันเถอะ ถือโอกาสไปเยี่ยมคุณแม่ด้วย”
เธอรู้ดีว่าตอนนี้ ไม่ว่าใครในตระกูลจิ่งไปที่บ้านเก่าก็เรียกจิ่งเยี่ยนกุยกลับมาไม่ได้ อยากจะเจอจิ่งเยี่ยนกุยก็ต้องไปเอง แต่ถ้าไปเองก็กลัวว่าหยางหว่านซิ่วจะปริปากเรื่องที่จิ่งเยี่ยนกุยหมั้นกับฟางเสียนจือออกมา
แต่หลายปีมานี้ พอหยางหว่านซิ่วเห็นหน้าอาหญิงใหญ่จิ่งก็มักเผยสีหน้าไม่น่ามองนัก ด่าทั้งต่อหน้าและเหน็บแนมอยู่หลายครั้ง อาหญิงใหญ่จิ่งก็เป็นคนชอบเอาชนะเช่นกัน จะไม่ยอมเอาตัวเองไปให้แม่ด่าหากไม่จำเป็นจริงๆ
สีหน้าอาหญิงใหญ่จิ่งไม่สู้ดีอย่างที่คิดไว้ หลิวชุนฮวากำลังจะพูดเกลี้ยกล่อมว่าอีกสองสามวันจะไปตะล่อมจิ่งเยี่ยนกุยให้ แล้วค่อยพาหล่อนไปที่บ้านอาหญิงใหญ่จิ่ง
แต่อาหญิงใหญ่จิ่งกลับพูดว่า “ก็ดีเหมือนกัน งั้นไปเยี่ยมแม่หน่อย”
ครั้งนี้ที่เธอกลับมาก็ไม่ได้คิดจะไปเยี่ยมหยางหว่านซิ่ว ขนมที่ซื้อมาก็มีแต่ของเล็กๆ น้อยๆ อีกทั้งตอนนี้ก็ไปซื้อเพิ่มไม่ได้ จึงหยิบลูกกวาดมาสองห่อจากของที่เธอเพิ่งถือมา
หลิวชุนฮวาเห็นว่าวันนี้อาหญิงใหญ่จิ่งยอมไปหาหยางหว่านซิ่วเพื่อเรื่องของจิ่งเยี่ยนกุย ก็แสดงให้เห็นว่าอาหญิงใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากแค่ไหน เธอจึงคิดในใจว่าจะหาทางสูบผลประโยชน์จากอาหญิงใหญ่ให้ได้มากที่สุด
เมื่อทั้งสองมาถึงบ้านเก่าของตระกูลจิ่ง หยางหว่านซิ่วกำลังทำความสะอาดบ้าน ส่วนจิ่งจงอี้กำลังนั่งสูบยาเส้นอยู่ตรงธรณีประตู ทั้งสองก็ตะโกนเรียกคนมาแต่ไกลๆ
จิ่งจงอี้เห็นอาหญิงใหญ่จิ่งก็รู้สึกแปลกใจ จึงตะโกนเข้าไปในบ้านว่า “ยายแก่ ซูจวงมาแล้ว”
หยางหว่านซิ่วที่อยู่ในบ้านได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ ซูจวงคือชื่อจริงของอาหญิงใหญ่จิ่ง ลูกสาวคนนี้เป็นคนแบบไหน เธอย่อมรู้ดีที่สุด แม้จะเล่าเรียนหนังสือมากกว่าคนอื่น แต่ก็นิสัยเสียไปตามสภาพสังคม เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ หากไม่ใช่เพราะกลัวคนครหา คงไม่กลับมาไหว้ญาติผู้ใหญ่ที่บ้านเก่า
หลิวชุนฮวาและอาหญิงใหญ่จิ่งเดินเข้ามาในบ้าน พอหยางหว่านซิ่วเห็นหน้าหลิวชุนฮวาก็รู้สึกปวดหัว ตอนนี้ทั้งสองคนมาด้วยกัน เลยรู้สึกว่าสองคนนี้ต้องมาสร้างเรื่องอีกแน่ๆ
อาหญิงใหญ่จิ่งกลัวแม่ของตัวเอง ตอนนี้จึงเผยหน้ายิ้มแล้วถามว่า “ฉันได้ยินว่าช่วงนี้เยี่ยนกุยมาอยู่ที่นี่ เธออยู่ไหนเหรอคะ?”
