ตลอดเส้นทางขากลับจวนลู่เสียนกลับนึกโมโหท่าทีคู่หมั้นตน ดูท่าแล้วนางคงมิได้อภิเษกให้แก่เขาเป็ดั่งชาติก่อนแน่ หรือนี่จะเป็วาสนานางนั้นจะมิได้ครองคู่ร่วมชาติกับเขากันแล้วจริง ๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งอดหวั่นกลัวมิได้ ลู่เสียนหยุดยืนมองไปยังศาลารับแขกด้านหน้าจวน ลู่ไป่วัยสิบหกหนาว และลู่หวงน้องชายวัยหกหนาว ทั้งคู่ต่างเป็พี่น้องต่างมารดากับนาง ลู่เสียนขยับกายเดินเข้าไปใกล้คนทั้งคู่พลันแววตาคู่หนึ่งก็หันมองนางด้วยความเร็ว
“พี่หญิงใหญ่ท่านออกไปตลาดมาหรือ” ลู่หวงเอ่ยเสียงแจ๋ว เด็กน้อยมองห่อขนมในมืออู๋ทงที่กำลังหอมกรุ่นลอยแตะปลายจมูกเล็ก ๆ ของเขา
ลู่เสียนยืนนิ่งนางมิเคยเอ่ยคุยกับเด็กน้อยทั้งสองนี่เสียั้แ่แรก มิแปลกที่นางจะยืนคิดลังเล แต่เมื่อโอกาสมีให้กับนางอยู่ตรงหน้าแล้วลู่เสียนจึงยกยิ้มตอบกลับ
“ใช่แล้ว ข้าเพิ่งไปตลาดมา อู๋ทงเอาขนมให้น้อง ๆ ข้าเร็ว” ลู่เสียนตอบพลางหันไปสั่งสาวใช้ที่ยืนรออยู่ด้านหลัง เป็ครั้งแรกที่นางได้เอ่ยคุยดังพี่น้องกันจริง ๆ แววตากลมใสของเด็กสาววัยแรกแย้มกำลังจับจ้องมองอีกคน นางคงแปลกใจที่พี่สาวที่เอาแต่เก็บตัวเงียบจะออกไปเที่ยวตลาด ทั้งยังคิดซื้อขนมกลับมาให้พวกนางอีก ลู่ไป่ลุกยืนเอียงตัวมองไปที่อู๋ทงพลางเอ่ย
“ท่านพี่ นี่ท่านเตรียมผ้าตัดชุดงานเทศกาลซีซีใช่หรือไม่” เด็กสาวแววตาลุกวาว เมื่อเห็นพับผ้าไหมอีกหอบที่อยู่ด้านหลังอู๋ทงไปอีก บ่าวรับใช้ชายช่วยขนผ้าไหมมายืนรอ ลู่เสียนพยักหน้ารับพลางยิ้มก่อนเอ่ย
“หากเ้ายังไม่มีผ้าตัดชุด ข้าแบ่งให้เขาสักพับได้นะไป่ไป่”
“จริงหรือเ้าคะ” ลู่ไป่ะโจับแขนพี่สาวด้วยความดีใจปนตื่นเต้น ลู่เสียนยกยิ้มพลางส่ายศีรษะเอ็นดูความไร้เดียงสาผู้เป็น้องสาวแล้วเอ่ย
“ข้าจะโกหกเ้าไปทำไมกัน”
ลู่เสียนสั่งให้อู๋ทงนำข้าวของไปเก็บส่วนนางนั้นอยู่นั่งดูน้องสาวน้องชายที่กำลังนั่งทำลูกบอลผ้าหลากสีอย่างเพลิดเพลิน นางไม่คิดว่าชาตินี้จะได้โอกาสทำสิ่งต่าง ๆ ร่วมกับพวกเขา ลู่เสียนหยิบเศษผ้าขึ้นมาตัดก่อนยื่นส่งให้น้องสาวเป็ผู้เย็บต่อ ลู่ไป่เป็เด็กขี้อายกับคนแปลกหน้า แต่สำหรับในครอบครัวนางนั้นมีนิสัยร่าเริงจึงทำให้นางพูดคุยได้อย่างผ่อนคลายไม่ยากนัก ดูเหมือนที่ผ่านมาเป็นางเสียเองที่ปิดกั้นความสุขของตน