หยางหว่านซิ่วเห็นว่าทั้งสองคนมาด้วยกัน ยังคงคิดว่าหลิวชุนฮวาพาอาหญิงใหญ่จิ่งมาพูดจาขอคืนดี ก็อดดูแคลนในใจไม่ได้ หลิวชุนฮวาตอนนี้เพิ่งจะรู้จักต้องหาคนมาพูดจาขอคืนดี แล้วที่ผ่านมามัวทำอะไรอยู่?
หยางหว่านซิ่วเผยสีหน้าไม่สบอารมณ์ใส่ทั้งสอง “เธอไปที่เมืองเอกมณฑลตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่อยู่บ้าน”
เรื่องนี้ทำให้หลิวชุนฮวาประหลาดใจ เธอถามออกไปแทบจะทันทีว่า “เธอไปเมืองเอกทำไมคะ?”
“เธอไปเมืองเอกแล้วจะทำไม มันเกี่ยวอะไรกับแกด้วย?” หยางหว่านซิ่วสวนกลับทันใด “เก็บความคิดชั่วๆ ของแกไปซะ ต่อไปทำอะไรก็ให้มันถูกต้องหน่อย อย่าได้คิดนอกลู่นอกทาง!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งอาหญิงใหญ่และน้องสะใภ้ต่างก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ รู้สึกว่ายายแก่คงจะรู้เรื่องอะไรเข้าแล้ว แต่ยังคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเรื่องนี้พวกเธอสมคบคิดกันอยู่สองคน หยางหว่านซิ่วไม่น่าจะรู้เรื่องนี้ได้
หลิวชุนฮวาทำหน้ายิ้มแย้มแล้วพูดว่า “แม่สอนถูกแล้วค่ะ ฉันแค่เป็นห่วง เยี่ยนกุยเป็นผู้หญิงคนเดียว วิ่งไปวิ่งมาแบบนี้จะไม่ดีหรือเปล่า?”
“เด็กคนนั้นฉลาด มีความคิดเป็นของตัวเอง ฉันก็ว่าไม่มีอะไรไม่ดีหรอก” หยางหว่านซิ่วหัวเราะเยาะแล้วพูดว่า “ในเมื่อตอนนั้นที่หงจวงกลับมาอยู่ที่บ้าน เจ้าสามบอกว่าจะไม่เลี้ยงดูพวกเรา แกก็เห็นดีเห็นงามด้วย หากหล่อนไม่ดิ้นรน ฉันกับพ่อของพวกแกจะไม่อดตายเหรอ?”
ตอนที่เกิดเรื่องกับอาหญิงเล็กจิ่ง อาสามจิ่งพูดจาไม่ดี และตอนนั้นหลิวชุนฮวาก็คอยเห็นด้วยอยู่ข้างๆ หยางหว่านซิ่วยังจำเรื่องนี้ได้ดี
ในขณะที่พูดอยู่นั้น อาหญิงเล็กจิ่งที่กำลังทำครัวอยู่ก็พูดว่า “แม่คะ อย่าไปถือโทษโกรธเคืองเลย ฉันกับเยี่ยนกุยจะไม่ทำให้พ่อกับแม่ลำบาก และจะไม่ปล่อยให้พ่อกับแม่มาเลี้ยงดเราด้วย”
เธอพูดจบก็หยิบผ้าขี้ริ้วออกมา แล้วทักทายอาหญิงใหญ่จิ่งกับหลิวชุนฮวา
อาหญิงใหญ่จิ่งไม่รู้เรื่องของอาหญิงเล็กจิ่ง ตอนนี้จึงฉงนไปหมด และอดไม่ได้ที่จะถามว่า “น้องเล็กเกิดอะไรขึ้น? ทำไมมาอยู่ที่บ้านพ่อกับแม่ได้?”
แต่น้ำเสียงของเธอล้วนแต่เจือความสงสัย ไม่ได้เป็นห่วงแม้แต่นิด