เพียงไม่นานเทศกาลซีซีที่หนุ่มสาวต่างเฝ้าคอยก็มาถึง ลู่เสียนจัดชุดให้ดูเรียบร้อยอีกที ก่อนที่รถม้าจะถูกเตรียมมาไว้รอด้านหน้าจวน บิดากล่าวให้นางดูแลน้อง ๆ ก่อนจะส่งทหารองครักษ์เฝ้าติดตามนางอีกสองนาย ลู่เสียนส่งยิ้มให้น้องสาวน้องชายที่ยืนรอพลางนึกถึงชาติก่อนนางไม่ได้เที่ยวงานก็เพราะแต่งออกไปอยู่จวนอันอ๋อง ตอนนั้นแม้นางจะเอ่ยชวนอย่างไรโจวเหรินจงก็กล่าวแต่ว่าติดภารกิจมิสะดวกพานางออกมาเที่ยวชมงานได้ โดยที่ยามนั้นนางมิรู้เลยว่าโจวเหรินจงกำลังเกี้ยวอยู่กับคุณหนูตระกูลหรู แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็แต่งงานเข้ามาเป็ภรรยาทำให้ลู่เสียนเศร้าเสียใจเป็อย่างมาก กลับมายามนี้นางสลัดความเศร้าเสียใจนั้นทิ้งไป เพราะยามนี้นางจะใช้ชีวิตให้อย่างดี และเขาก็สมควรต้องได้รับโทษกรรมที่บังอาจทำลายนางและตระกูลของนาง
ลู่เสียนสั่งให้ทหารองครักษ์มิต้องใกล้มากเพราะเกรงว่าจะอึดอัดหากถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา ลู่เสียนแหงนมองโคมไฟที่ถูกปล่อยจนเต็มท้องฟ้ายามราตรีจนกลายเป็ดั่งดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับ ก่อนพลางหันไปพบบุรุษผู้งดงามในชุดสีขาวตัดครามน้ำเงินในมือถือพัดก้านหยกดูสะกดตาเหล่าสตรีที่ผ่านไปผ่านมายิ่งนัก ฮุ่ยหลิงที่กำลังนั่งอยู่ระเบียงชั้นสองของภัตตาคารพลั้นเหมือนจะรู้ตัวหันจ้องมาที่นางพอดิบพอดี ลู่เสียนรีบหันหน้าหลบ ราวกับไม่มองมิเห็นเขาที่อยู่ตรงนั้น ทั้งแกล้งเอ่ยทักอู๋ทงแล้วพลักให้น้องสาวน้องชายไปทางอื่นเสีย ลู่เสียนพยายามข่มอาการใจเต้นแรงของนางไว้อย่างเงียบ ๆ นางไม่อยากทำเป็สนใจเขาเหตุเพราะคราวก่อนเขาทำเอานางถึงกับหน้าแตกยับ หากครานี้นางวิ่งไปกล่าวทักเขาเกรงจะกลับมามิต่างจากเดิม ลู่เสียนเร่งฝีเท้าเดินออกห่างจากภัตตาคารหลังนั้นก่อนจะเห็นหมู่คนมากมายยืนล้อมดูบางสิ่งใดที่อยู่ในวงล้อม ร่างระหงแหวกทางเดินก่อนจะหยุดยืนทางด้านหน้าสุด การแสดงพ่นไฟ ชาวบ้านที่ยืนมุงดูต่างก็ตื่นตาตื่นใจที่จะรับชมจนเบียดเสียด ยังดีที่นางกำชับทหารองครักษ์ทั้งสองให้ระวังลู่ไป่ และลู่หวงไว้ เพราะพวกเขามิคอยได้ออกไปไหนนอกจวนเหมือนเช่นนางอาจพลัดหลงได้ ส่วนนางนั้นจูงมือสาวใช้แย่งเข้าไปดู แต่เพราะผู้คนมากเกินไปทำให้มือนั้นหลุดออกจากสาวใช้ ก่อนที่นางจะชนเข้ากับใครบางคนจากด้านหลังเมื่อร่างระหงสะดุดเกือบหงายหลัง โชคดีที่แขนหนึ่งคว้าประคองตัวนางอย่างระวัง ลู่เสียนรู้สึกถึงสิ่งที่ดุนดันมาที่ก้นงอนงามของตน จนรู้สึกถึงััอันแข็งขืน ลู่เสียนรีบหลบหันหนีและเอียงหน้าเพื่อมองดู ฮุ่ยหลิงกำลังยืนอยู่ด้านหลังนางั้แ่เมื่อใดไม่รู้
“องค์ชาย!” ลู่เสียนอุทานออกมาด้วยความใ ก่อนที่เขาจะรีบใช้มือป้องริมฝีปากอิ่มของนางที่เอ่ยเรียก เดิมทีฮุ่ยหลิงตั้งใจจะมาทักนางแต่เห็นว่านางกำลังแทรกตัวเขาไปยังคนกลุ่มนั้นเขาก็รีบตามเข้าไป เป็จังหวะเดียวกับที่นางเซถอยหลังกลับมาจึงรีบคว้าประคองไว้ไม่คิดว่าผู้คนจะเบียดเสียดจนพวกเขาทั้งสองแทบขยับไม่ได้ ครั้นจะขยับนางก็ดันถอยหลังใส่จนสีเข้ากับัน้อยของเขาจนอดที่จะผงาดตื่นตัวขึ้นมาไม่ได้ ยิ่งได้กลิ่นกายหอม ๆ ของนางก็ยิ่งทำให้ความผงาดนั้นเริ่มดื้อดึงไม่ยอมเชื่อฟังจำต้องรีบโน้มกระซิบข้างหูนางเบา ๆ
“หากเ้าขยับอีกเพียงนิด ข้าคงอดทนไว้ไม่ไหวแล้วเช่นกัน” เสียงกระซิบที่เป่ารดใบหูทำให้ใบหน้าลู่เสียนก่ำแดงขึ้นทันที ฮุ่ยหลิงรีบจัดการด้วยการพานางะโหลบออกมาด้วยวิชาตัวเบา แม้ฮุ่ยหลิงจำต้องปิดบังวิชาตน แต่ยามนี้หากชักช้าเขาอาจขายหน้าประชาชีเพราะก้นงอนงามของสตรีตรงหน้าเขาเป็แน่ โชคดีที่นางยังเป็คู่หมั้นเขามิเช่นนั้นแล้วเขาคงรู้สึกผิดต่อตนเองนัก ฮุ่ยหลิงจับไหล่ทั้งสองของนางไว้แน่นเมื่อกวาดสายตามองแล้วไม่มีผู้คนเดินผ่าน ก่อนโน้มใบหน้ากระซิบเอ่ย
“สิ่งที่เ้าเห็นวันนี้ช่วยลืมมันไปด้วยนะเสียนเออร์ หากเ้ามิลืมข้าเองก็มิรับรองเช่นกันว่าจะเป็เช่นไร ต่อให้เ้าเป็คู่หมั้นของข้าก็ตาม” สิ้นเสียงกำชับของเขาฮุ่ยหลิงก็ะโหลบออกไปอีกทาง ลู่เสียนยังยืนงงก่อนได้สตินึกก่นด่าเขาในใจ ‘ไอ้องค์ชายสองหน้ากล้าข่มขู่ข้างั้นรึ’ ลู่เสียนเดินออกมารอที่รถม้าก่อนที่พวกลู่ไป่จะเดินกลับมา นางยกมือโบกให้พวกเขาพร้อมรอยยิ้มเจือน ๆ ทหารองครักษ์ที่เห็นก็ดูใไม่คิดว่านางจะกลับมาที่รถม้าเสียก่อน